คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
---------------------- ไม่ใช่ผู้รู้ เพียงเสนอความเห็น ครับ
ผู้เขียนทำภาวนา ดูจิต เกือบตลอดวันในขณะทำงานอยู่ บ่อยๆครั้ง ที่เหมือนว่าจะเห็นจิตตนเอง มันอยากกระโจนเข้าไป คลุกคลึตอบสนองกับความรู้สึกนึกคิด รูป รส กลิ่น เสียงที่มากระทบอารมณ์ ในขณะนั้นๆ เมื่อเรากำลังเห็นแล้ว จึงบอกกับจิตเองว่า
---------------------- ดูไป อย่างเดียว ไม่ต้องคิดต่อ จะรู้สึกอย่างไร ก็ดูไป รู้ว่ารู้สึก ก็พอ
เรื่องที่ปากกำลำคันยิบๆ อยากพูดกลับอยู่นี่หนอ ไม่พูดซะ ก็ไม่มีใครเดือดร้อน ไม่โต้ตอบอารมณ์ ของผู้เล่ามาก็ ก็ทำให้เค้าอาจจะผิดหวังบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับตาย จึงเงียบๆไปแม้ใจยังอยากพูดอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเผลอๆ บางครั้งจับจิตไม่ทัน มันเหมือนหลงไปในความมีดๆสักพักเวลา ปากพูดไปตอบโต้โดย ไม่ฉุกคิดเสืยก่อน เมื่อจิตตื่น จึงหยุด แล้วรู้สึกแย่ เพราะมันเห็นตัวเอง ไม่อยู่ในการสำรวมก่อนที่จะ โต้ตอบกลับไป
--------------------------------- การฝึกหัด ไม่ต้องรู้สึกแย่ ก็ฝึกทำไป
คำถามบ่อยๆทีเกิดขึ้น ในขณะทำสมาธิก็คือว่า ตัวเรานั้นเห็นจิต หรือเรียกว่าแยกขันญ์ ได้หรือไม่
---------------------- 1. เห็นว่า กาย และ จิต เป้นคนละอย่าง ก็เห็น และเข้าใจเบื้องต้นแล้ว ครับ
๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นรูปเห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้
http://abhidhamonline.org/aphi/p9/069.htm
2. ต้องทำความรู้ตัว เบื้องต้นว่า กายและจิตนี้เกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาใดที่จะนับว่าเป็นตัวตนได้ ไม่มีเวลาใดที่นับเป้น "เรา"
กาย ก็เป็นเพียงกาย จิต ก็เป็นเพียงจิต ที่เกิดดับไปทุกขณะ ไม่อาจนับได้ว่าเป้นใคร
เราเหมือนต้นไม้ เพียงแต่มีจิต ที่คิดได้ ทำให้หลงผิดไปว่า กายและจิตเป็น เรา เป็นตัวตนของเรา ความจริงไม่มี มีแต่กายที่เกิดดับ ไม่มีใคร / มีแต่จิตที่เกิดดับ ที่คิดไป ที่รู้สึกไป แต่ไม่มีใคร ไม่เป็นของใคร เป็นจิตเฉยๆ
หรือว่าเรายังหลงซ้อน อยู่ในขันญ์ซ้อนขันญ์ หลงอยู่ในความคิด ที่อยากทำดี หรือความคิดซ้อน ตวามคิด ไม่ใช่จิต เห็นความคิด รบกวนท่านผู้รู้ทั้งหลายกรูณานำทางธรรมด้วย
KSSAND
1 ชั่วโมงที่แล้ว
---------------------------------- ที่คุณเห็น นั้น ถูกแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจชัด เท่านั้นเอง
1. สิ่งที่คนเรา คิดว่าเป้นเรา คือ กาย+จิต(ตัวรับรู้ เจตสิก)และเจตสิก(ความรู้สึกสุขทุกข์(เวทนา) ความจำ(สัญญา) ความคิด(สังขาร) จิตเกิดพร้อมเจตสิกเสมอ ดับพร้อมกันเสมอ ) (ไม่ใช่แค่ กาย+จิต)
เมื่อเข้าใจแล้วว่า เรามีจิต+เจตสิก เพื่อเห็นความคิด คือ จิตเห็นเจตสิก นั่นเอง ไม่มีอะไรมาก เป็นปกติ
2. การดูจิต หร้ือ เจตสิก การคือการทำสติปัฏฐาน อย่างหนึ่ง ใน 4 อย่าง(เพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาน ความรู้ที่เกิดจากการเห็นการเกิดขึ้น และการดับไป ของ กาย เวทนา จิต ธรรม ทำให้รู้ว่า กายและจิต(+เจตสิก) และสิ่งทั้งหลายในโลก ไม่คงทน ทนตั้งอยู่ไม่ได้ จึงไม่ใช่ตัวตน(ไตรลักษณ์ ลักษณะ 3 ประการ ))
เมื่อเห็น จิต+เจตสิก ไม่เที่ยง ทนตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน จึงปล่อยความยึดถือที่ผิด ว่า จิต+เจตสิก นั้นเป็นตัวเป็นตัว เป็นของเรา เป็นเรา (รู้ว่าทั้งหมดนั้น เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจนับว่าเป็นใครได้) ตัดกิเลส(ที่อยากทำอะไรเพื่อสิ่งที่หลงไปว่าเป็นตัวตน) จิตโน้มไปสัมผัสความสงบสันติ(นิพพาน)
ผลญาณ
http://abhidhamonline.org/aphi/p9/100.htm
...
มีความหมายว่า เมื่อมัคคญาณ ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้นเกิดขึ้นขณะจิตหนึ่ง ทำการประหารกิเลสให้สิ้นไป ตามควรแก่อำนาจแห่งมัคคนั้นแล้ว ก็ดับลงและเป็นปัจจัยให้เกิดผลญาณ ซึ่งได้แก่ ผลจิตเกิดติดตามขึ้นมาในทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น ดังนั้นจึงเรียกว่า อกาลิโก
...
ขอให้ได้ปฏิบัติธรรมโดยสมำเสมอ ครับ
ผู้เขียนทำภาวนา ดูจิต เกือบตลอดวันในขณะทำงานอยู่ บ่อยๆครั้ง ที่เหมือนว่าจะเห็นจิตตนเอง มันอยากกระโจนเข้าไป คลุกคลึตอบสนองกับความรู้สึกนึกคิด รูป รส กลิ่น เสียงที่มากระทบอารมณ์ ในขณะนั้นๆ เมื่อเรากำลังเห็นแล้ว จึงบอกกับจิตเองว่า
---------------------- ดูไป อย่างเดียว ไม่ต้องคิดต่อ จะรู้สึกอย่างไร ก็ดูไป รู้ว่ารู้สึก ก็พอ
เรื่องที่ปากกำลำคันยิบๆ อยากพูดกลับอยู่นี่หนอ ไม่พูดซะ ก็ไม่มีใครเดือดร้อน ไม่โต้ตอบอารมณ์ ของผู้เล่ามาก็ ก็ทำให้เค้าอาจจะผิดหวังบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับตาย จึงเงียบๆไปแม้ใจยังอยากพูดอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเผลอๆ บางครั้งจับจิตไม่ทัน มันเหมือนหลงไปในความมีดๆสักพักเวลา ปากพูดไปตอบโต้โดย ไม่ฉุกคิดเสืยก่อน เมื่อจิตตื่น จึงหยุด แล้วรู้สึกแย่ เพราะมันเห็นตัวเอง ไม่อยู่ในการสำรวมก่อนที่จะ โต้ตอบกลับไป
--------------------------------- การฝึกหัด ไม่ต้องรู้สึกแย่ ก็ฝึกทำไป
คำถามบ่อยๆทีเกิดขึ้น ในขณะทำสมาธิก็คือว่า ตัวเรานั้นเห็นจิต หรือเรียกว่าแยกขันญ์ ได้หรือไม่
---------------------- 1. เห็นว่า กาย และ จิต เป้นคนละอย่าง ก็เห็น และเข้าใจเบื้องต้นแล้ว ครับ
๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นรูปเห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้
http://abhidhamonline.org/aphi/p9/069.htm
2. ต้องทำความรู้ตัว เบื้องต้นว่า กายและจิตนี้เกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาใดที่จะนับว่าเป็นตัวตนได้ ไม่มีเวลาใดที่นับเป้น "เรา"
กาย ก็เป็นเพียงกาย จิต ก็เป็นเพียงจิต ที่เกิดดับไปทุกขณะ ไม่อาจนับได้ว่าเป้นใคร
เราเหมือนต้นไม้ เพียงแต่มีจิต ที่คิดได้ ทำให้หลงผิดไปว่า กายและจิตเป็น เรา เป็นตัวตนของเรา ความจริงไม่มี มีแต่กายที่เกิดดับ ไม่มีใคร / มีแต่จิตที่เกิดดับ ที่คิดไป ที่รู้สึกไป แต่ไม่มีใคร ไม่เป็นของใคร เป็นจิตเฉยๆ
หรือว่าเรายังหลงซ้อน อยู่ในขันญ์ซ้อนขันญ์ หลงอยู่ในความคิด ที่อยากทำดี หรือความคิดซ้อน ตวามคิด ไม่ใช่จิต เห็นความคิด รบกวนท่านผู้รู้ทั้งหลายกรูณานำทางธรรมด้วย
KSSAND
1 ชั่วโมงที่แล้ว
---------------------------------- ที่คุณเห็น นั้น ถูกแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจชัด เท่านั้นเอง
1. สิ่งที่คนเรา คิดว่าเป้นเรา คือ กาย+จิต(ตัวรับรู้ เจตสิก)และเจตสิก(ความรู้สึกสุขทุกข์(เวทนา) ความจำ(สัญญา) ความคิด(สังขาร) จิตเกิดพร้อมเจตสิกเสมอ ดับพร้อมกันเสมอ ) (ไม่ใช่แค่ กาย+จิต)
เมื่อเข้าใจแล้วว่า เรามีจิต+เจตสิก เพื่อเห็นความคิด คือ จิตเห็นเจตสิก นั่นเอง ไม่มีอะไรมาก เป็นปกติ
2. การดูจิต หร้ือ เจตสิก การคือการทำสติปัฏฐาน อย่างหนึ่ง ใน 4 อย่าง(เพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาน ความรู้ที่เกิดจากการเห็นการเกิดขึ้น และการดับไป ของ กาย เวทนา จิต ธรรม ทำให้รู้ว่า กายและจิต(+เจตสิก) และสิ่งทั้งหลายในโลก ไม่คงทน ทนตั้งอยู่ไม่ได้ จึงไม่ใช่ตัวตน(ไตรลักษณ์ ลักษณะ 3 ประการ ))
เมื่อเห็น จิต+เจตสิก ไม่เที่ยง ทนตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน จึงปล่อยความยึดถือที่ผิด ว่า จิต+เจตสิก นั้นเป็นตัวเป็นตัว เป็นของเรา เป็นเรา (รู้ว่าทั้งหมดนั้น เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจนับว่าเป็นใครได้) ตัดกิเลส(ที่อยากทำอะไรเพื่อสิ่งที่หลงไปว่าเป็นตัวตน) จิตโน้มไปสัมผัสความสงบสันติ(นิพพาน)
ผลญาณ
http://abhidhamonline.org/aphi/p9/100.htm
...
มีความหมายว่า เมื่อมัคคญาณ ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้นเกิดขึ้นขณะจิตหนึ่ง ทำการประหารกิเลสให้สิ้นไป ตามควรแก่อำนาจแห่งมัคคนั้นแล้ว ก็ดับลงและเป็นปัจจัยให้เกิดผลญาณ ซึ่งได้แก่ ผลจิตเกิดติดตามขึ้นมาในทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น ดังนั้นจึงเรียกว่า อกาลิโก
...
ขอให้ได้ปฏิบัติธรรมโดยสมำเสมอ ครับ
แสดงความคิดเห็น
ท่านผู้รู้ กรูณาให้ความกระจ่างด้วย จิต หรือ ความคิด
ผู้เขียนทำภาวนา ดูจิต เกือบตลอดวันในขณะทำงานอยู่ บ่อยๆครั้ง ที่เหมือนว่าจะเห็นจิตตนเอง มันอยากกระโจนเข้าไป คลุกคลึตอบสนองกับความรู้สึกนึกคิด รูป รส กลิ่น เสียงที่มากระทบอารมณ์ ในขณะนั้นๆ เมื่อเรากำลังเห็นแล้ว จึงบอกกับจิตเองว่า เรื่องที่ปากกำลำคันยิบๆ อยากพูดกลับอยู่นี่หนอ ไม่พูดซะ ก็ไม่มีใครเดือดร้อน ไม่โต้ตอบอารมณ์ ของผู้เล่ามาก็ ก็ทำให้เค้าอาจจะผิดหวังบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับตาย จึงเงียบๆไปแม้ใจยังอยากพูดอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเผลอๆ บางครั้งจับจิตไม่ทัน มันเหมือนหลงไปในความมีดๆสักพักเวลา ปากพูดไปตอบโต้โดย ไม่ฉุกคิดเสืยก่อน เมื่อจิตตื่น จึงหยุด แล้วรู้สึกแย่ เพราะมันเห็นตัวเอง ไม่อยู่ในการสำรวมก่อนที่จะ โต้ตอบกลับไป
คำถามบ่อยๆทีเกิดขึ้น ในขณะทำสมาธิก็คือว่า ตัวเรานั้นเห็นจิต หรือเรียกว่าแยกขันญ์ ได้หรือไม่ หรือว่าเรายังหลงซ้อน อยู่ในขันญ์ซ้อนขันญ์ หลงอยู่ในความคิด ที่อยากทำดี หรือความคิดซ้อน ตวามคิด ไม่ใช่จิต เห็นความคิด รบกวนท่านผู้รู้ทั้งหลายกรูณานำทางธรรมด้วย