จากที่ผมสังเกตุรอบตัวมาทั้งน้องแฟนและน้องเพื่อนรวมถึงตัวของผมเองในสมัยก่อน ซึ่งมันก็ดูไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากนักแต่สังคมยุคปัจจุบันต้องขอยอมรับเลยว่าการเรียนรู้ด้วยตนเองก็สำคัญ ผมก็ขอนำมาพิมพ์ไว้เป็นแนวความคิดของผมที่มองต่อสังคมสมัยนี้ดังนี้ครับ การที่ครอบครัวของเด็กสมัยนี้ไม่ยอมปล่อยให้ออกไปไหนเลย มันมีทั้งข้อดีและข้อเสียในมุมมองของตัวผมเองนะครับว่า
ข้อดี
1.ลูกของพวกคุณแน่นอนว่าได้รับความปลอดภัยเพราะเค้าไม่เคยรอดพ้นสายตาคุณเลย
2.เค้าจะกลายเป็นคนติดครอบครัว ขาดคุณไม่ได้
3.เค้าจะไม่เพลิดเพลินไปกับสิ่งแปลกใหม่รอบกาย
4.เค้าจะเก็บตัวอยู่แต่กับบ้านไม่สังสรรค์
ข้อเสียก็มีอยู่มากคือ
1.เค้าจะกลายเป็นเด็กที่แอบมีความเครียดอยู่ภายใน
2.พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ไม่เข้าสังคม ต้องยอมรับเลยว่าสังคมสมัยนี้รวดเร็วมากการมีเพื่อนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างนึงสำหรับพวกเขา
3.พวกเขาจะทำทุกอย่างเมื่อมีโอกาส
4.เขาจะไม่ได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในชีวิตประจำวันว่าควรทำตัวอย่างไร
5.เขาจะไม่ทันคน เพราะไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตภายในสังคมมากพอ
6.เขาจะกลายเป็นเด็กเก็บกด และโกหกคุณมากขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการให้เขามีความสุข
7.เด็กเหล่านี้เมื่ออยู่นอกบ้านและในบ้านจะเป็นคนละคนกัน อยู่นอกบ้านจะรู้สึกว่ามีความสุขกว่าอยู่ในบ้านเพราะไม่เคยได้สัมผัสชีวิตข้างนอกด้วยตนเอง
ข้อดีและข้อเสียที่ผมสังเกตุได้ก็มีประมาณนี้นะครับ แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะผมก็ไม่เคยเป็นพ่อคนแม่คนความรู้สึกของเราต่างกัน แต่ผมแค่อยากจะบอกหรือพูดอะไรในมุมมองของผมต่อผู้ปกครองที่ไม่ยอมปล่อยลูกออกไปไหนว่า ปล่อยเขาไปเถอะครับให้เขาได้เรียนรู้ให้เขาได้ใช้ชีวิต ลองคิดภาพว่าถ้าหากมีคนมาตั้งกรอบให้คุณเดินตั้งแต่เล็กจนโต ความเป็นตัวของตัวเองของเด็กจะหายไปไหนครับ สังเกตุกันบ้างรึปล่าวว่าทุกวันนี้ลูกคุณมีความสุขพอมั้ยที่เขาต้องอยู่ภายใต้กรอบของคุณทุกอย่าง พวกเขายังต้องโตอีกเยอะครับและวันนึงเข้าจะเป็นผู้ใหญ่เหมือนกันกับพวกคุณ ผมอยากแนะนำว่า ปล่อยได้ให้ปล่อยเถอะครับ ก่อนที่คุณจะเสียผู้ใหญ่ในอนาคตไปอีกคน ตัวของผมเองเมื่อก่อนเป็นเด็กคนนึงที่แม่ไม่ยอมปล่อยออกไปไหนจนอายุ18 เริ่มเข้ามหาลัย ผมทำอะไรเองไม่เป็นเลยครับ เพราะมีพ่อแม่ทำให้ตลอดไม่ปล่อยให้ผมเติบโตและเรียนรู้เอาเอง หอก็ไม่ยอมให้ผมอยู่อาสาไปรับไปส่งระหว่างบ้านกับมหาลัยทุกวัน จนผมต้องเปิดใจคุยกับพ่อและแม่จนมีวันนี้ครับ วันที่ผมเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยตนเอง ผมก็มีกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้านบ้างครับ ทำอะไรก็ยังคอยบอกอยู่บ้าง ยังไงก็รู้ว่าท่านเป็นห่วง ผมก็อยากจะให้ลองเปิดใจคุยกันดูนะครับว่าเราควรจัดการอนาคตของเด็กคนนึงยังไง มันไม่สายหรอกครับว่าคุณจะเริ่มเมื่อไหร่มันอยู่ที่คุณจะเข้าใจพวกเขาแค่ไหนมากกว่า ปล.วิธีของผมแรกเริ่มคือจะตกลงกับพ่อและแม่ว่าวันไหนบ้างที่ผมจะไปเที่ยวกับเพื่อนเขาจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงมากเกินไป ลองเอาไปใช้ดูครับยังไงก็เอาใจเขามาใส่ใจเราดีที่สุด สุดท้ายผมอยากจะบอกพ่อกับแม่ว่า ผมอยู่ได้แล้วนะ ไม่ต้องห่วง
ผมอยากให้พ่อกับแม่รู้..
ข้อดี
1.ลูกของพวกคุณแน่นอนว่าได้รับความปลอดภัยเพราะเค้าไม่เคยรอดพ้นสายตาคุณเลย
2.เค้าจะกลายเป็นคนติดครอบครัว ขาดคุณไม่ได้
3.เค้าจะไม่เพลิดเพลินไปกับสิ่งแปลกใหม่รอบกาย
4.เค้าจะเก็บตัวอยู่แต่กับบ้านไม่สังสรรค์
ข้อเสียก็มีอยู่มากคือ
1.เค้าจะกลายเป็นเด็กที่แอบมีความเครียดอยู่ภายใน
2.พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ไม่เข้าสังคม ต้องยอมรับเลยว่าสังคมสมัยนี้รวดเร็วมากการมีเพื่อนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างนึงสำหรับพวกเขา
3.พวกเขาจะทำทุกอย่างเมื่อมีโอกาส
4.เขาจะไม่ได้รับประสบการณ์การใช้ชีวิตในชีวิตประจำวันว่าควรทำตัวอย่างไร
5.เขาจะไม่ทันคน เพราะไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตภายในสังคมมากพอ
6.เขาจะกลายเป็นเด็กเก็บกด และโกหกคุณมากขึ้นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการให้เขามีความสุข
7.เด็กเหล่านี้เมื่ออยู่นอกบ้านและในบ้านจะเป็นคนละคนกัน อยู่นอกบ้านจะรู้สึกว่ามีความสุขกว่าอยู่ในบ้านเพราะไม่เคยได้สัมผัสชีวิตข้างนอกด้วยตนเอง
ข้อดีและข้อเสียที่ผมสังเกตุได้ก็มีประมาณนี้นะครับ แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะผมก็ไม่เคยเป็นพ่อคนแม่คนความรู้สึกของเราต่างกัน แต่ผมแค่อยากจะบอกหรือพูดอะไรในมุมมองของผมต่อผู้ปกครองที่ไม่ยอมปล่อยลูกออกไปไหนว่า ปล่อยเขาไปเถอะครับให้เขาได้เรียนรู้ให้เขาได้ใช้ชีวิต ลองคิดภาพว่าถ้าหากมีคนมาตั้งกรอบให้คุณเดินตั้งแต่เล็กจนโต ความเป็นตัวของตัวเองของเด็กจะหายไปไหนครับ สังเกตุกันบ้างรึปล่าวว่าทุกวันนี้ลูกคุณมีความสุขพอมั้ยที่เขาต้องอยู่ภายใต้กรอบของคุณทุกอย่าง พวกเขายังต้องโตอีกเยอะครับและวันนึงเข้าจะเป็นผู้ใหญ่เหมือนกันกับพวกคุณ ผมอยากแนะนำว่า ปล่อยได้ให้ปล่อยเถอะครับ ก่อนที่คุณจะเสียผู้ใหญ่ในอนาคตไปอีกคน ตัวของผมเองเมื่อก่อนเป็นเด็กคนนึงที่แม่ไม่ยอมปล่อยออกไปไหนจนอายุ18 เริ่มเข้ามหาลัย ผมทำอะไรเองไม่เป็นเลยครับ เพราะมีพ่อแม่ทำให้ตลอดไม่ปล่อยให้ผมเติบโตและเรียนรู้เอาเอง หอก็ไม่ยอมให้ผมอยู่อาสาไปรับไปส่งระหว่างบ้านกับมหาลัยทุกวัน จนผมต้องเปิดใจคุยกับพ่อและแม่จนมีวันนี้ครับ วันที่ผมเรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยตนเอง ผมก็มีกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้านบ้างครับ ทำอะไรก็ยังคอยบอกอยู่บ้าง ยังไงก็รู้ว่าท่านเป็นห่วง ผมก็อยากจะให้ลองเปิดใจคุยกันดูนะครับว่าเราควรจัดการอนาคตของเด็กคนนึงยังไง มันไม่สายหรอกครับว่าคุณจะเริ่มเมื่อไหร่มันอยู่ที่คุณจะเข้าใจพวกเขาแค่ไหนมากกว่า ปล.วิธีของผมแรกเริ่มคือจะตกลงกับพ่อและแม่ว่าวันไหนบ้างที่ผมจะไปเที่ยวกับเพื่อนเขาจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงมากเกินไป ลองเอาไปใช้ดูครับยังไงก็เอาใจเขามาใส่ใจเราดีที่สุด สุดท้ายผมอยากจะบอกพ่อกับแม่ว่า ผมอยู่ได้แล้วนะ ไม่ต้องห่วง