มาถึงตอนจบแล้วจ้า การเดินทางครั้งนี้ทั้งสนุก ทั้งเหนื่อย(เพราะหลงทางหลายรอบ) และก็ได้ประสบการณ์ดีๆใหม่ๆ ถ้าคราวหน้ามีโอกาสเราจะกลับไปอีกแน่นอน
เพื่อนๆสามารถอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่เลย
ตอนที่ 1
http://pantip.com/topic/34502387
ตอนที่ 2
http://pantip.com/topic/34507216
ปล. ใครต้องการแผนที่การเดินทางอย่างละเอียดหลังไมค์ได้เลยจ้า
สิ่งที่เราได้จากเห็นและสังเกตจาการเดินทางในครั้งนี้คือ
1. บันไดเลื่อน ที่โตเกียวยืนด้านซ้าย โอซาก้ายืนด้านขวา
2. ป้ายบอกทางส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น
3. เราจะเห็นคนทำงานเมาหลับในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบนถนน บนรถไฟ หรือในสถานีรถไฟ (เหมือนในหนังที่เราเคยเห็นแป๊ะ)
4. เราสามารถพูดคุยกันในรถไฟได้ตามปกติ ตราบใดที่เสียงเราไม่ดังจนรบกวนคนอื่น
5. เราสามารถเล่นมือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆได้ ขอแค่เราปิดเสียงหรือใส่หูฟัง
6. อย่าเดินกินอาหาร นอกจากจะเลอะแล้ว ยังหาถังขยะยากอีก ส่วนใหญ่เจอแต่ที่ให้ทิ้งขวดน้ำ
7. ซื้อของกิน กินบนรถไฟได้ แต่ส่วนใหญ่เขานิยมเส้นทางไกลๆกันนะ
8. ถ้าเราไม่ถนัดใช้ตะเกียบ สามารถขอช้อนส้อมได้ตลอด
9. ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะป็นถามทางหรืออะไรก็แล้วแต่ คนญี่ปุ่นยินดีที่จะช่วย ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้ภาษาก็ตาม (เราลองมาละถามตั้งแต่วัยรุ่นยันคนแก่เลย)
10. ราคาสินค้า ดูให้แน่ใจว่ารวมภาษีแล้วหรือยัง แล้วก็อย่าลืมเช็ค vat refund ด้วย
11. พนักงานตามร้านค้าหรือร้านอาหารจะไม่รับเงินจากมือของเรา (ให้วางเงินบนถาด) แต่จะถอนเงินให้กับมือ
12. ถึงแม้เราจะปิดเสียงโทรศัพท์แล้ว แต่เวลาถ่ายรูปจะมีเสียงชัตเตอร์ตลอด เพราะที่โน้นติดตั้งระบบแอบถ่ายไว้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไร iPhone ของไทยได้
13. ปลั๊กเสีบเหมือนกับของไทย 2 ขาแบบแบน
ตอนบ่ายอิสระเป็นของเราแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องราเที่ยวของเรากับเพื่อนอีกคนจ้า ข้อมูลต่างๆก็ได้จาก เพื่อนๆพี่ๆ ในพันทิป ช่วยทำให้แผนการเดินทางเที่ยวของเราสมบูรณ์ ขอบคุณมากค่ะ
แพลนของเราคือ
12 Nov: เที่ยวในโตเกียว
13 Nov: นิกโก้ นอนที่นั่น 1 คืน
14 Nov: กลับมาโตเกียว เที่ยวในโตเกียว
15 Nov: กลับกรุงเทพ
หลังจากทำงานเสร็จแล้ว เพื่อนก็มาถึงโรงแรมแล้ว ต่อจากนี้ก็ได้เวลาของการมั่วล้วนๆ เพราะเรากับเพื่อนก็ไม่เคยมาญี่ปุ่นกันทั้งคู่ งานมั่วบังเกิดเลยจ้า ถึงเราจะวางแผนดีแค่ไหน แผนที่ในมือมีทุกอย่างครบยังไง ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้เพราะ...หลงทางตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย
บ่ายของวันที่ 12 Nov เรากับเพื่อนได้ซื้อตั๋ว Toei and Tokyo Metro One day pass กับ Two day pass อย่างละใบจากสนามบิน (800 + 1,200 Yen) บอกเลยว่าคุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะอะไรเหรอเราหลงกันอยู่ข้างในสถานีรถไฟใต้ดินอะนะ แตะเข้าแตะออกกันเพลินเลย อีกอย่างเราอาจจะต้องใช้บัตรแตะออกมากกกว่า 1 ครั้ง เพื่อที่จะได้ออกไปตามทางออกที่เราต้องการ (บางทีเราใช้ Metro line แต่ต้องการออกประตูของ Toei line เลยทำให้ต้องแตะอีกรอบ)
จากชินจูกุเราก็รถไฟไปลงอาซากุสะ เพื่อที่จะซื้อตั๋วไปนิกโก้ ตอนแรกก็คิดว่าสำนักงานอยู่ภายในสถานี โอ้วที่ไหนได้อยู่คนละตึกนิ แล้วจากสถานีก็ต้องข้ามถนนด้วย เอาละสิทั้งงง ทั้งหลง สุดท้ายหาตึกเจอเพราะเห็นนาฬิกาที่อยู่ด้านบนของตึก ซื้อเสร็จแล้วก็ได้เวลาเที่ยวแล้ว
- ศาลเจ้าเมจิ ให้ลงที่สถานี C03 Meiji-Jingumae “Harajuku” ทางออก Exit no.2 พอขึ้นมาแล้ว เดินไปทางขวาเลยก็จะเจอต้นไม้เยอะๆ ตรงนั้นเลยจ้า วันที่ไปใกล้กับวันเทศกาล ฉลองอายุ 3,5 และ 7 ขวบ (Shichigosa ชิจิ-โกะ-ซัง) เลยมีโอกาศได้เห็นเด็กๆใส่ชุดกิโมโนสวยๆในวัดเยอะเลย
- Harajuku ให้เดินกลับมาทางเดิมที่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟ แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 นาทีจะเจอป้าย Takeshita Street อยู่ฝั่งตรงข้าม หรือสังเกตได้จากคนเยอะๆ ก็ตรงนั้นเลย ในนั้นจะมีร้านทาโกะยากิอยู่ราคาไม่แพง อร่อย บีบซอสให้เยอะมากสะใจ
- Shibuya จากฮาราจูกุจะเดินไปชิบูย่าก็ได้ แต่แอบไกลอยู่บอกเลยว่าเราไม่ไหว นั่งรถไฟดีกว่าแค่ป้ายเดียวเท่านั้น (สาย F15 – F16) เย็นนี้เราจะไปกินซูชิ 100 Yen กันที่ร้าน Uobei Sushi ถ้าออกมาจากทางตึก Shibuya 109 แล้วก็เดินเลียบถนนทางด้านขวามือได้เลย เดินไปสักพักก็จะเจอร้าน Uniqlo ก็แสดงว่ามาถูกทางแล้ว เดินต่อไปเรื่อยๆจะเจอร้าน Mos Burger แล้วก็จะเจอซอย ให้เดินเลี้ยวขวาได้เลย เดินต่ออีกนิดก็จะเห็นร้านอยู่ในซอยแยกทางขวามือ ในร้านจะมีเมนูภาษาอังกฤษ แล้วก็น้ำชากินฟรีจ้า ถ้าจะมาก็มาก่อน 6 โมงเย็นดีกว่าเพราะคนจะเยอะมาก เล่าประสบการณ์อีกนิดกว่าจะเจอร้านเราเดินหลงไปเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะงมเจอ พอเข้าไปแล้วก็สั่งไม่เป็นอีก ต้องถามคนญี่ปุ่นข้างๆ เขาดีมากเลยเดินมาช่วยจิ้มๆกดๆ แล้วก็อธิบายว่าน้ำอยู่ไหน ทำยังไง ซึ้งใจมากเลย
- จากร้านเราก็เดินกลับทางเดินไป 5 แยกชิบูย่า ข้ามฝั่งไปเพื่อที่จะไปหาฮาจิโกะ หาไม่เจออีกเปิดอากู๋แล้วก็บอกว่าที่ๆเรายืน สรุปเดินไปหาตำรวจ ตำรวจบอกว่าข้างๆไง เอ่อ แอบอาย

ตอนเย็นเรากลับโรงแรมวันนี้ได้นอนที่เดิม (Gracery Shinjuku) ต่อจากนี้ก็เป็นภารกิจช้อปปิ้งละ อ้อที่บอกว่าย่าน Kabukicho น่ากลัว สำหรับเราแล้วเฉยๆนะ ก็เห็นเขามายืนเรียกลูกค้าปกติ
13 N0v: วันนี้รีบออกแต่เช้าเลยไม่มีโอกาสได้ไปลองอาหารเช้าโรงแรมอดเลยของฟรี เราไปฝากกระเป๋าที่โรงแรมแถวๆอาซากุสะ เพราะคืนนี้เราจะค้างที่นิกโก้กัน แล้วก็รีบไปขึ้นรถไฟเพื่อไปนิกโก้ เราซื้อตั๋วแบบ All Nikko Pass เพื่อจะได้เดินทางให้ครบเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมหาของกินด้วยนะ มีร้านขายของบนสถานีรถไฟเลยเห็นเพื่อนบอกว่าแซนวิสแฮมชีสอร่อย
พอไปถึงนิกโก้เราก็ฝากกระเป๋าเป้ไว้ที่ล็อคเกอร์บริเวณสถานีรถไฟ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง เราเลือกไปโซนธรรมชาติก่อน ไปขึ้นกระเช้า ไปน้ำตก แล้วก็ไปทะเลสาบ เสร็จแล้วก็จะหารถเมล์นั่งกลับมาที่สถานีรถไฟโทบุ แต่เราหาป้ายรถเมล์ไม่เจอ!!! ถามใครก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ ตามโพยในมือเขาบอกว่าข้ามไปฝั่งตรงข้ามก็ขึ้นรถกลับได้ แต่มันเป็นถนนให้วิ่งรถทางเดียว มานไม่น่าจะใช่ โชคดีมากเจอคนกลุ่มหนึ่งได้ยินเขาพูดภาษาอังกฤษกัน เลยวิ่งเข้าไปถามเลยว่าป้ายรถเมล์อยู่ไหน เขาตอบว่า อยู่ผั่งตรงข้ามแต่ไม่ใช่อีกฝั่งของถนนแบบที่เข้าใจ แต่ต้องเดินข้ามไปอีกหนึ่งบล็อค แล้วจะเจอป้ายรถเมล์กลับสถานีรถไฟโทบุได้ นาทีนั้นเจอป้ายรถเมล์แล้วน้ำตาจะไหล
เสร็จแล้วเราก็ไปต่อกันที่โซนมรดกโลก ไปตามหาลิง 3 ตัว ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ด้านในของวัดมีขายขนมไดฟูกุด้วย ลองหาซื้อกินดูแต่มันเย็นมากกลืนลงคอมีขนลุก บวกกับอากาศหนาวๆอยู่แล้ว ไปกันใหญ่เลย จบจากเดินวัดแล้วก็...ก็...หลงจ้า หาทางออกไม่เจอ เดินมั่วเลย พอดีเห็นครอบครัวญี่ปุ่นเลยเดินตามเขาไป ดีนะเขาก็เดินไปทางออกเหมือนกัน พอถึงทางออกปุ๊บก็เจอสะพานชินเคียวเลย โชคดีมาก
จากนั้นก็ขึ้นรถเมล์กลับสถานีรถไฟโทบุ ก่อนจะไปโรงแรมก็ต้องแวะกินซาลาเปาทอดสักหน่อย มีน้ำชากินฟรีด้วย แล้วก็เดินหาข้าวกินแถวนั้น เราเดินขึ้นไปทางที่รถเมล์มาส่ง เดินไปเรื่อยๆเจอคนขายมันเผา อันละ 100 Yen
คืนนี้เรานอนที่ Minshuku-Rindou-no-ie หลังจากที่ทำการจองแล้ว ทางโรงแรมจะส่งอีเมลมายืนยัน พร้อมกับให้เบอร์โทรศัพท์กับทะเบียนรถไว้ เราก็เรียกเขาให้มารับที่สถานีรถไฟได้เลย ในห้องจะมีชา กระติกน้ำร้อน ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ชุดยูกาตะ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เครื่องเป่าผม คุณลุง คุณป้า ดูแลดีมากตอนกลางคืนเราหิว ก็เลยมาหามาม่ากิน พอคุณป้าเห็นเท่านั้นแหล่ะ แกเดินไปต้มให้เลย แล้วก็อย่าลืมกินไอศกรีมช็อคโกแลตด้วยนะอร่อยมาก
14 Nov: เราออกมาจากโรงแรมตอนเช้า คุณลงก็ขับรถออกมาส่งเหมือนเดิม ลุงบอกว่าจริงๆแล้ว เขาจะออกไปส่งให้ได้ตั้งแต่ 8 โมง แต่เราขอออกก่อน แกก็ไม่ได้ว่าอะไร มาถึงอาซากุสะ เราก็ไปหาของกินฝั่งตรงข้ามของสถานีรถไฟโทบุ เดินไปเดินดันไปเจอวัดอาซากุสะซะงั้น แอบงงเหมือนกัน ก็เลยแวะไปในตัว (ตามแผนจะมาอาซากะสุวันพรุ่งนี้)
เสร็จแล้วไปช้อปปิ้งต่อที่ Ueno (สาย G19 – G16) Exit 5A แวะตลาดอะเมโยโกะแล้วก็ตึกม่วง ตลาดหาเจอนะ แต่ตึกม่วงหาไม่เจอ แต่เราเจอสาขาที่เพิ่งเปิดใหม่แทน Takeya Select Ueno เราว่าของที่นี่กับที่ดองกี้ราคาพอๆกัน
คืนนี้เรานอนที่นี่ Asakusa Hatago Hotel ห้องที่ได้คือ Semi Double ห้องก็ไม่เล็กมาก สามารถเปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้ ในห้องเป็นเสื่อทาทามิ มีอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำครบ ที่นี่ให้ฝากกระเป๋าก่อนเช็คอินได้ล่วงหน้า 3 วัน หลังจากเช็คเอาท์ได้ถึงเที่ยงคืน (ที่นี่ไม่ได้รูปมา เพราะห้องเละมากของกระจายเลย)
15 Nov: ห้องของเรารวมอาหารเช้าด้วย แต่น้อยมาก เราเลยเลือกไปกินข้างนอกแทน แล้วก็แวะไป Imperial Palace (สาย G19 – G6 เปลี่ยนสาย C7 – C10 Nijubashimae) Exit 6 เพื่อถ่ายรูปสะพานแว่นตา ตอนแรกกะว่าจะเข้าไปตัวปราสาทด้วย แต่หาทางเข้าไม่เจอก็เลยเปลี่ยนใจกลับดีกว่า
สั่งลาก่อนกลับด้วยข้าวห่อไข่กับหมูทอดทงคัตสึ แล้วก็แวะไปเอาของที่โรงแรมเสร็จแล้วก็นั่งรถไฟยาวไปสนามบินนาริตะเลยจ้า (สาย A18 Asakusa – A20 Oshiage”Skytree”) เดินไปอีกฝั่งของชานลา จะเห็นป้ายเขียนว่าไปสนามบินก็รอตรงนั้นได้เลย ส่วนค่าตั๋วก็จ่ายปลายทางเลยจ้า ค่าตั๋ว 1,170 Yen ขอลากันด้วยภาพนี้จ้า
[CR] ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น....แต่ไปทำงานซะงั้น <<จบแล้วจ้า>>
เพื่อนๆสามารถอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่เลย
ตอนที่ 1 http://pantip.com/topic/34502387
ตอนที่ 2 http://pantip.com/topic/34507216
ปล. ใครต้องการแผนที่การเดินทางอย่างละเอียดหลังไมค์ได้เลยจ้า
สิ่งที่เราได้จากเห็นและสังเกตจาการเดินทางในครั้งนี้คือ
1. บันไดเลื่อน ที่โตเกียวยืนด้านซ้าย โอซาก้ายืนด้านขวา
2. ป้ายบอกทางส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น
3. เราจะเห็นคนทำงานเมาหลับในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบนถนน บนรถไฟ หรือในสถานีรถไฟ (เหมือนในหนังที่เราเคยเห็นแป๊ะ)
4. เราสามารถพูดคุยกันในรถไฟได้ตามปกติ ตราบใดที่เสียงเราไม่ดังจนรบกวนคนอื่น
5. เราสามารถเล่นมือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารต่างๆได้ ขอแค่เราปิดเสียงหรือใส่หูฟัง
6. อย่าเดินกินอาหาร นอกจากจะเลอะแล้ว ยังหาถังขยะยากอีก ส่วนใหญ่เจอแต่ที่ให้ทิ้งขวดน้ำ
7. ซื้อของกิน กินบนรถไฟได้ แต่ส่วนใหญ่เขานิยมเส้นทางไกลๆกันนะ
8. ถ้าเราไม่ถนัดใช้ตะเกียบ สามารถขอช้อนส้อมได้ตลอด
9. ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะป็นถามทางหรืออะไรก็แล้วแต่ คนญี่ปุ่นยินดีที่จะช่วย ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้ภาษาก็ตาม (เราลองมาละถามตั้งแต่วัยรุ่นยันคนแก่เลย)
10. ราคาสินค้า ดูให้แน่ใจว่ารวมภาษีแล้วหรือยัง แล้วก็อย่าลืมเช็ค vat refund ด้วย
11. พนักงานตามร้านค้าหรือร้านอาหารจะไม่รับเงินจากมือของเรา (ให้วางเงินบนถาด) แต่จะถอนเงินให้กับมือ
12. ถึงแม้เราจะปิดเสียงโทรศัพท์แล้ว แต่เวลาถ่ายรูปจะมีเสียงชัตเตอร์ตลอด เพราะที่โน้นติดตั้งระบบแอบถ่ายไว้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไร iPhone ของไทยได้
13. ปลั๊กเสีบเหมือนกับของไทย 2 ขาแบบแบน
ตอนบ่ายอิสระเป็นของเราแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องราเที่ยวของเรากับเพื่อนอีกคนจ้า ข้อมูลต่างๆก็ได้จาก เพื่อนๆพี่ๆ ในพันทิป ช่วยทำให้แผนการเดินทางเที่ยวของเราสมบูรณ์ ขอบคุณมากค่ะ
แพลนของเราคือ
12 Nov: เที่ยวในโตเกียว
13 Nov: นิกโก้ นอนที่นั่น 1 คืน
14 Nov: กลับมาโตเกียว เที่ยวในโตเกียว
15 Nov: กลับกรุงเทพ
หลังจากทำงานเสร็จแล้ว เพื่อนก็มาถึงโรงแรมแล้ว ต่อจากนี้ก็ได้เวลาของการมั่วล้วนๆ เพราะเรากับเพื่อนก็ไม่เคยมาญี่ปุ่นกันทั้งคู่ งานมั่วบังเกิดเลยจ้า ถึงเราจะวางแผนดีแค่ไหน แผนที่ในมือมีทุกอย่างครบยังไง ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้เพราะ...หลงทางตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย
บ่ายของวันที่ 12 Nov เรากับเพื่อนได้ซื้อตั๋ว Toei and Tokyo Metro One day pass กับ Two day pass อย่างละใบจากสนามบิน (800 + 1,200 Yen) บอกเลยว่าคุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะอะไรเหรอเราหลงกันอยู่ข้างในสถานีรถไฟใต้ดินอะนะ แตะเข้าแตะออกกันเพลินเลย อีกอย่างเราอาจจะต้องใช้บัตรแตะออกมากกกว่า 1 ครั้ง เพื่อที่จะได้ออกไปตามทางออกที่เราต้องการ (บางทีเราใช้ Metro line แต่ต้องการออกประตูของ Toei line เลยทำให้ต้องแตะอีกรอบ)
จากชินจูกุเราก็รถไฟไปลงอาซากุสะ เพื่อที่จะซื้อตั๋วไปนิกโก้ ตอนแรกก็คิดว่าสำนักงานอยู่ภายในสถานี โอ้วที่ไหนได้อยู่คนละตึกนิ แล้วจากสถานีก็ต้องข้ามถนนด้วย เอาละสิทั้งงง ทั้งหลง สุดท้ายหาตึกเจอเพราะเห็นนาฬิกาที่อยู่ด้านบนของตึก ซื้อเสร็จแล้วก็ได้เวลาเที่ยวแล้ว
- ศาลเจ้าเมจิ ให้ลงที่สถานี C03 Meiji-Jingumae “Harajuku” ทางออก Exit no.2 พอขึ้นมาแล้ว เดินไปทางขวาเลยก็จะเจอต้นไม้เยอะๆ ตรงนั้นเลยจ้า วันที่ไปใกล้กับวันเทศกาล ฉลองอายุ 3,5 และ 7 ขวบ (Shichigosa ชิจิ-โกะ-ซัง) เลยมีโอกาศได้เห็นเด็กๆใส่ชุดกิโมโนสวยๆในวัดเยอะเลย
- Harajuku ให้เดินกลับมาทางเดิมที่ขึ้นมาจากสถานีรถไฟ แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 5 นาทีจะเจอป้าย Takeshita Street อยู่ฝั่งตรงข้าม หรือสังเกตได้จากคนเยอะๆ ก็ตรงนั้นเลย ในนั้นจะมีร้านทาโกะยากิอยู่ราคาไม่แพง อร่อย บีบซอสให้เยอะมากสะใจ
- Shibuya จากฮาราจูกุจะเดินไปชิบูย่าก็ได้ แต่แอบไกลอยู่บอกเลยว่าเราไม่ไหว นั่งรถไฟดีกว่าแค่ป้ายเดียวเท่านั้น (สาย F15 – F16) เย็นนี้เราจะไปกินซูชิ 100 Yen กันที่ร้าน Uobei Sushi ถ้าออกมาจากทางตึก Shibuya 109 แล้วก็เดินเลียบถนนทางด้านขวามือได้เลย เดินไปสักพักก็จะเจอร้าน Uniqlo ก็แสดงว่ามาถูกทางแล้ว เดินต่อไปเรื่อยๆจะเจอร้าน Mos Burger แล้วก็จะเจอซอย ให้เดินเลี้ยวขวาได้เลย เดินต่ออีกนิดก็จะเห็นร้านอยู่ในซอยแยกทางขวามือ ในร้านจะมีเมนูภาษาอังกฤษ แล้วก็น้ำชากินฟรีจ้า ถ้าจะมาก็มาก่อน 6 โมงเย็นดีกว่าเพราะคนจะเยอะมาก เล่าประสบการณ์อีกนิดกว่าจะเจอร้านเราเดินหลงไปเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะงมเจอ พอเข้าไปแล้วก็สั่งไม่เป็นอีก ต้องถามคนญี่ปุ่นข้างๆ เขาดีมากเลยเดินมาช่วยจิ้มๆกดๆ แล้วก็อธิบายว่าน้ำอยู่ไหน ทำยังไง ซึ้งใจมากเลย
- จากร้านเราก็เดินกลับทางเดินไป 5 แยกชิบูย่า ข้ามฝั่งไปเพื่อที่จะไปหาฮาจิโกะ หาไม่เจออีกเปิดอากู๋แล้วก็บอกว่าที่ๆเรายืน สรุปเดินไปหาตำรวจ ตำรวจบอกว่าข้างๆไง เอ่อ แอบอาย
ตอนเย็นเรากลับโรงแรมวันนี้ได้นอนที่เดิม (Gracery Shinjuku) ต่อจากนี้ก็เป็นภารกิจช้อปปิ้งละ อ้อที่บอกว่าย่าน Kabukicho น่ากลัว สำหรับเราแล้วเฉยๆนะ ก็เห็นเขามายืนเรียกลูกค้าปกติ
13 N0v: วันนี้รีบออกแต่เช้าเลยไม่มีโอกาสได้ไปลองอาหารเช้าโรงแรมอดเลยของฟรี เราไปฝากกระเป๋าที่โรงแรมแถวๆอาซากุสะ เพราะคืนนี้เราจะค้างที่นิกโก้กัน แล้วก็รีบไปขึ้นรถไฟเพื่อไปนิกโก้ เราซื้อตั๋วแบบ All Nikko Pass เพื่อจะได้เดินทางให้ครบเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมหาของกินด้วยนะ มีร้านขายของบนสถานีรถไฟเลยเห็นเพื่อนบอกว่าแซนวิสแฮมชีสอร่อย
พอไปถึงนิกโก้เราก็ฝากกระเป๋าเป้ไว้ที่ล็อคเกอร์บริเวณสถานีรถไฟ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง เราเลือกไปโซนธรรมชาติก่อน ไปขึ้นกระเช้า ไปน้ำตก แล้วก็ไปทะเลสาบ เสร็จแล้วก็จะหารถเมล์นั่งกลับมาที่สถานีรถไฟโทบุ แต่เราหาป้ายรถเมล์ไม่เจอ!!! ถามใครก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ ตามโพยในมือเขาบอกว่าข้ามไปฝั่งตรงข้ามก็ขึ้นรถกลับได้ แต่มันเป็นถนนให้วิ่งรถทางเดียว มานไม่น่าจะใช่ โชคดีมากเจอคนกลุ่มหนึ่งได้ยินเขาพูดภาษาอังกฤษกัน เลยวิ่งเข้าไปถามเลยว่าป้ายรถเมล์อยู่ไหน เขาตอบว่า อยู่ผั่งตรงข้ามแต่ไม่ใช่อีกฝั่งของถนนแบบที่เข้าใจ แต่ต้องเดินข้ามไปอีกหนึ่งบล็อค แล้วจะเจอป้ายรถเมล์กลับสถานีรถไฟโทบุได้ นาทีนั้นเจอป้ายรถเมล์แล้วน้ำตาจะไหล
เสร็จแล้วเราก็ไปต่อกันที่โซนมรดกโลก ไปตามหาลิง 3 ตัว ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ด้านในของวัดมีขายขนมไดฟูกุด้วย ลองหาซื้อกินดูแต่มันเย็นมากกลืนลงคอมีขนลุก บวกกับอากาศหนาวๆอยู่แล้ว ไปกันใหญ่เลย จบจากเดินวัดแล้วก็...ก็...หลงจ้า หาทางออกไม่เจอ เดินมั่วเลย พอดีเห็นครอบครัวญี่ปุ่นเลยเดินตามเขาไป ดีนะเขาก็เดินไปทางออกเหมือนกัน พอถึงทางออกปุ๊บก็เจอสะพานชินเคียวเลย โชคดีมาก
จากนั้นก็ขึ้นรถเมล์กลับสถานีรถไฟโทบุ ก่อนจะไปโรงแรมก็ต้องแวะกินซาลาเปาทอดสักหน่อย มีน้ำชากินฟรีด้วย แล้วก็เดินหาข้าวกินแถวนั้น เราเดินขึ้นไปทางที่รถเมล์มาส่ง เดินไปเรื่อยๆเจอคนขายมันเผา อันละ 100 Yen
คืนนี้เรานอนที่ Minshuku-Rindou-no-ie หลังจากที่ทำการจองแล้ว ทางโรงแรมจะส่งอีเมลมายืนยัน พร้อมกับให้เบอร์โทรศัพท์กับทะเบียนรถไว้ เราก็เรียกเขาให้มารับที่สถานีรถไฟได้เลย ในห้องจะมีชา กระติกน้ำร้อน ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า ชุดยูกาตะ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เครื่องเป่าผม คุณลุง คุณป้า ดูแลดีมากตอนกลางคืนเราหิว ก็เลยมาหามาม่ากิน พอคุณป้าเห็นเท่านั้นแหล่ะ แกเดินไปต้มให้เลย แล้วก็อย่าลืมกินไอศกรีมช็อคโกแลตด้วยนะอร่อยมาก
14 Nov: เราออกมาจากโรงแรมตอนเช้า คุณลงก็ขับรถออกมาส่งเหมือนเดิม ลุงบอกว่าจริงๆแล้ว เขาจะออกไปส่งให้ได้ตั้งแต่ 8 โมง แต่เราขอออกก่อน แกก็ไม่ได้ว่าอะไร มาถึงอาซากุสะ เราก็ไปหาของกินฝั่งตรงข้ามของสถานีรถไฟโทบุ เดินไปเดินดันไปเจอวัดอาซากุสะซะงั้น แอบงงเหมือนกัน ก็เลยแวะไปในตัว (ตามแผนจะมาอาซากะสุวันพรุ่งนี้)
เสร็จแล้วไปช้อปปิ้งต่อที่ Ueno (สาย G19 – G16) Exit 5A แวะตลาดอะเมโยโกะแล้วก็ตึกม่วง ตลาดหาเจอนะ แต่ตึกม่วงหาไม่เจอ แต่เราเจอสาขาที่เพิ่งเปิดใหม่แทน Takeya Select Ueno เราว่าของที่นี่กับที่ดองกี้ราคาพอๆกัน
คืนนี้เรานอนที่นี่ Asakusa Hatago Hotel ห้องที่ได้คือ Semi Double ห้องก็ไม่เล็กมาก สามารถเปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้ ในห้องเป็นเสื่อทาทามิ มีอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำครบ ที่นี่ให้ฝากกระเป๋าก่อนเช็คอินได้ล่วงหน้า 3 วัน หลังจากเช็คเอาท์ได้ถึงเที่ยงคืน (ที่นี่ไม่ได้รูปมา เพราะห้องเละมากของกระจายเลย)
15 Nov: ห้องของเรารวมอาหารเช้าด้วย แต่น้อยมาก เราเลยเลือกไปกินข้างนอกแทน แล้วก็แวะไป Imperial Palace (สาย G19 – G6 เปลี่ยนสาย C7 – C10 Nijubashimae) Exit 6 เพื่อถ่ายรูปสะพานแว่นตา ตอนแรกกะว่าจะเข้าไปตัวปราสาทด้วย แต่หาทางเข้าไม่เจอก็เลยเปลี่ยนใจกลับดีกว่า
สั่งลาก่อนกลับด้วยข้าวห่อไข่กับหมูทอดทงคัตสึ แล้วก็แวะไปเอาของที่โรงแรมเสร็จแล้วก็นั่งรถไฟยาวไปสนามบินนาริตะเลยจ้า (สาย A18 Asakusa – A20 Oshiage”Skytree”) เดินไปอีกฝั่งของชานลา จะเห็นป้ายเขียนว่าไปสนามบินก็รอตรงนั้นได้เลย ส่วนค่าตั๋วก็จ่ายปลายทางเลยจ้า ค่าตั๋ว 1,170 Yen ขอลากันด้วยภาพนี้จ้า