[CR] ลุงกับป้า แบ็คแพ็ค ตะลุยเมียนม่าร์ 14 วัน ตอนที่ 6 : อินเล

ลุงกับป้า แบ็คแพ็ค ตะลุย เมียนม่าร์  ตอนที่ 6 (อินเล)
                                        
          อังคาร 10 มีนาคม 2558 ออกจากพุกาม 8.00 เป็นรถตู้เล็ก แต่เรียกว่า บัส ค่ารถคนละ 15,000 จั๊ท นั่งประกบคนขับรถซึ่งเป็นเจ้าของรถชื่อ โค ซอว มิน ออง (Ko Zaw Min Aung) เขาบอกว่าเขา เป็นญาติกับ ออง ซาน ซู จี แต่เท่าที่เราทราบมา 1 ใน 3 ของคนเมียนม่าร์ ใช้ ออง เป็นเหมือน นามสกุล เพราะที่นั่นไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการใช้นามสกุล
                                        
          โค ซอว มิน ออง ก็เหมือนกับชาวเมียนม่าร์ทั่วๆ ไป โดยเฉพาะคนขับรถ พวกเขาจะสวมโสร่งสีทึบ สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว และรองเท้าแตะฟองน้ำแบบคีบ เท่าที่เจอคนขับรถทุกคนเคี้ยวหมาก แต่ไม่สูบบุหรี่ เขาบอกว่าเขาเคยเป็นทหารยศจ่า รายได้น้อยมาก เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ รถที่เขาขับเป็นของเขาเอง เขามีลูกสาว 1 คน รายได้จากการประกอบอาชีพในปัจจุบันทำให้เขาพอจะมีเงินเก็บและทรัพย์สินอื่นๆ อยู่บ้าง
                                        
          เช้านั้นอากาศเย็นเพราะผ่านค่ำคืนที่ฝนตก และรถวิ่งขึ้นที่สูงไปเรื่อยๆ  สาวจากสวิสเซอร์แลนด์ขอให้จอดรถ เธอบอกว่า เธอจะทนไม่ไหวแล้ว คนขับตกใจ เขาบอกว่า รออีก  5 นาที ให้ถึงหมู่บ้านก่อน เขาจะขอร้านค้าให้ เธอนั่งหนีบแล้วหนีบอีก ขนลุกตลอดเวลา พอรถจอด เธอวิ่งอ้าวแบบไม่ต้องรอถามใคร

           ตอนแรกเรานั่งข้างหลัง หนุ่มสาวชาวตะวันตกที่ขึ้นมาล่าสุด 2 คน ได้นั่งข้างหน้ากับคนขับ พอรถจอดพวกเขาลงไปมองด้านหลัง เราเห็นท่าทางของพวกเขา จึงถามแลกที่นั่ง พวกเขาดีใจมาก รีบตกลงและเอาเป้ลงจากรถทันที เราดีใจมากที่จะได้นั่งหน้าเสียที เพราะเราไม่ชอบนั่งหลัง  จึงเป็นที่มาว่า ทำไมเราได้คุยกับคนขับรถ
                                          
           ก่อนที่เราจะย้ายไปนั่งข้างหน้า เราได้รู้จักน้อง Lara Casalotti สาวสวยลูกครึ่งสวิสโดยบังเอิญ เธอได้ยินเราพูดภาษาไทย เธอจึงทักทายเราด้วยคำว่า สวัสดี เราจึงรู้ว่า เธอเรียนจบที่สวิสเซอร์แลนด์ แล้วมาฝึกงานที่สำนักงานสหประชาชาติในเมืองไทย ตอนแรกเราคิดว่า เพื่อนของเธอท้องเสีย แต่เธอบอกว่า ไม่ได้ท้องเสีย แต่อากาศเย็นทำให้ปวดฉี่บ่อย

          น้องลาร่า กับเพื่อน จะไปลงที่กะลอว์ พวกเธอจองทัวร์ไว้ที่นั่น โดยจะได้ร่วมกิจกรรมแคมป์ไฟ และพักค้างคืนที่โฮมสเตย์ ก่อนเดินป่าไปที่ทะเลสาบอินเล
                                          
          ใกล้เที่ยง คุณออง แวะ ในตัวเมืองแห่งหนึ่ง เขาแนะนำร้านอาหารให้นักท่องเที่ยวก่อนขอตัวไปธุระ เขาบอกว่า พวกเรามีเวลาอยู่ที่นั่นครึ่งชั่วโมง เราสั่งข้าวและอาหารประเภทปลาที่ดูว่ามีมันน้อยกว่า ในหม้ออื่นๆ ขณะที่เรานั่งที่โต๊ะ มีสาวเมียนม่าร์เข้ามาทักทายเป็นภาษาไทย พวกเธอเคยมาทำงานที่เมืองไทย หลังอาหาร สาวคนหนึ่งเอาแบงค์ร้อยกับแบงค์ 20 อย่างละ1 ใบ มาขอแลกเงินจั๊ทกับเรา พอเราให้แลกเธอดีใจมาก เธอเอาเงินเหรียญบาทมาแถมให้เราอีก 4 เหรียญ เราไม่อยากเอาเปรียบเธอ จึงให้เธอไปอีก 100 จั๊ท เธอยิ้มแก้มปริและไหว้ขอบคุณเราหลายครั้ง
                                      
          คุณออง กลับมาในเวลา 12.30 น. พร้อมกับผู้โดยสารหญิงสูงวัยชาวเมียนม่าร์ 2 คน จากที่นั่งสบายๆคนที่นั่งด้านหลังต้องเบียดกันเพิ่มขึ้น ด้านหลังมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกมาเป็นคู่ 2 คู่ น้องคลาร่ากับเพื่อน 1 คู่ หนุ่มชาวญี่ปุ่น 1 คน หญิงเจ้าเนื้อชาวเมียนม่าร์ 2 คน และผู้โดยสารที่มาใหม่อีก 2 คน รถที่เขาบอกว่ารถบัส มันไม่ใช่รถบัสแต่เป็นรถตู้เล็ก จึงต้องนั่งอัดกันไป ผ่านเมืองมิถิลาที่เป็นเมืองหนึ่งบนเส้นทาง

          ก่อนถึงกะลอว์ ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศบนภูเขาสูงเป็นที่ราบ คุณ ออง บอกเราว่า เป็นที่ที่ปลูกมันฝรั่งส่งขายทั่วประเทศ  และมันฝรั่งที่นั่นรสชาติดีที่สุดในเมียนม่าร์
  
          คนที่นั่งด้านหลังนั่งเบียดกันไปประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ถึงกะลอว์ น้องลาร่า กับเพื่อน ลงที่นั่น ก่อนจากกันเรามีโอกาสได้แอดไลน์และถ่ายรูปร่วมกัน          

          ก่อนไปเมียนม่าร์เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกะลอว์เลย แต่ชาวตะวันตกที่นิยมเดินป่า รู้จักกะลอว์ในนามของเมืองตากอากาศ อยู่บนภูเขาสูง อากาศเย็นทั้งปี  บริษัท่องเที่ยวจึงจัดรายการท่องเที่ยวแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ โฆษณาทางสื่อออนไลน์
                                        
          ตั้งแต่กะลอว์ รถก็วิ่งไต่ไปตามไหล่เขาตลอด ขึ้นลงภูเขาที่เป็นโค้งหักศอกสูง 6000 ฟุตจากระดับน้ำทะเลน้องๆ ดอยอินทนนท์ทีเดียว ตอนใกล้จะเข้าเขตอินเล มองไปทางขวามือที่เป็นที่ราบเห็นสนามบินเฮโฮ ได้ถ่ายภาพผ่านหน้าต่าง จากในรถบนสันเขา ขณะเครื่องบินกำลังร่อนลง จนกระทั่งใกล้จะถึงที่หมายจึงลงสู่ที่ราบ ที่เป็นทุ่งนาที่เปลี่ยนเป็นพืชหมุนเวียนเมื่อสิ้นฤดูทำนา

          เวลา 17.00 น. ถึงด่านก่อนเข้าสู่ชุมชนริมทะเลสาบ รถจอด มีนายด่านมาเก็บพาสปอร์ตไปตรวจ และเก็บค่าผ่านด่านคนละ 10 ดอลลาร์ นายด่านถามเราว่าพักที่ไหน เมื่อเราบอกว่า เราไม่ได้จองที่พักไว้ เขาก็คุยกับคุณออง เหมือนตกลงอะไรกัน ก่อนที่จะถามเราว่า เราต้องการจ่ายค่าที่พักคืนละเท่าใด เมื่อเราตอบว่า ไม่เกิน 25 ดอลลาร์ พวกเขาก็บอกเราว่า ตามนั้น และคุณออง จะพาเราไปส่งถึงที่พัก
                                        
          ที่พักของเราชื่อ Primrose Hotel เป็นเรือนไม้ ห้องพักเตียงคู่ มีห้องน้ำในตัว สะอาด มี wifi และอาหารเช้า ผู้จัดการพูดภาษาอังกฤษเก่ง เขาจัดการเรื่องการเช่าเรือและติดต่อให้เรือมารับเรา พร้อมนัดหมายเวลารับในเวลา 08.00 น. ทางโรงแรมจะจัดอาหารเช้าให้ทันเวลาที่จะไปลงเรือ เมื่อเราถามเรื่องสถานที่ที่เราพอจะ
                                        
ไปเช่าทำอาหารกลางวัน เขาบอกว่า เขาจะจัดการให้ อาจเป็นร้านอาหาเล็กๆ แล้วเขาจะบอกให้คนขับเรือพาไป
ชื่อสินค้า:   อินเล พม่า
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่