สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ไม่จำเป็นต้องบวชหรอก... เป็นฆาราวาสนี่เขาได้อานาคามีกันเยอะแยะ แล้วไปตัดอรหัตผลกันก่อนสิ้นลมหายใจกันก็มาก
ถ้าได้ฌาน ๔ ... ฌาน ๔ ในอานาปานุสสติกระมัง
ก็ใช้ อานาปานุสสตินี่แหละเจริญวิปัสสนา
เห็นลมหายใจที่เคลื่อนอยู่ (อันนี้ฌานที่ ๑ นะ) พิจารณาว่ากายคือลมนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
สภาวะมันเคลื่อนไหว เพื่อเป็นไปด้วยอัตตภาพร่างกาย ให้เจริญอยู่ได้ เรียกง่ายๆว่าไม่ตาย
ถ้าหมดลมหายใจ เราก็ตาย ร่างกายมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น
รู้ถึงอารมณ์สุขที่เกิดจากฌานต่างๆ รวมทั้งอุเบกขารมณ์ในฌานที่ ๔ ก็คิดว่า เวทนาคือความสุขนี้
มีได้เพราะเนื่องด้วยสมาธิ เมื่อเราคลายอารมณ์นี้ อารมณ์อื่นเข้ามาแทรกจะสุข จะทุกข์ จะเฉยๆยังไงก็ตาม
มันแสดงให้เห็นว่า เวทนานี้ มีเหตุให้เกิด แล้วก็สลายตัวไปในที่สุด มันไม่เที่ยง ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์
เราไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นมัน
ทีนี้ จิตที่ทรงฌาน จะเป็นฌาน ๑ หรือ ฌาน ๔ หรืออุปจารสมาธิ อะไรก็ตาม จิตได้ฌานไหนเราก็รู้
ออกจากฌานไหนก็รู้ เข้าฌานไหนก็รู้ จิตผ่องใสหรือหดหู่ก็รู้ รู้เหตุที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ รู้เหตุที่ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ
เหตุที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ พึงเจริญไว้ให้มากตลอดเวลา
เหตุที่ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ พึงละเสีย
การที่จิตเป็นสมาธิได้ ก็คลายได้ ก็เป็นความไม่แน่นอนความไม่เที่ยงของจิต ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นว่าจะให้จิตเป็นสมาธิ ก็ทุกข์
(เราต้องสร้างเหตุก่อนจิตจึงจะเป็นสมาธิ ไม่ใช่นึกได้เลย)
เราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ของจิตต่างๆ ทั้งของเราเองและของคนอื่น
พิจารณาสภาวะธรรมต่างๆในโลก ว่ามันก็เหมือนกันหมด คือ ไม่เที่ยง มีการแปรเปลี่ยน และสลายตัวไปในที่สุด
ที่เป็นทุกข์ เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่นมัน เราก็ทุกข์ใจฟรีๆ
ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีเหตุให้เกิด มันก็เกิด เมื่อถึงเวลาหนึ่งผ่านไป มันก็สลายตัวไป
ความสุขก็เหมือนกัน ทุกๆอย่างๆก็เหมือน พิจารณาให้ไปจบที่ตัวธรรมดาของโลก ถ้าเรายังยึดติดกับโลก(เอาแต่ใจตัวเอง)
เราก็ทุกข์ แต่เราจับที่ตัวธรรมดาก็สบายใจแฮ คนเราเกิดมาก็ต้องตาย
มองไปที่ใครก็ตามก็คิดเสมอว่าเขาต้องตาย แต่ตอนเช้าตื่นมาลืมตาขึ้นมาให้นึกเสมอว่า วันนี้อาจจะเป็นวันตายของเรา
ที่ว่ามานี้ จะพิจารณาอะไรก็ได้ พิจารณาร่างกายอย่างเดียวก็ได้ หรือจะเวทนาอย่างเดียวก็ได้
ทำอย่างเดียวให้มันคล่อง แล้วมันตัดทุกตัวไปเอง เพราะอารมณ์ใจเรามีสภาพตัด มันก็ตัดทุกอย่างเองโดยอัตโนมัติ
วิปัสสนานั้น เข้าฌานไหน ก็เจริญวิปัสสนาได้เลย ไม่ต้องไปนั่งคิดเลยว่าจะออกจากฌานมาอุปจารสมาธิ ไม่ต้องคิดครับ
คุณละอารมณ์จากสมาธิไปยังจุดอื่นมันก็ตัดมาอุปจารสมาธิเองอยู่แล้ว
ถ้าว่ากันตามพุทธพจน์ ก็ใช้ฌานนั่นแหละเจริญวิปัสสนา วิปัสสนาก็เป็นวิปัสสนาในฌาน เป็นสมาธิที่แนบแน่น ตัดกิเลสได้ง่าย
จริงๆแล้ววิธีการขั้นตอนรายละเอียดในการเจริญวิปัสสนาของคนที่ฌานนี่มีเยอะ หมายถึงมีทางให้ไปเยอะ มีหลายทาง
เพราะทุกอย่างมันพร้อมแล้ว ศีลพร้อม จิตพร้อม เหลือแต่พิจารณาอย่างเดียวให้เกิดปัญญา
ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไง ก่อนเข้าฌาน ให้พิจารณาร่างกายก่อนก็ได้ว่ามันเป็นสุขหรือทุกข์ มันดีหรือไม่ดียังไง มันควรยึดมั่นถือมั่นมั้ย
รายละเอียดมีเยอะที่จะพิจารณา มันเที่ยงมั้ย มันเต็มไปด้วยโรคมั้ย มันหิวทุกวันมั้ย มันต้องขี้ต้องเยี่ยวมั้ย มันสกปรกมั้ย
มันต้องทำการทำงานเลี้ยงมันมั้ย มันเหนื่อยยากมั้ยที่จะลุกจากที่นอน ร่างกายมันหนักหรือว่าเบา ถ้าเบามันต้องไม่เหนื่อย
คิดพิจารณาอย่างนี้จนจิตมันมีอารมณ์เป็นหนึ่งเราก็ตัดเข้าฌาน
พออารมณ์จากฌานมันเริ่มคลายเราก็กลับมาคิดอย่างนี้ใหม่
แค่นี้แหละ วิปัสสนานี่เราคิดได้ทั้งวัน จิตจับให้เป็นสมาธิทรงตัว แล้วเราก็คิดทั้งวัน
เห็นหมา หมาตาย เห็นคนที่เรารัก.. ตายหมด(ไม่ได้แช่ง แต่สภาพมันเป็นอย่างนั้น คือ ทุกคนต้องตาย)
เห็นรถ รถพัง เห็นคอมพิวเตอร์ เดี๋ยวมันก็แฮ้ง เห็นสีสดใส ไม่นานมันก็ซีด เห็นที่สะอาด ก็รู้ว่าเดี๋ยวมันก็สกปรก
เห็นทุกอย่างเป็นของที่เสื่อมสลายตัวไปในที่สุด
แต่พิจารณาแล้วต้องใช้ปัญญาด้วยว่า เรารู้ว่าสุดท้ายมันต้องตาย มันต้องพัง แต่ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่หรือยังดีอยู่
เราก็บำรุงดูแลรักษามันตามอาการที่ควรจะทำ ยื้อไว้ตามความสามารถ แต่เมื่อถึงวาระแล้วเราก็ปล่อยวางปล่อยใจ
วิปัสสนาญาณ ๙ ตามที่ครูบาอาจารย์สอนท่านให้จับสองตัวเป็นสำคัญ
คือ นิพพิทาญาณ คือ เบื่อ เบื่อในที่นี้ไม่ใช่เป็นอารมณ์วิภาวตัณหา ความไม่พอใจแบบชาวโลกนะ
แต่เป็นอารมณ์เบื่อที่ว่า สังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด เวียนว่ายตายเกิดกันเป็นแสนล้านครั้ง มีเกิดมีดับอยู่ตลอดเวลา
เป็นธรรมดาของโลกที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเรายังยึดมั่นถือมั่นมันอีก ก็เป็นความโง่อย่างหาที่สุดของเราไม่ได้
คือ เบื่อที่จะเอามาเป็น เรา เป็นของเรา
แล้วให้ไปจบที่ตัว สังขารุเปกขาญาณ คือ วางเฉยในสิ่งต่างๆ
อ้อ... การเข้าฌาน ๕ นั้น ไม่จำเป็นนะ เอาเข้าฌาน ๔ ก็พอ
จิตแยกจากกายจริงๆก็ตรงฌาน ๔ นี่แหละ
พระพุทธเจ้าก็สอนแค่ ฌาน ๔
อรูปอีก ๔ ก็เป็นฌาน ๔ ในอรูปเท่านั้น อารมณ์ก็เหมือนกัน
แต่อารมณ์พิจารณาวิปัสสนานี่ได้ทุกฌาน ไม่ถึงฌานก็ทำได้(แต่สุดท้ายแล้วจิตต้องถึงฌานนะ)
ถ้าได้ฌาน ๔ ... ฌาน ๔ ในอานาปานุสสติกระมัง
ก็ใช้ อานาปานุสสตินี่แหละเจริญวิปัสสนา
เห็นลมหายใจที่เคลื่อนอยู่ (อันนี้ฌานที่ ๑ นะ) พิจารณาว่ากายคือลมนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
สภาวะมันเคลื่อนไหว เพื่อเป็นไปด้วยอัตตภาพร่างกาย ให้เจริญอยู่ได้ เรียกง่ายๆว่าไม่ตาย
ถ้าหมดลมหายใจ เราก็ตาย ร่างกายมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น
รู้ถึงอารมณ์สุขที่เกิดจากฌานต่างๆ รวมทั้งอุเบกขารมณ์ในฌานที่ ๔ ก็คิดว่า เวทนาคือความสุขนี้
มีได้เพราะเนื่องด้วยสมาธิ เมื่อเราคลายอารมณ์นี้ อารมณ์อื่นเข้ามาแทรกจะสุข จะทุกข์ จะเฉยๆยังไงก็ตาม
มันแสดงให้เห็นว่า เวทนานี้ มีเหตุให้เกิด แล้วก็สลายตัวไปในที่สุด มันไม่เที่ยง ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์
เราไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นมัน
ทีนี้ จิตที่ทรงฌาน จะเป็นฌาน ๑ หรือ ฌาน ๔ หรืออุปจารสมาธิ อะไรก็ตาม จิตได้ฌานไหนเราก็รู้
ออกจากฌานไหนก็รู้ เข้าฌานไหนก็รู้ จิตผ่องใสหรือหดหู่ก็รู้ รู้เหตุที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ รู้เหตุที่ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ
เหตุที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ พึงเจริญไว้ให้มากตลอดเวลา
เหตุที่ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ พึงละเสีย
การที่จิตเป็นสมาธิได้ ก็คลายได้ ก็เป็นความไม่แน่นอนความไม่เที่ยงของจิต ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นว่าจะให้จิตเป็นสมาธิ ก็ทุกข์
(เราต้องสร้างเหตุก่อนจิตจึงจะเป็นสมาธิ ไม่ใช่นึกได้เลย)
เราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ของจิตต่างๆ ทั้งของเราเองและของคนอื่น
พิจารณาสภาวะธรรมต่างๆในโลก ว่ามันก็เหมือนกันหมด คือ ไม่เที่ยง มีการแปรเปลี่ยน และสลายตัวไปในที่สุด
ที่เป็นทุกข์ เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่นมัน เราก็ทุกข์ใจฟรีๆ
ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีเหตุให้เกิด มันก็เกิด เมื่อถึงเวลาหนึ่งผ่านไป มันก็สลายตัวไป
ความสุขก็เหมือนกัน ทุกๆอย่างๆก็เหมือน พิจารณาให้ไปจบที่ตัวธรรมดาของโลก ถ้าเรายังยึดติดกับโลก(เอาแต่ใจตัวเอง)
เราก็ทุกข์ แต่เราจับที่ตัวธรรมดาก็สบายใจแฮ คนเราเกิดมาก็ต้องตาย
มองไปที่ใครก็ตามก็คิดเสมอว่าเขาต้องตาย แต่ตอนเช้าตื่นมาลืมตาขึ้นมาให้นึกเสมอว่า วันนี้อาจจะเป็นวันตายของเรา
ที่ว่ามานี้ จะพิจารณาอะไรก็ได้ พิจารณาร่างกายอย่างเดียวก็ได้ หรือจะเวทนาอย่างเดียวก็ได้
ทำอย่างเดียวให้มันคล่อง แล้วมันตัดทุกตัวไปเอง เพราะอารมณ์ใจเรามีสภาพตัด มันก็ตัดทุกอย่างเองโดยอัตโนมัติ
วิปัสสนานั้น เข้าฌานไหน ก็เจริญวิปัสสนาได้เลย ไม่ต้องไปนั่งคิดเลยว่าจะออกจากฌานมาอุปจารสมาธิ ไม่ต้องคิดครับ
คุณละอารมณ์จากสมาธิไปยังจุดอื่นมันก็ตัดมาอุปจารสมาธิเองอยู่แล้ว
ถ้าว่ากันตามพุทธพจน์ ก็ใช้ฌานนั่นแหละเจริญวิปัสสนา วิปัสสนาก็เป็นวิปัสสนาในฌาน เป็นสมาธิที่แนบแน่น ตัดกิเลสได้ง่าย
จริงๆแล้ววิธีการขั้นตอนรายละเอียดในการเจริญวิปัสสนาของคนที่ฌานนี่มีเยอะ หมายถึงมีทางให้ไปเยอะ มีหลายทาง
เพราะทุกอย่างมันพร้อมแล้ว ศีลพร้อม จิตพร้อม เหลือแต่พิจารณาอย่างเดียวให้เกิดปัญญา
ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไง ก่อนเข้าฌาน ให้พิจารณาร่างกายก่อนก็ได้ว่ามันเป็นสุขหรือทุกข์ มันดีหรือไม่ดียังไง มันควรยึดมั่นถือมั่นมั้ย
รายละเอียดมีเยอะที่จะพิจารณา มันเที่ยงมั้ย มันเต็มไปด้วยโรคมั้ย มันหิวทุกวันมั้ย มันต้องขี้ต้องเยี่ยวมั้ย มันสกปรกมั้ย
มันต้องทำการทำงานเลี้ยงมันมั้ย มันเหนื่อยยากมั้ยที่จะลุกจากที่นอน ร่างกายมันหนักหรือว่าเบา ถ้าเบามันต้องไม่เหนื่อย
คิดพิจารณาอย่างนี้จนจิตมันมีอารมณ์เป็นหนึ่งเราก็ตัดเข้าฌาน
พออารมณ์จากฌานมันเริ่มคลายเราก็กลับมาคิดอย่างนี้ใหม่
แค่นี้แหละ วิปัสสนานี่เราคิดได้ทั้งวัน จิตจับให้เป็นสมาธิทรงตัว แล้วเราก็คิดทั้งวัน
เห็นหมา หมาตาย เห็นคนที่เรารัก.. ตายหมด(ไม่ได้แช่ง แต่สภาพมันเป็นอย่างนั้น คือ ทุกคนต้องตาย)
เห็นรถ รถพัง เห็นคอมพิวเตอร์ เดี๋ยวมันก็แฮ้ง เห็นสีสดใส ไม่นานมันก็ซีด เห็นที่สะอาด ก็รู้ว่าเดี๋ยวมันก็สกปรก
เห็นทุกอย่างเป็นของที่เสื่อมสลายตัวไปในที่สุด
แต่พิจารณาแล้วต้องใช้ปัญญาด้วยว่า เรารู้ว่าสุดท้ายมันต้องตาย มันต้องพัง แต่ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่หรือยังดีอยู่
เราก็บำรุงดูแลรักษามันตามอาการที่ควรจะทำ ยื้อไว้ตามความสามารถ แต่เมื่อถึงวาระแล้วเราก็ปล่อยวางปล่อยใจ
วิปัสสนาญาณ ๙ ตามที่ครูบาอาจารย์สอนท่านให้จับสองตัวเป็นสำคัญ
คือ นิพพิทาญาณ คือ เบื่อ เบื่อในที่นี้ไม่ใช่เป็นอารมณ์วิภาวตัณหา ความไม่พอใจแบบชาวโลกนะ
แต่เป็นอารมณ์เบื่อที่ว่า สังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุด เวียนว่ายตายเกิดกันเป็นแสนล้านครั้ง มีเกิดมีดับอยู่ตลอดเวลา
เป็นธรรมดาของโลกที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเรายังยึดมั่นถือมั่นมันอีก ก็เป็นความโง่อย่างหาที่สุดของเราไม่ได้
คือ เบื่อที่จะเอามาเป็น เรา เป็นของเรา
แล้วให้ไปจบที่ตัว สังขารุเปกขาญาณ คือ วางเฉยในสิ่งต่างๆ
อ้อ... การเข้าฌาน ๕ นั้น ไม่จำเป็นนะ เอาเข้าฌาน ๔ ก็พอ
จิตแยกจากกายจริงๆก็ตรงฌาน ๔ นี่แหละ
พระพุทธเจ้าก็สอนแค่ ฌาน ๔
อรูปอีก ๔ ก็เป็นฌาน ๔ ในอรูปเท่านั้น อารมณ์ก็เหมือนกัน
แต่อารมณ์พิจารณาวิปัสสนานี่ได้ทุกฌาน ไม่ถึงฌานก็ทำได้(แต่สุดท้ายแล้วจิตต้องถึงฌานนะ)
แสดงความคิดเห็น
ใครได้วิปัสสนาญาณแล้ว ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ
พอเข้าฌาน4กายกับจิตเกือบจะแยกจากกันเพื่อเตรียมจะเข้าฌาน5 ทำถึงตรงนี้ทุกที แต่ก็ไม่ได้วิปัสสนาญาณ ใครพอจะแนะนำได้บ้างค่ะ