เรื่องสั้น
ทำบุญผิดที่
เพทาย
ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านไปจากวัดใหม่ยายแฟง จนถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนั้น สองข้างเรียงรายไปด้วยขอทานทั้งชายหญิง ผมจึงสำรวจเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกง แยกเอาเหรียญหนึ่งบาทมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ เตรียมบริจาคทาน ซึ่งผมทำมาเป็นประจำ ไม่ว่าจะไปที่ไหน เมื่อเห็นคนขอทานผมจะไม่ปฏิเสธ ต้องควักเงินให้ไปทุกครั้ง ทุกรายจนกว่าเหรียญบาทจะหมด
เมื่อหลายปีมาแล้วผมให้คนละบาทเดียว ต่อมาเห็นว่าค่าครองชีพสูงขึ้นหลายเท่า ผมจึงเพิ่มให้เป็น สองบาทบ้าง สามบาทบ้างแล้วแต่โอกาส บางครั้งมีแต่เหรียญห้าบาท ก็ตัดใจให้ไปแต่ไม่บ่อยครั้งนัก แม้เมื่อมีข่าวทางโทรทัศน์ว่า ขอทานส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และบ้างก็ว่ามีผู้ควบคุมทำเป็นแก๊งขอทาน ผมก็ไม่สนใจ เพราะไม่ว่าชาติใดภาษาใดก็กินข้าวเหมือนกัน และผมบริจาคทานเพื่อขจัดกิเลสของตนเองให้เบาบางลงเท่านั้น
กลุ่มแรกที่ผ่านนั่งอยู่ใกล้กันสามคน เป็นชายหนึ่งหญิงสอง ต่อไปชายนั่งพิงอยู่ที่หน้าประตูวัด ส่วนหญิงอยู่ตรงกันข้าม ต่อไปเป็นชายดูเหมือนจะมีแผล แดง ๆ ที่หน้าแข้ง แล้วก็มีหญิงชราผมขาว ถัดไปเป็นชายอ้วนสวมเสื้อขาวนุ่งผ้าโจงกระเบนขาวห้อยลูกประคำเป็นสาย ท่าทางเหมือนนักพรต ตรงหน้ามี ขันน้ำพานรองเป็นสีทอง สุดท้ายบนผิวจราจรหน้าประตูเข้ามูลนิธิพอดี ทางซ้ายเป็นชายไทยแท้แต่งกายด้วยชุดม่อฮ่อม ทางขวาดูเหมือนมีเชื้อสายจีนนั่งบนรถเข็น ผมก็ควักกระเป๋าให้ไปทุกคน แล้วก็ก้าวเท้าเข้าประตูไป สำรวจดูในกระเป๋าก็เหลือเหรียญบาทอยู่อีกสามอัน
ผมแลเห็นทางด้านซ้ายเมื่อขาเข้า ไม่มีคนไปยืนมุงกันเหมือนข้างขวา จึงเร่เข้าไปยื่นธนบัตรใบละร้อยบาทให้เจ้าหน้าที่หลังลูกกรง ซึ่งเป็นผู้เฒ่าเล่านั้ง พร้อมกับบัตรประจำตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องถามชื่อแซ่ให้ลำบาก แกรับไปดูแล้วก็ส่งคืนให้พร้อมกับยื่นสมุด ใบเสร็จรับเงินลอดใต้ลูกกรงมาให้เขียนเอง ไม่ทราบว่าสายตาไม่ดีหรืออ่านหนังสือไทยไม่ออก
ผมเขียนชื่อและจำนวนที่จะบริจาค แล้วจึงเห็นว่า ใบเสร็จนั้นเป็นของ ศาลเจ้าไต้ฮงกง ไม่ใช่ป่อเต็กตึ๊ง
ผมจึงหวนกลับมาเข้าคิวทางด้านตรงข้าม ส่งธนบัตรพร้อมกับบัตรประจำตัวให้ เจ้าหน้าที่ไปเหมือนเดิม คราวนี้เจ้าหน้าที่เขียนให้เรียบร้อยด้วยอักษรตัวโตลายมืองดงาม ผมรับมาตรวจดูจึงเพิ่งจะทราบว่า เป็นใบเสร็จของ มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง และมีคำอธิบายด้านล่างว่า
เพื่อส่งเสริมในการบำเพ็ญสาธารณกุศล เก็บศพไม่มีญาติ การศึกษา ตั้งโรงพยาบาล และช่วยการสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ขอให้อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านผู้มีกุศลจิต จงประสบแต่ความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล เทอญ
ล่างสุดนอกจากประทับตรายี่ห้อของ ประธานกรรมการ เหรัญญิก ผู้จัดการ และผู้รับเงินแล้ว มีข้อความที่สำคัญที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรภาษาจีนและไทยสีแดงว่า
ใบรับนี้หักภาษีเงินได้ ตามมาตรา ๔๗(๗) แห่งประมวลรัษฎากรได้ (ลำดับที่ ๘๗)
ผมเดินออกมาจากวิหารมาด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ที่ได้ทำบุญสมความปรารถนา ก่อนจะถึงประตูออกก็เห็นหญิงชราทั้งหน้าตาและการแต่งกาย นุ่งผ้าถุงสวมเสื้อแบบไทยแท้คนหนึ่ง นั่งยอง ๆ พนมมือหลับตาอยู่
ผมรีบล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบเหรียญบาทที่เหลือเดินรี่เข้าไปหา แต่หญิงชราผู้นั้นไม่ได้แบมือรับอย่างปกติ ก็พอดีมีหญิงกลางคนซึ่งขายนกปล่อย นั่งเก้าอี้อยู่ใกล้ ๆ ตะโกนมาด้วยเสียงกราดเกรี้ยวว่า
"เขาไหว้พระไม่ได้ขอเงิน"
ทั้งผมและหญิงชราผู้พนมมือ ตกใจเกือบพร้อม ๆ กัน ผมรีบก้มตัวลงพนมมือไหว้และบอกขอประทานโทษครับ แล้วก็รีบจ้ำออกประตูมาทันที
ผมเดินเลาะตามถนนเจ้าคำรพ มาโผล่ถนนเสือป่า เลี้ยวออกทางโรงพยาบาลกลางอย่างที่ว่า พลางก็นึกถึงเหตุการณ์ ที่ทำให้หน้าแตกเหวอะหวะเมื่อกี้ อยู่ในใจ
เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบจะทำบุญได้บาปเสียแล้ว.
#########
วารสารข่าวทหารอากาศ
กรกฎา ๒๕๔๙
ทำบุญผิดที่ ๙ ธ.ค.๕๘
ทำบุญผิดที่
เพทาย
ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านไปจากวัดใหม่ยายแฟง จนถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนั้น สองข้างเรียงรายไปด้วยขอทานทั้งชายหญิง ผมจึงสำรวจเศษเหรียญในกระเป๋ากางเกง แยกเอาเหรียญหนึ่งบาทมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ เตรียมบริจาคทาน ซึ่งผมทำมาเป็นประจำ ไม่ว่าจะไปที่ไหน เมื่อเห็นคนขอทานผมจะไม่ปฏิเสธ ต้องควักเงินให้ไปทุกครั้ง ทุกรายจนกว่าเหรียญบาทจะหมด
เมื่อหลายปีมาแล้วผมให้คนละบาทเดียว ต่อมาเห็นว่าค่าครองชีพสูงขึ้นหลายเท่า ผมจึงเพิ่มให้เป็น สองบาทบ้าง สามบาทบ้างแล้วแต่โอกาส บางครั้งมีแต่เหรียญห้าบาท ก็ตัดใจให้ไปแต่ไม่บ่อยครั้งนัก แม้เมื่อมีข่าวทางโทรทัศน์ว่า ขอทานส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน และบ้างก็ว่ามีผู้ควบคุมทำเป็นแก๊งขอทาน ผมก็ไม่สนใจ เพราะไม่ว่าชาติใดภาษาใดก็กินข้าวเหมือนกัน และผมบริจาคทานเพื่อขจัดกิเลสของตนเองให้เบาบางลงเท่านั้น
กลุ่มแรกที่ผ่านนั่งอยู่ใกล้กันสามคน เป็นชายหนึ่งหญิงสอง ต่อไปชายนั่งพิงอยู่ที่หน้าประตูวัด ส่วนหญิงอยู่ตรงกันข้าม ต่อไปเป็นชายดูเหมือนจะมีแผล แดง ๆ ที่หน้าแข้ง แล้วก็มีหญิงชราผมขาว ถัดไปเป็นชายอ้วนสวมเสื้อขาวนุ่งผ้าโจงกระเบนขาวห้อยลูกประคำเป็นสาย ท่าทางเหมือนนักพรต ตรงหน้ามี ขันน้ำพานรองเป็นสีทอง สุดท้ายบนผิวจราจรหน้าประตูเข้ามูลนิธิพอดี ทางซ้ายเป็นชายไทยแท้แต่งกายด้วยชุดม่อฮ่อม ทางขวาดูเหมือนมีเชื้อสายจีนนั่งบนรถเข็น ผมก็ควักกระเป๋าให้ไปทุกคน แล้วก็ก้าวเท้าเข้าประตูไป สำรวจดูในกระเป๋าก็เหลือเหรียญบาทอยู่อีกสามอัน
ผมแลเห็นทางด้านซ้ายเมื่อขาเข้า ไม่มีคนไปยืนมุงกันเหมือนข้างขวา จึงเร่เข้าไปยื่นธนบัตรใบละร้อยบาทให้เจ้าหน้าที่หลังลูกกรง ซึ่งเป็นผู้เฒ่าเล่านั้ง พร้อมกับบัตรประจำตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องถามชื่อแซ่ให้ลำบาก แกรับไปดูแล้วก็ส่งคืนให้พร้อมกับยื่นสมุด ใบเสร็จรับเงินลอดใต้ลูกกรงมาให้เขียนเอง ไม่ทราบว่าสายตาไม่ดีหรืออ่านหนังสือไทยไม่ออก
ผมเขียนชื่อและจำนวนที่จะบริจาค แล้วจึงเห็นว่า ใบเสร็จนั้นเป็นของ ศาลเจ้าไต้ฮงกง ไม่ใช่ป่อเต็กตึ๊ง
ผมจึงหวนกลับมาเข้าคิวทางด้านตรงข้าม ส่งธนบัตรพร้อมกับบัตรประจำตัวให้ เจ้าหน้าที่ไปเหมือนเดิม คราวนี้เจ้าหน้าที่เขียนให้เรียบร้อยด้วยอักษรตัวโตลายมืองดงาม ผมรับมาตรวจดูจึงเพิ่งจะทราบว่า เป็นใบเสร็จของ มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง และมีคำอธิบายด้านล่างว่า
เพื่อส่งเสริมในการบำเพ็ญสาธารณกุศล เก็บศพไม่มีญาติ การศึกษา ตั้งโรงพยาบาล และช่วยการสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ขอให้อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลให้ท่านผู้มีกุศลจิต จงประสบแต่ความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล เทอญ
ล่างสุดนอกจากประทับตรายี่ห้อของ ประธานกรรมการ เหรัญญิก ผู้จัดการ และผู้รับเงินแล้ว มีข้อความที่สำคัญที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรภาษาจีนและไทยสีแดงว่า
ใบรับนี้หักภาษีเงินได้ ตามมาตรา ๔๗(๗) แห่งประมวลรัษฎากรได้ (ลำดับที่ ๘๗)
ผมเดินออกมาจากวิหารมาด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ ที่ได้ทำบุญสมความปรารถนา ก่อนจะถึงประตูออกก็เห็นหญิงชราทั้งหน้าตาและการแต่งกาย นุ่งผ้าถุงสวมเสื้อแบบไทยแท้คนหนึ่ง นั่งยอง ๆ พนมมือหลับตาอยู่
ผมรีบล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบเหรียญบาทที่เหลือเดินรี่เข้าไปหา แต่หญิงชราผู้นั้นไม่ได้แบมือรับอย่างปกติ ก็พอดีมีหญิงกลางคนซึ่งขายนกปล่อย นั่งเก้าอี้อยู่ใกล้ ๆ ตะโกนมาด้วยเสียงกราดเกรี้ยวว่า
"เขาไหว้พระไม่ได้ขอเงิน"
ทั้งผมและหญิงชราผู้พนมมือ ตกใจเกือบพร้อม ๆ กัน ผมรีบก้มตัวลงพนมมือไหว้และบอกขอประทานโทษครับ แล้วก็รีบจ้ำออกประตูมาทันที
ผมเดินเลาะตามถนนเจ้าคำรพ มาโผล่ถนนเสือป่า เลี้ยวออกทางโรงพยาบาลกลางอย่างที่ว่า พลางก็นึกถึงเหตุการณ์ ที่ทำให้หน้าแตกเหวอะหวะเมื่อกี้ อยู่ในใจ
เกือบไปแล้วไหมล่ะ เกือบจะทำบุญได้บาปเสียแล้ว.
#########
วารสารข่าวทหารอากาศ
กรกฎา ๒๕๔๙