จาก คห 23 กระทู้
http://pantip.com/topic/34504543 บางส่วน
"สำหรับการรักษาโรค.
ประเทศของเรา มีจำนวนแพทย์และเตียง ต่อประชากร ไม่พอเพียง หลายโรค คนไข้ส่วนใหญ่รอคิวการรักษา การผ่าตัด. จนตายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคที่ซับซ้อน. ต้องการเครื่องมือวินิจฉัยราคาแพง ซึ่งจะมีเฉพาะในโรงพยาบาลระดับโรงเรียนแพทย์
สำหรับ ประชากรกลุ่ม A + จะสามารถเข้าถึง สำหรับประชาชนกลุ่ม A+ จะสามารถเข้าถึงเตียงคนไข้ในโรงเรียนแพทย์
ส่วนประชาชนกลุ่ม A และ b+ จะต้องหาโรงพยาบาลเอกชน และถ้าเป็นโรคร้ายแรง จะให้โรงพยาบาลเอกชนใช้ connection. ส่งต่อโรงเรียนแพทย์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ จะต้องแลกด้วยเงินออมครึ่งชีวิต
.ส่วนประชากรกลุ่ม c และ d. มีโอกาสต่ำมากที่จะเข้าถึงการรักษา"
เรามีความคิดเห็นแย้งกับความเห็นนี้มาก เพราะเรามีประสบการณ์กับ รพ. รามา โดยตรง และไม่ได้เป็นผู้ป่วยซึ่งจัดเป็นประชากร A+
ขออนุญาตเริ่มเล่าแต่ต้น ยาวหน่อย เพราะใส่สปอยล์ไม่เป็น โดยแบ่งเป็นระยะดังนี้:
ระยะที่ 1: ลูกเป็นโรคเรื้อรังรุนแรง ซึ่งมาตรวจพบและได้รับการรักษาฉุกเฉินครั้งแรกที่
รพ. เอกชน ไม่เต็ม 12 ชม. จ่ายไปเกือบสองแสนบาท
ระยะที่ 2: รพ. เอกชนขอให้ย้ายไป รพ. ศูนย์ประจำจังหวัด เพราะ รพ.เอกชน ไม่มีเครื่องมือและศักยภาพพอที่จะรักษาได้ ซึ่งตรงนี้ส่งเข้า ICU ทันที ใช้สิทธิ์บัตรทองอยู่ใน ICU 20 วัน ช่วงนี้จ่ายค่าวัสดุและยานอกบัญชีบางส่วน ต่อมาย้ายเข้าห้องปลอดเชื้อซึ่งจริงๆ ไม่ต้องเสียเงินเลย แต่เราขอจ่ายเพิ่มเพื่อย้ายเข้าห้องพิเศษเดี่ยวเอง จ่ายค่าห้องทั้งหมดประมาณ 45,000 บาท ค่ายาหรือค่าวัสดุในส่วนนี้ประมาณ 15,000 บาท
แต่หลวงจ่ายให้เกือบ 2 ล้านบาท รวมเวลาเกือบ 2 เดือน
ระยะที่ 3: ต่อมาเมื่อหมออนุญาตให้กลับบ้าน ก็ยังเวียนไปให้หมอตรวจติดตามผลอีกหลายเดือน ระหว่างนี้ก็ระมัดระวังรักษาตัวให้แข็งแรงตามที่หมอและพยาบาลแนะนำทุกอย่าง ซึ่งก็ทำใด้ดี แต่ก็มีติดเชื้อโน้นนี่เป็นระยะๆ บ้างเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วน 0 บาท
แต่ที่หลวงจ่ายแทนให้หลายแสนบาท ตีว่า 4 แสนก็แล้วกันนะ รวมเวลาประมาณ 14 เดือน ซึ่งในช่วงในเป็นเวลาที่รักษาตัวซ้อนกับทั้ง รพ.ศูนย์ และ รพ.รามา
ระยะที่ 4: เมื่อทุกอย่างลงตัว ก็ขอให้คุณหมอส่งตัวไปรักษาต่อ เพราะ รพ.ศูนย์ต่างจังหวัดทำไม่ได้ เราขอให้ส่งตัวต่อมาที่ รพ.รามา คุณหมอที่รามาดูแลเป็นอย่างดี แนะนำทุกอย่างเพื่อให้เราได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด จนถึงวันที่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่ รักษาตัวในห้องปลอดเชื้อ รวมระยะเวลาในช่วงนี้ประมาณ 16 เดือน ค่าใช้จ่ายวัสดุ ค่าตรวจพิเศษที่จำเป็นและยานอกบัญชีจ่ายเองประมาณ 20,000 บาท
แต่ที่หลวงจ่ายให้ในช่วงนี้ประมาณ 1 ล้านบาท
ระยะที่ 5 จนถึงปัจจุบัน: ต้องไปพบแพทย์ตามนัดถี่มากในช่วงแรก ทุกอาทิตย์ ประมาณสามเดือน จนเริ่มห่างออกทุกสองอาทิตย์ ทุกเดือน ทุกหกสัปดาห์ จนเป็นสองเดือนนัดล่าสุด มีค่าใช้จ่ายเฉพาะยานอกบัญชีประมาณครั้งละ 2,000 บาท
แต่ที่หลวงจ่ายให้เดือนละประมาณ 30,000 บาท คูณเวลาจนถึงปัจจุบัน หลวงจ่ายไปแล้วประมาณ 510,000 บาท
ระยะที่ 5.1 : ระยะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีอาการเลือดออกผิดปกติภายในร่างกาย ต้องแอดมิทด่วนที่ รพ. รามา ช่วงนี้รักษาตัว 10 วัน เป็น 10 วันที่วุ่นวายมาก เพราะต้องตรวจสารพัดไปหมด เอกซเรย์ MRI ส่องกล้อง ทำแลปถี่เช้าเย็น ค่าใช้จ่ายวัสดุที่จำเป็นประมาณ 3,800 บาท
แต่หลวงจ่ายประมาณ 150,000 บาท (มั้ง? )
ระยะที่ 6: เป็นระยะของอนาคต ตอนนี้ลูกอายุ 10+ ปี ต้องไปพบหมอต่อเนื่องจนกว่าจะแดดิ้นกันไปข้างนึง ประมาณการณ์ว่าน่าจะเกิน 20 ปี คิดแค่ 20 ปีก็แล้วกัน จะมีค่ายานอกบัญชีประมาณเดือน 2,000 บาท/20 ปี = 40,000 บาท
คิดค่าใช้จ่ายที่หลวงต้องจ่ายต่อเดือน 30,000 บาท x 12 เดือน x 20 ปี = 7,200,000 บาท
คราวนี้เรามาลองสรุปค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายและที่หลวงจ่ายให้ดูกันนะ
ระยะที่รักษาตัว ค่าใช้จ่ายที่จ่ายเอง ค่าใช้จ่ายที่หลวงจ่าย ส่วนต่าง
ระยะที่ 1 200,000 - -
ระยะที่ 2 60,000 2,000,000 1,940,000
ระยะที่ 3 - 400,000 400,000
ระยะที่ 4 20,000 1,000,000 980,000
ระยะที่ 5 30,000 510,000 480,000
ระยะที่ 5.1 3,800 150,000 146,200
ระยะที่ 6 อนาคต 20 ปี 40,000 7,200,000 7,160,000
รวมทั้งสิ้น 353,800 11,260,000 11,106,200
แยกของระยะที่ 1 ออก เพราะไปรักษาที่ รพ.เอกชน 353,800 – 200,000 = 153,800 และหักค่าห้องพิเศษออกอีก 45,000 และค่ายาในอนาคตออกอีก 40,000
จะเหลือค่ารักษาจริงๆ ที่จ่ายเองที่ 68,800 บาท ในระยะเวลาการรักษาทั้งหมดประมาณ 2 ปี 5 เดือน
ในส่วนที่หลวงจ่ายไปแล้ว แยกระยะอนาคตออก 11,260,000 – 7,200,000 = 4,060,000 บาท
แล้วเราเป็นประชากรกลุ่ม A+ มั้ย ไม่ใช่เลย เราเป็นประชากรทั่วๆ ไป ที่ยังต้องหาเช้ากินค่ำ เวลานอน รพ. ก็นอนข้างๆ กันกับลูกเจ้าของร้านทอง ลูกของสาวโรงงาน ลูกของแม้ค้าขายผลไม้ รพ. รัฐ บริการให้ทุกคนเท่ากันทุกคน
ในขณะที่ต้องนอน รพ. นั้น มีหมอมากมายสาขา ซึ่งจะมีอาจารย์หมอและนักเรียนหมอรวมอยู่ด้วย ยังพยาบาล ผช.พยาบาล แม่บ้าน วนเวียนมาดูแลทั้งวัน ซึ่งแต่ละหมอนั้น ไม่ได้มาแค่ครั้งเดียวนะ บางครั้งเวียนมา 3 เวลากันเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จนล่วงไปถึง 3-4 ทุ่ม หมอพยาบาลยังไม่เลิกวน ยังไม่รวมถึงการเอกซเรย์นับไม่ถ้วนครั้ง ผ่าตัดเล็ก ใหญ่อีกหลายครั้ง ทั้งที่ รพ. ศูนย์ และ รพ. รามา
จากตารางค่าใช้จ่ายที่เราทำมาให้ดูนั้น ก็เพื่อแสดงให้ทุกท่านได้เห็นว่า นี่เราแค่คนไข้ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่ม A+ เรายังได้รับการรักษาและดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ขนาดนี้เลย ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ทุกคนที่อยู่ในสถานะเดียวกันนี้ ก็ได้รับการดูแลเท่ากัน คนไข้บางคนอาการหนักกว่ามากนัก
เราคนไทยทุกคนต้องดีใจและภาคภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ที่ได้รับสิทธิการรักษาที่ดีและมากมายขนาดนี้ อย่าทำเยอะกับหมอและพยาบาลมากนัก บุคลากรเหล่านี้ก็มีครอบครัว มีชีวิตจิตใจเหมือนคนธรรมดาแบบเราๆ เราเชื่อและเห็นจริงว่าท่านเหล่านี้ทำงานกันแบบไหน เราเองก็มีลิ้นกระทบฟันบ้างเวลาที่อยู่ รพ. แต่ก็ไม่ถือเป็นสาระที่จะต้องเอามาแฉกันเลอะไปหมดทั่วเน็ต
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ต้องขอแย้งคุณ คห. 23 ตรงนี้ในเรื่องของกลุ่มประชากรประเภทต่างๆ ที่คุณพูดถึง ว่าไม่จริง เป็นการกล่าวหาที่เราถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะเมื่อคนไทยทุกคนมีสิทธิในการรักษาเท่ากัน ที่เหลือคือหน้าที่ที่ทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติให้เหมาะสม ต้องหาความรู้ในทุกๆ ด้าน ต้องรู้รักษาตัวเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของตัวเองและเพื่อที่จะได้ใช้สิทธิให้ถูกต้องและตามสมควร
ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยมีปัญหากับทาง รพ. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เราควรจะต้องดูที่ตัวเราเองก่อนว่า เราปฏิบัติกับตัวเองดีหรือยัง แล้วปฏิบัติกับคนอื่นดีหรือไม่ อย่างไร มันไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มประชากรประเภทใด หมอใน รพ. รัฐทุกที่ดูแลเท่ากันหมด ถ้าคุณอยากจ่ายเพิ่มนั่นก็เป็นปัญหาของคุณเอง
เราควรต้องเข้าใจด้วยว่า ปัจจุบัน อุปสงค์และอุปทานทางด้านสาธารณสุขนั้นเหลื่อมล้ำกันมาก แต่ถึงกระนั้น จะมาบอกว่าคนจนไม่มีสิทธิ์เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เราเจอผู้ป่วยทุกสถานะมากมายหลายคนก็มารักษาที่โรงเรียนแพทย์อย่างรามาทั่วไปหมด โดยเกือบทั้งหมดในนั้น ไม่ได้มีเส้นสายอาจารย์หมอเลย รวมทั้งเราด้วย ผู้ป่วยทุกคนก็ได้รับการรักษาเป็นอย่างดี ไม่เคยเห็นผู้ป่วยคนไหนแสดงอาการไม่พอใจเลยซักคน มีแต่แสดงออกถึงความขอบคุณทุกๆ ท่านในโรงพยาบาลที่ได้ช่วยดูแลรักษาพวกเขา
ในกรณีของคุณปอนั้น เราก็ติดตามข่าวเหมือนคนทั่วไป และไม่แปลกใจในวิธีการรักษาของคุณหมอ ที่ใช้คุณหมอสหวิชามาร่วมกันรักษา หรือ ในกรณีที่เรานำมาแย้งนี้ คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ก็ไม่แปลกใจเช่นกัน โชคดีที่งานนี้ทางโรงพยาบาลมีผู้ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ แต่ถึงจะไม่มีตรงนี้ ทาง รพ. รามาก็ยังคงต้องรักษาอย่างเต็มศักยภาพเช่นกัน
เราอยากเห็นทุกคนมีทัศนคติทีดีขึ้นบ้าง ในเรื่องของสาธารณสุขบ้านเรา ที่อยากจะย้ำมากก็คือ การมีสิทธิต้องมาพร้อมกับความรู้จักหน้าที่ของตัวเองด้วย ไม่ใช่มานั่งประชดประชัน เป็นประชากรกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ หรือมัวแต่นั่งจดจ้องแล้วนำมาโพสต์-ในพันทิพว่าทำไมหมอต้องพกโทรศัพท์ตลอดเวลา ไม่เข้าเรื่อง ไร้สาระ
เราไม่เถียงว่าก็มีหมอหรือพยาบาลที่ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมเหมือนกัน แต่เราเลือกได้นี่นะ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ก็ขอเปลี่ยนหมอเปลี่ยนพยาบาล เปลี่ยนโรงพยาบาลไปเลยก็ได้ อย่าอ้างเรื่องเงิน เพราะถ้าใครที่บ่นออกอากาศได้ แสดงว่าคนๆ นั้น มีโอกาสในสังคมมากกว่าคนอีกหลายๆ คนในสังคมเช่นกัน
เอากันจริงๆ นะ คนที่ดูแลยาก มากเรื่อง ขี้บ่น ชี้หน้าด่าคนที่ทำให้ไม่ถูกใจได้ทุกเวลานั้น กลับไม่ใช่คนที่มีเงินมาก หรือ คนจน แต่เป็นคนที่มีความรู้ มีฐานะทางการเงินที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ขาดวิจารณญาณในการตัดสิน และมักจะขาดสติอยู่เป็นเนือง จนไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เห็นความผิดคนอื่นใหญ่เท่าขุนเขา แต่ความผิดของตัวเองแค่ไรฝุ่น
ประสบการณ์ของเราและข้อเขียนของเราอาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน โดยเฉพาะคุณ คห. 23 ต้องขออภัยมาด้วย ณ ที่นี้ และขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านข้อเขียนนี้ได้เห็นว่านี่เป็นการแย้งโดยสุจริต ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว รวมกับประสบการณ์ของผู้ร่วมชะตาเดียวกันอีกหลายสิบหลายร้อยชีวิตที่ต้องมาเจอกันใน รพ. รัฐทั้งสองแห่งที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ขอจบข้อเขียนนี้ ด้วยความรู้สึกขอบพระคุณทุกบุคลากรทางการแพทย์ ที่ยังยึดมั่นในการดูแลผู้ป่วยทุกท่านอย่างสุดกำลังความสามารถ และขอให้ทุกท่านนั้น ได้พบกับความสุข ความเจริญ ทั้งทางกายและทางใจตราบนานเท่านาน
ขอแย้ง คห 23 ในกระทู้ ทำไมค่ารักษาพยาบาลคุณปอแพงจังครับ
"สำหรับการรักษาโรค.
ประเทศของเรา มีจำนวนแพทย์และเตียง ต่อประชากร ไม่พอเพียง หลายโรค คนไข้ส่วนใหญ่รอคิวการรักษา การผ่าตัด. จนตายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคที่ซับซ้อน. ต้องการเครื่องมือวินิจฉัยราคาแพง ซึ่งจะมีเฉพาะในโรงพยาบาลระดับโรงเรียนแพทย์
สำหรับ ประชากรกลุ่ม A + จะสามารถเข้าถึง สำหรับประชาชนกลุ่ม A+ จะสามารถเข้าถึงเตียงคนไข้ในโรงเรียนแพทย์
ส่วนประชาชนกลุ่ม A และ b+ จะต้องหาโรงพยาบาลเอกชน และถ้าเป็นโรคร้ายแรง จะให้โรงพยาบาลเอกชนใช้ connection. ส่งต่อโรงเรียนแพทย์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ จะต้องแลกด้วยเงินออมครึ่งชีวิต
.ส่วนประชากรกลุ่ม c และ d. มีโอกาสต่ำมากที่จะเข้าถึงการรักษา"
เรามีความคิดเห็นแย้งกับความเห็นนี้มาก เพราะเรามีประสบการณ์กับ รพ. รามา โดยตรง และไม่ได้เป็นผู้ป่วยซึ่งจัดเป็นประชากร A+
ขออนุญาตเริ่มเล่าแต่ต้น ยาวหน่อย เพราะใส่สปอยล์ไม่เป็น โดยแบ่งเป็นระยะดังนี้:
ระยะที่ 1: ลูกเป็นโรคเรื้อรังรุนแรง ซึ่งมาตรวจพบและได้รับการรักษาฉุกเฉินครั้งแรกที่ รพ. เอกชน ไม่เต็ม 12 ชม. จ่ายไปเกือบสองแสนบาท
ระยะที่ 2: รพ. เอกชนขอให้ย้ายไป รพ. ศูนย์ประจำจังหวัด เพราะ รพ.เอกชน ไม่มีเครื่องมือและศักยภาพพอที่จะรักษาได้ ซึ่งตรงนี้ส่งเข้า ICU ทันที ใช้สิทธิ์บัตรทองอยู่ใน ICU 20 วัน ช่วงนี้จ่ายค่าวัสดุและยานอกบัญชีบางส่วน ต่อมาย้ายเข้าห้องปลอดเชื้อซึ่งจริงๆ ไม่ต้องเสียเงินเลย แต่เราขอจ่ายเพิ่มเพื่อย้ายเข้าห้องพิเศษเดี่ยวเอง จ่ายค่าห้องทั้งหมดประมาณ 45,000 บาท ค่ายาหรือค่าวัสดุในส่วนนี้ประมาณ 15,000 บาท แต่หลวงจ่ายให้เกือบ 2 ล้านบาท รวมเวลาเกือบ 2 เดือน
ระยะที่ 3: ต่อมาเมื่อหมออนุญาตให้กลับบ้าน ก็ยังเวียนไปให้หมอตรวจติดตามผลอีกหลายเดือน ระหว่างนี้ก็ระมัดระวังรักษาตัวให้แข็งแรงตามที่หมอและพยาบาลแนะนำทุกอย่าง ซึ่งก็ทำใด้ดี แต่ก็มีติดเชื้อโน้นนี่เป็นระยะๆ บ้างเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในส่วน 0 บาท แต่ที่หลวงจ่ายแทนให้หลายแสนบาท ตีว่า 4 แสนก็แล้วกันนะ รวมเวลาประมาณ 14 เดือน ซึ่งในช่วงในเป็นเวลาที่รักษาตัวซ้อนกับทั้ง รพ.ศูนย์ และ รพ.รามา
ระยะที่ 4: เมื่อทุกอย่างลงตัว ก็ขอให้คุณหมอส่งตัวไปรักษาต่อ เพราะ รพ.ศูนย์ต่างจังหวัดทำไม่ได้ เราขอให้ส่งตัวต่อมาที่ รพ.รามา คุณหมอที่รามาดูแลเป็นอย่างดี แนะนำทุกอย่างเพื่อให้เราได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด จนถึงวันที่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่ รักษาตัวในห้องปลอดเชื้อ รวมระยะเวลาในช่วงนี้ประมาณ 16 เดือน ค่าใช้จ่ายวัสดุ ค่าตรวจพิเศษที่จำเป็นและยานอกบัญชีจ่ายเองประมาณ 20,000 บาท แต่ที่หลวงจ่ายให้ในช่วงนี้ประมาณ 1 ล้านบาท
ระยะที่ 5 จนถึงปัจจุบัน: ต้องไปพบแพทย์ตามนัดถี่มากในช่วงแรก ทุกอาทิตย์ ประมาณสามเดือน จนเริ่มห่างออกทุกสองอาทิตย์ ทุกเดือน ทุกหกสัปดาห์ จนเป็นสองเดือนนัดล่าสุด มีค่าใช้จ่ายเฉพาะยานอกบัญชีประมาณครั้งละ 2,000 บาท แต่ที่หลวงจ่ายให้เดือนละประมาณ 30,000 บาท คูณเวลาจนถึงปัจจุบัน หลวงจ่ายไปแล้วประมาณ 510,000 บาท
ระยะที่ 5.1 : ระยะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีอาการเลือดออกผิดปกติภายในร่างกาย ต้องแอดมิทด่วนที่ รพ. รามา ช่วงนี้รักษาตัว 10 วัน เป็น 10 วันที่วุ่นวายมาก เพราะต้องตรวจสารพัดไปหมด เอกซเรย์ MRI ส่องกล้อง ทำแลปถี่เช้าเย็น ค่าใช้จ่ายวัสดุที่จำเป็นประมาณ 3,800 บาท แต่หลวงจ่ายประมาณ 150,000 บาท (มั้ง? )
ระยะที่ 6: เป็นระยะของอนาคต ตอนนี้ลูกอายุ 10+ ปี ต้องไปพบหมอต่อเนื่องจนกว่าจะแดดิ้นกันไปข้างนึง ประมาณการณ์ว่าน่าจะเกิน 20 ปี คิดแค่ 20 ปีก็แล้วกัน จะมีค่ายานอกบัญชีประมาณเดือน 2,000 บาท/20 ปี = 40,000 บาท คิดค่าใช้จ่ายที่หลวงต้องจ่ายต่อเดือน 30,000 บาท x 12 เดือน x 20 ปี = 7,200,000 บาท
คราวนี้เรามาลองสรุปค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายและที่หลวงจ่ายให้ดูกันนะ
ระยะที่รักษาตัว ค่าใช้จ่ายที่จ่ายเอง ค่าใช้จ่ายที่หลวงจ่าย ส่วนต่าง
ระยะที่ 1 200,000 - -
ระยะที่ 2 60,000 2,000,000 1,940,000
ระยะที่ 3 - 400,000 400,000
ระยะที่ 4 20,000 1,000,000 980,000
ระยะที่ 5 30,000 510,000 480,000
ระยะที่ 5.1 3,800 150,000 146,200
ระยะที่ 6 อนาคต 20 ปี 40,000 7,200,000 7,160,000
รวมทั้งสิ้น 353,800 11,260,000 11,106,200
แยกของระยะที่ 1 ออก เพราะไปรักษาที่ รพ.เอกชน 353,800 – 200,000 = 153,800 และหักค่าห้องพิเศษออกอีก 45,000 และค่ายาในอนาคตออกอีก 40,000 จะเหลือค่ารักษาจริงๆ ที่จ่ายเองที่ 68,800 บาท ในระยะเวลาการรักษาทั้งหมดประมาณ 2 ปี 5 เดือน
ในส่วนที่หลวงจ่ายไปแล้ว แยกระยะอนาคตออก 11,260,000 – 7,200,000 = 4,060,000 บาท
แล้วเราเป็นประชากรกลุ่ม A+ มั้ย ไม่ใช่เลย เราเป็นประชากรทั่วๆ ไป ที่ยังต้องหาเช้ากินค่ำ เวลานอน รพ. ก็นอนข้างๆ กันกับลูกเจ้าของร้านทอง ลูกของสาวโรงงาน ลูกของแม้ค้าขายผลไม้ รพ. รัฐ บริการให้ทุกคนเท่ากันทุกคน
ในขณะที่ต้องนอน รพ. นั้น มีหมอมากมายสาขา ซึ่งจะมีอาจารย์หมอและนักเรียนหมอรวมอยู่ด้วย ยังพยาบาล ผช.พยาบาล แม่บ้าน วนเวียนมาดูแลทั้งวัน ซึ่งแต่ละหมอนั้น ไม่ได้มาแค่ครั้งเดียวนะ บางครั้งเวียนมา 3 เวลากันเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จนล่วงไปถึง 3-4 ทุ่ม หมอพยาบาลยังไม่เลิกวน ยังไม่รวมถึงการเอกซเรย์นับไม่ถ้วนครั้ง ผ่าตัดเล็ก ใหญ่อีกหลายครั้ง ทั้งที่ รพ. ศูนย์ และ รพ. รามา
จากตารางค่าใช้จ่ายที่เราทำมาให้ดูนั้น ก็เพื่อแสดงให้ทุกท่านได้เห็นว่า นี่เราแค่คนไข้ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่ม A+ เรายังได้รับการรักษาและดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายให้ขนาดนี้เลย ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ทุกคนที่อยู่ในสถานะเดียวกันนี้ ก็ได้รับการดูแลเท่ากัน คนไข้บางคนอาการหนักกว่ามากนัก
เราคนไทยทุกคนต้องดีใจและภาคภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ที่ได้รับสิทธิการรักษาที่ดีและมากมายขนาดนี้ อย่าทำเยอะกับหมอและพยาบาลมากนัก บุคลากรเหล่านี้ก็มีครอบครัว มีชีวิตจิตใจเหมือนคนธรรมดาแบบเราๆ เราเชื่อและเห็นจริงว่าท่านเหล่านี้ทำงานกันแบบไหน เราเองก็มีลิ้นกระทบฟันบ้างเวลาที่อยู่ รพ. แต่ก็ไม่ถือเป็นสาระที่จะต้องเอามาแฉกันเลอะไปหมดทั่วเน็ต
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ต้องขอแย้งคุณ คห. 23 ตรงนี้ในเรื่องของกลุ่มประชากรประเภทต่างๆ ที่คุณพูดถึง ว่าไม่จริง เป็นการกล่าวหาที่เราถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะเมื่อคนไทยทุกคนมีสิทธิในการรักษาเท่ากัน ที่เหลือคือหน้าที่ที่ทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติให้เหมาะสม ต้องหาความรู้ในทุกๆ ด้าน ต้องรู้รักษาตัวเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวของตัวเองและเพื่อที่จะได้ใช้สิทธิให้ถูกต้องและตามสมควร
ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยมีปัญหากับทาง รพ. ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เราควรจะต้องดูที่ตัวเราเองก่อนว่า เราปฏิบัติกับตัวเองดีหรือยัง แล้วปฏิบัติกับคนอื่นดีหรือไม่ อย่างไร มันไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มประชากรประเภทใด หมอใน รพ. รัฐทุกที่ดูแลเท่ากันหมด ถ้าคุณอยากจ่ายเพิ่มนั่นก็เป็นปัญหาของคุณเอง
เราควรต้องเข้าใจด้วยว่า ปัจจุบัน อุปสงค์และอุปทานทางด้านสาธารณสุขนั้นเหลื่อมล้ำกันมาก แต่ถึงกระนั้น จะมาบอกว่าคนจนไม่มีสิทธิ์เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เราเจอผู้ป่วยทุกสถานะมากมายหลายคนก็มารักษาที่โรงเรียนแพทย์อย่างรามาทั่วไปหมด โดยเกือบทั้งหมดในนั้น ไม่ได้มีเส้นสายอาจารย์หมอเลย รวมทั้งเราด้วย ผู้ป่วยทุกคนก็ได้รับการรักษาเป็นอย่างดี ไม่เคยเห็นผู้ป่วยคนไหนแสดงอาการไม่พอใจเลยซักคน มีแต่แสดงออกถึงความขอบคุณทุกๆ ท่านในโรงพยาบาลที่ได้ช่วยดูแลรักษาพวกเขา
ในกรณีของคุณปอนั้น เราก็ติดตามข่าวเหมือนคนทั่วไป และไม่แปลกใจในวิธีการรักษาของคุณหมอ ที่ใช้คุณหมอสหวิชามาร่วมกันรักษา หรือ ในกรณีที่เรานำมาแย้งนี้ คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ก็ไม่แปลกใจเช่นกัน โชคดีที่งานนี้ทางโรงพยาบาลมีผู้ช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ แต่ถึงจะไม่มีตรงนี้ ทาง รพ. รามาก็ยังคงต้องรักษาอย่างเต็มศักยภาพเช่นกัน
เราอยากเห็นทุกคนมีทัศนคติทีดีขึ้นบ้าง ในเรื่องของสาธารณสุขบ้านเรา ที่อยากจะย้ำมากก็คือ การมีสิทธิต้องมาพร้อมกับความรู้จักหน้าที่ของตัวเองด้วย ไม่ใช่มานั่งประชดประชัน เป็นประชากรกลุ่มนั้น กลุ่มนี้ หรือมัวแต่นั่งจดจ้องแล้วนำมาโพสต์-ในพันทิพว่าทำไมหมอต้องพกโทรศัพท์ตลอดเวลา ไม่เข้าเรื่อง ไร้สาระ
เราไม่เถียงว่าก็มีหมอหรือพยาบาลที่ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมเหมือนกัน แต่เราเลือกได้นี่นะ เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ก็ขอเปลี่ยนหมอเปลี่ยนพยาบาล เปลี่ยนโรงพยาบาลไปเลยก็ได้ อย่าอ้างเรื่องเงิน เพราะถ้าใครที่บ่นออกอากาศได้ แสดงว่าคนๆ นั้น มีโอกาสในสังคมมากกว่าคนอีกหลายๆ คนในสังคมเช่นกัน
เอากันจริงๆ นะ คนที่ดูแลยาก มากเรื่อง ขี้บ่น ชี้หน้าด่าคนที่ทำให้ไม่ถูกใจได้ทุกเวลานั้น กลับไม่ใช่คนที่มีเงินมาก หรือ คนจน แต่เป็นคนที่มีความรู้ มีฐานะทางการเงินที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ขาดวิจารณญาณในการตัดสิน และมักจะขาดสติอยู่เป็นเนือง จนไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เห็นความผิดคนอื่นใหญ่เท่าขุนเขา แต่ความผิดของตัวเองแค่ไรฝุ่น
ประสบการณ์ของเราและข้อเขียนของเราอาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน โดยเฉพาะคุณ คห. 23 ต้องขออภัยมาด้วย ณ ที่นี้ และขอให้ทุกท่านที่ได้อ่านข้อเขียนนี้ได้เห็นว่านี่เป็นการแย้งโดยสุจริต ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว รวมกับประสบการณ์ของผู้ร่วมชะตาเดียวกันอีกหลายสิบหลายร้อยชีวิตที่ต้องมาเจอกันใน รพ. รัฐทั้งสองแห่งที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ขอจบข้อเขียนนี้ ด้วยความรู้สึกขอบพระคุณทุกบุคลากรทางการแพทย์ ที่ยังยึดมั่นในการดูแลผู้ป่วยทุกท่านอย่างสุดกำลังความสามารถ และขอให้ทุกท่านนั้น ได้พบกับความสุข ความเจริญ ทั้งทางกายและทางใจตราบนานเท่านาน