ตามไปเที่ยวญี่ปุ่นกันต่อได้เลยจ้า สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรก ก็กดได้ที่นี่เลยจ้า
http://pantip.com/topic/34502387
วันที่สี่ (11 Nov) วันนี้เราจะไปตามล่าหาป้ายกูลิโกะที่โอซาก้ากัน ส่วนการเดินทางจาก Hakone ไป Osaka คือนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากสถานี Odawara ไปลง Osaka (ราคาตั๋วอยู่ที่ 12,420 Yen แบ่งเป็นค่าตั๋ว 7,560 Yen ค่าจองที่นั่ง 4,860 Yen) แต่เราต้องไปทำงานแถว Kyobashi เลยต้องนั่งรถไฟต่ออีกนิด

หลังจากทำงานเสร็จแล้วได้มีโอกาสไปกินข้าวที่นี่ Taiko-en เป็นร้านอาหารแบบบ้านญี่ปุ่นสมัยโบราณ ตัวบ้านทำมาจากไม้ทั้งหลัง ภายในปูด้วยเสื่อทาทามิ ตามประวัติบอกว่าในสมัยก่อนเป็นบ้านของตระกูลขุนนาง ซึ่งอายุของบ้านก็ปาไป 100 ปีละ แต่ก่อนวิวจากร้านอาหารสามารถมองเห็นตัวปราสาทโอซาก้าด้วย แต่ตอนนี้ตึกบังไปหมดละ (รูปด้านหน้าทางเข้า ไม่ได้ถ่ายมาเลยยืมรูปจากเว็บไซต์ของร้านอาหารแทนจ้า)

อาหารที่จะกินในวันนี้คือ...คือ อาหารญี่ปุ่นแบบจัดเต็มอีกแล้วจ้า ไม่อ้วนให้มันรู้ไปงานนี้

วันที่ไปบังเอิญเจอพิธีแต่งงานพอดี เลยขออนุญาติไปถ่ายชุดกิโมโนของเจ้าสาวมา ภายในบริเวณร้านอาหารมีโบสถ์แบบยุโรปด้วย ครบวงจรมากทำพิธีเสร็จก็เลี้ยงฉลองเลย (เห็นว่าคนญี่ปุ่นสามารถเลือกได้ว่าอยากจัดพิธีแบบไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องอิงกับกับศาสนาที่นับถือ อันนี้ไม่รู้จริงหรือเปล่านะ)

กินเสร็จละไปต่อกันที่ปราสาทโอซาก้ากับป้ายกูลิโกะกัน จากร้านอาหารนั่งรถไปประมาณ 5 นาที วันที่ไปโอซาก้าฟ้าใสมาก แดดแรงกว่าที่โตเกียวเยอะเลย

เสร็จแล้วเราก็กลับโตเกียวกัน โดยนั่งชินคันเซ็นไปลงชินจูกุเลย คืนนี้นอนที่ Shinjuku Washington Hotel จากสถานีรถไฟเดินมาที่ทางออก South Exit แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆข้ามแยกไฟแดง 3 ครั้ง ก็จะเจอโรงแรมทางด้านขวามือ จากสถานีรถไฟไปโรงแรมไม่ไกลมากเดินได้ หรือถ้าไม่อยากเดินก็สามารถขึ้นรถ WE bus จากสถานีรถไฟชินจูกุทางออก West Exit ราคา 100 Yen เท่านั้น ถ้ามาจากสนามบินนาริตะก็สามารถขึ้นรถบัส Airport limousine bus มาลงหน้าโรงแรมได้เลย เช็ครอบรถได้ที่นี่
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.limousinebus.co.jp/en/platform_searches/index/2/20 ราคา 3,100 Yen
คืนนี้ได้พักห้อง Twin room ขนาดของห้องก็ไม่ถือว่าเล็กมากเท่าไหร่ ยังมีพื้นที่เปิดกระเป๋าใบใหญ่ได้ ในห้องไม่มีน้ำเปล่าให้นะ แต่สามารถเปิดกินจากก๊อกเลย หรือจะหยอดเหรียญที่ตู้กดน้ำที่ตั้งไว้ทุกชั้นก็ได้ ที่นี่มีตู้กดน้ำแข็งฟรีด้วย ด้านล่างโรงแรมจะมี family mart กับร้านปาจิงโกะ ใครอยากเสี่ยงดวงก็ตามสะดวกเลยจ้า ขั้นต่ำ 1,000 Yen นะ ส่วนอาหารเช้าเราไปลองบุฟเฟ่ต์นานาชาติ เข้าไปก็ต้องรอคิวนิดนึงเพราะคนเยอะมาก

แปะแผนที่โรงแรมให้จ้า
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วันที่ห้า (12 Nov) วันนี้ทำงานวันสุดท้ายแล้ว เย้!!!! แต่ก็ยังย้ายโรงแรมเหมือนเดิมจ้า วันนี้ได้ไปนอนที่โรงแรมก็อตซิลล่าหรือชื่อจริงๆคือ Gracery Shinjuku เป็นโรงแรมเปิดใหม่ สวย อ้อ ตัวก็อตซิลล่าสามารถส่งเสียงร้องคำรามได้ด้วยนะ เขามีเวลาในการเปิดการแสดงด้วยคือ 12.00, 15.00, 18.00, 20.00 ถ้าเดินไปแถวนั้นแล้วได้ยินเสียงก็ไม่ต้องตกใจนะ จากสถานีรถไฟชินจูกุเดินไปที่ทางออก East Exit แล้วเดินไปโรงแรมได้เลยใกล้มาก ถ้าเห็นหัวมุมถนนมีร้านดองกี้อยู่ก็เดินมาถูกทางละ

วันที่เข้าไปเช็คอินมีพนักงานคนหนึ่งเดินมาหา เราก็นึกว่าห้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ปรากฏว่าพนักงานคนนั้นเห็นเราเป็นคนไทยเหมือนกันเลยชวนคุย ถามไปถามมาได้ความว่ามีพนักงานคนไทยทั้งหมด 2 คนที่นี่
ห้องที่ได้นอนคือ Single room เตียงนุ่ม ห้องไม่เล็กมาก ในห้องมีน้ำเปล่าให้ด้วย ในห้องน้ำมีเก้าอี้นั่งตัวเล็กๆให้ความรู้สึกได้อาบน้ำแบบญี่ปุ่นด้วย ในโรงแรมจะมีห้องชื่อ Godzilla room ตกแต่งด้วยตัวก็อตซิลล่าหมด เห็นว่ามีแค่ห้องเดียวเท่านั้น

ตอนบ่ายอิสระเป็นของเราแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องราเที่ยวของเรากับเพื่อนอีกคนจ้า ข้อมูลต่างๆก็ได้จาก เพื่อนๆพี่ๆ ในพันทิป ช่วยทำให้แผนการเดินทางเที่ยวของเราสมบูรณ์ ขอบคุณมากค่ะ ถ้าเขียนเสร็จแล้วจะมาต่ออีกทีจ้า
[CR] ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น....แต่ไปทำงานซะงั้น part 2
วันที่สี่ (11 Nov) วันนี้เราจะไปตามล่าหาป้ายกูลิโกะที่โอซาก้ากัน ส่วนการเดินทางจาก Hakone ไป Osaka คือนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากสถานี Odawara ไปลง Osaka (ราคาตั๋วอยู่ที่ 12,420 Yen แบ่งเป็นค่าตั๋ว 7,560 Yen ค่าจองที่นั่ง 4,860 Yen) แต่เราต้องไปทำงานแถว Kyobashi เลยต้องนั่งรถไฟต่ออีกนิด
หลังจากทำงานเสร็จแล้วได้มีโอกาสไปกินข้าวที่นี่ Taiko-en เป็นร้านอาหารแบบบ้านญี่ปุ่นสมัยโบราณ ตัวบ้านทำมาจากไม้ทั้งหลัง ภายในปูด้วยเสื่อทาทามิ ตามประวัติบอกว่าในสมัยก่อนเป็นบ้านของตระกูลขุนนาง ซึ่งอายุของบ้านก็ปาไป 100 ปีละ แต่ก่อนวิวจากร้านอาหารสามารถมองเห็นตัวปราสาทโอซาก้าด้วย แต่ตอนนี้ตึกบังไปหมดละ (รูปด้านหน้าทางเข้า ไม่ได้ถ่ายมาเลยยืมรูปจากเว็บไซต์ของร้านอาหารแทนจ้า)
อาหารที่จะกินในวันนี้คือ...คือ อาหารญี่ปุ่นแบบจัดเต็มอีกแล้วจ้า ไม่อ้วนให้มันรู้ไปงานนี้
วันที่ไปบังเอิญเจอพิธีแต่งงานพอดี เลยขออนุญาติไปถ่ายชุดกิโมโนของเจ้าสาวมา ภายในบริเวณร้านอาหารมีโบสถ์แบบยุโรปด้วย ครบวงจรมากทำพิธีเสร็จก็เลี้ยงฉลองเลย (เห็นว่าคนญี่ปุ่นสามารถเลือกได้ว่าอยากจัดพิธีแบบไหนก็ได้ โดยที่ไม่ต้องอิงกับกับศาสนาที่นับถือ อันนี้ไม่รู้จริงหรือเปล่านะ)
กินเสร็จละไปต่อกันที่ปราสาทโอซาก้ากับป้ายกูลิโกะกัน จากร้านอาหารนั่งรถไปประมาณ 5 นาที วันที่ไปโอซาก้าฟ้าใสมาก แดดแรงกว่าที่โตเกียวเยอะเลย
เสร็จแล้วเราก็กลับโตเกียวกัน โดยนั่งชินคันเซ็นไปลงชินจูกุเลย คืนนี้นอนที่ Shinjuku Washington Hotel จากสถานีรถไฟเดินมาที่ทางออก South Exit แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆข้ามแยกไฟแดง 3 ครั้ง ก็จะเจอโรงแรมทางด้านขวามือ จากสถานีรถไฟไปโรงแรมไม่ไกลมากเดินได้ หรือถ้าไม่อยากเดินก็สามารถขึ้นรถ WE bus จากสถานีรถไฟชินจูกุทางออก West Exit ราคา 100 Yen เท่านั้น ถ้ามาจากสนามบินนาริตะก็สามารถขึ้นรถบัส Airport limousine bus มาลงหน้าโรงแรมได้เลย เช็ครอบรถได้ที่นี่ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ราคา 3,100 Yen
คืนนี้ได้พักห้อง Twin room ขนาดของห้องก็ไม่ถือว่าเล็กมากเท่าไหร่ ยังมีพื้นที่เปิดกระเป๋าใบใหญ่ได้ ในห้องไม่มีน้ำเปล่าให้นะ แต่สามารถเปิดกินจากก๊อกเลย หรือจะหยอดเหรียญที่ตู้กดน้ำที่ตั้งไว้ทุกชั้นก็ได้ ที่นี่มีตู้กดน้ำแข็งฟรีด้วย ด้านล่างโรงแรมจะมี family mart กับร้านปาจิงโกะ ใครอยากเสี่ยงดวงก็ตามสะดวกเลยจ้า ขั้นต่ำ 1,000 Yen นะ ส่วนอาหารเช้าเราไปลองบุฟเฟ่ต์นานาชาติ เข้าไปก็ต้องรอคิวนิดนึงเพราะคนเยอะมาก
แปะแผนที่โรงแรมให้จ้า [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วันที่ห้า (12 Nov) วันนี้ทำงานวันสุดท้ายแล้ว เย้!!!! แต่ก็ยังย้ายโรงแรมเหมือนเดิมจ้า วันนี้ได้ไปนอนที่โรงแรมก็อตซิลล่าหรือชื่อจริงๆคือ Gracery Shinjuku เป็นโรงแรมเปิดใหม่ สวย อ้อ ตัวก็อตซิลล่าสามารถส่งเสียงร้องคำรามได้ด้วยนะ เขามีเวลาในการเปิดการแสดงด้วยคือ 12.00, 15.00, 18.00, 20.00 ถ้าเดินไปแถวนั้นแล้วได้ยินเสียงก็ไม่ต้องตกใจนะ จากสถานีรถไฟชินจูกุเดินไปที่ทางออก East Exit แล้วเดินไปโรงแรมได้เลยใกล้มาก ถ้าเห็นหัวมุมถนนมีร้านดองกี้อยู่ก็เดินมาถูกทางละ
วันที่เข้าไปเช็คอินมีพนักงานคนหนึ่งเดินมาหา เราก็นึกว่าห้องมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ปรากฏว่าพนักงานคนนั้นเห็นเราเป็นคนไทยเหมือนกันเลยชวนคุย ถามไปถามมาได้ความว่ามีพนักงานคนไทยทั้งหมด 2 คนที่นี่
ห้องที่ได้นอนคือ Single room เตียงนุ่ม ห้องไม่เล็กมาก ในห้องมีน้ำเปล่าให้ด้วย ในห้องน้ำมีเก้าอี้นั่งตัวเล็กๆให้ความรู้สึกได้อาบน้ำแบบญี่ปุ่นด้วย ในโรงแรมจะมีห้องชื่อ Godzilla room ตกแต่งด้วยตัวก็อตซิลล่าหมด เห็นว่ามีแค่ห้องเดียวเท่านั้น
ตอนบ่ายอิสระเป็นของเราแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องราเที่ยวของเรากับเพื่อนอีกคนจ้า ข้อมูลต่างๆก็ได้จาก เพื่อนๆพี่ๆ ในพันทิป ช่วยทำให้แผนการเดินทางเที่ยวของเราสมบูรณ์ ขอบคุณมากค่ะ ถ้าเขียนเสร็จแล้วจะมาต่ออีกทีจ้า