สายการบินพรีเมี่ยมมีหนาว...."ไทยแอร์เอเชีย" เปิดแผนลงทุนปี"59 จ่อบินอินเดีย-อินโดจีน/เพิ่มความถี่เมืองรองในประเทศ

กระทู้สนทนา


"ไทย แอร์เอเชีย" กางแผนปี"59 เผยได้ฤกษ์บุกตลาด "อินเดีย-อินโดจีน" ขณะที่ตลาดในประเทศพร้อมเพิ่มความถี่เที่ยวบินเมืองรองที่มีศักยภาพสูง-เปิด เส้นทางบินข้ามภูมิภาค ตั้งเป้าเพิ่มผู้โดยสารรวม 16.5 ล้านคน พร้อมเร่งเสริมความแกร่งฮับบิน "อู่ตะเภา-กระบี่" คาดอีก 10 ปีข้างหน้ามาร์เก็ตแชร์โลว์คอสต์จะอยู่ที่ระดับ 60-65% ใกล้เคียงกับฝั่งยุโรป

นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย แอร์เอเชีย เปิดเผยถึงแผนธุรกิจปี 2559 ว่า ไทย แอร์เอเชียเตรียมรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ320 เพิ่มอีก 5 ลำ ทำให้ในปีหน้าไทย แอร์เอเชียจะมีฝูงบินทั้งหมด 50 ลำ รองรับแผนการเปิดเส้นทางบินใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเส้นทางบินต่างประเทศนั้น ไทย แอร์เอเชียเตรียมบินไปประเทศอินเดีย 2-3 เมือง อาทิ เมืองกัลกัตตา ซึ่งเป็นเมืองที่เคยเปิดเส้นทางบินมาแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ และเมืองใหม่ ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอินเดีย และออสเตรเลียที่นิยมไปเที่ยวอินเดีย รวมถึงเส้นทางบินใหม่ไปประเทศจีนกับเมืองในกลุ่มประเทศอินโดจีน อาทิ สปป.ลาว และเวียดนาม โดยเล็งบินเข้าเมืองดานัง เพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในสิ้นปี 2558 นี้

ส่วนเมืองในเมียนมา เมืองที่สนใจเปิดเส้นทางบินคือพุกาม (บากัน) ซึ่งปัจจุบันสนามบินบากันมีความพร้อม แต่ไม่มีผู้บริหารลานจอดเพื่อรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ

นอกเหนือ จากแผนเปิดเส้นทางบินใหม่ในต่างประเทศแล้ว ไทย แอร์เอเชียยังจะให้น้ำหนักกับตลาดในประเทศด้วย โดยในปี 2559 นี้จะหันมาโฟกัสการเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางบินเมืองรองใหม่ ๆ ที่เป็นเมืองที่มีศักยภาพในภาคเหนือและอีสาน เช่น น่าน เลย ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และนครพนม ส่วนจุดหมายใหม่ในภาคอื่น ๆ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรอกรมท่าอากาศยานขยายสนามบินแม่สอด จังหวัดตาก และสนามบินเบตง จังหวัดยะลา

ขณะเดียวกันนโยบายหลักอีกส่วนหนึ่ง สำหรับปี 2559 คือ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (โหลดแฟกเตอร์) ในแต่ละเส้นทางให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ให้มีสัดส่วนที่มากขึ้น

"คาดว่าปีหน้าไทย แอร์เอเชียจะมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มเป็น 16.5 ล้านคน เติบโตจากฐาน 14.5 ล้านคนในปีนี้ มีโหลดแฟกเตอร์ประมาณ 83% ใกล้เคียงกับปีนี้ โดยจะยังคงเน้นปั้นให้ฮับการบินที่สนามบินอู่ตะเภาและกระบี่ให้แข็งแรงกว่า ที่เป็นอยู่ก่อนที่จะเพิ่มฮับการบินแห่งที่ 6 ในอนาคต" นายธรรศพลฐ์กล่าวและว่า

สำหรับกระบี่ ไทย แอร์เอเชียได้วางกลยุทธ์ให้เป็นอีกหนึ่งฮับบินในภาคใต้ มีเครื่องบินประจำการ 1 ลำ โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

ปัจจุบันให้บริการเส้นทางบิน จากกระบี่ไปกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) 8 เที่ยวบินต่อวัน, เชียงใหม่ 2 เที่ยวบินต่อวัน, ไปกว่างโจว (จีน) และสิงคโปร์ 1 เที่ยวบินต่อวัน และกัวลาลัมเปอร์ (แอร์เอเชีย มาเลเซีย) 3 เที่ยวบินต่อวัน และเห็นศักยภาพของกระบี่ซึ่งพร้อมเติบโตได้ไกลกว่านี้แน่นอน เพราะทางจังหวัดกำหนดตำแหน่งทางการตลาด (โพซิชันนิ่ง) ที่ชัดเจน ว่าเน้นจับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มครอบครัว

นอกจากนี้ ในปี 2559 ไทย แอร์เอเชียยังมีแผนเปิดเส้นทางบินข้ามภูมิภาค กระบี่-อุดรธานี ในช่วงไตรมาส 2 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากภาคอีสาน นอกจากนี้ ยังสนใจเปิดเส้นทางบินตรงจากกระบี่ไปฮ่องกง และมาเก๊าด้วย แต่ต้องรอดูตารางบินที่เหมาะสม ทั้งนี้ คาดว่าในปีหน้าไทย แอร์เอเชียจะมีจำนวนผู้โดยสารในฮับบินกระบี่เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านคน

"ยอมรับว่าเหตุผลที่เราเปิดฮับบินกระบี่ เพราะฮับบินที่ภูเก็ตเต็มแล้ว ในทางการบิน กระบี่จึงถือเป็นสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) บินลงกระบี่แทนภูเก็ตจำนวนมาก เป็นแบบนี้มา 1-2 ปีแล้ว ปัจจุบันสนามบินกระบี่ซึ่งมีขีดความสามารถในการรองรับ 3 ล้านคนต่อปี เริ่มหนาแน่น ใกล้เต็มความจุอยู่ที่ประมาณ 85% แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะออกแบบสนามบินผิดตั้งแต่แรกในเชิงการใช้งาน ทำให้เต็มขีดความสามารถเร็ว"

และทางกรมท่าอากาศยาน ได้รับอนุมัติงบประมาณ 4,800 ล้านบาทสำหรับเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบัน 3 ล้านคน เป็น 8 ล้านคน โดยจะเริ่มใช้งบฯในปี 2560 นี้ และหวังว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพอดีหรือก่อนโครงการท่าเรือน้ำลึกที่คลองม่วง จังหวัดกระบี่ เพราะนักท่องเที่ยวที่ลงเรือ สามารถเดินทางเชื่อมต่อโดยเครื่องบินไปยังจุดหมายอื่น ๆ ได้เลย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทย แอร์เอเชีย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เทรนด์การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในประเทศไทยช่วง 10 ปีนับจากนี้ จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 2-3% ส่งผลให้มาร์เก็ตแชร์ตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในไทยเพิ่มขึ้นจาก 43% ในปีนี้ เป็น 46% ในปีหน้า

และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าน่าจะอยู่ที่ระดับ 60-65% ใกล้เคียงกับภูมิภาคยุโรปที่สายการบินโลว์คอสต์ครองส่วนแบ่งถึงราว 70-75% ขณะที่สายการบินพรีเมี่ยมครองสัดส่วนเพียง 25% เท่านั้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่