รีวิว จาก ขุนสถาน ผ่าน ดอยวาว ถึง ฟินจาเบาะ
วันนี้จะมาแชร์ประสบการณืท่องเที่ยวของผมและเพื่อนๆ ซึ่งเป็นทริปประจำปีของพวกเรา ที่จริงไปมา ปีนึงละคับ แค่ไม่ได้ลง
วันนี้ก็เลยเด๋วทำให้เพื่อนๆได้อ่านกันหน่อยซิ

อย่างที่บอกไปข้างต้นคับ เราเที่ยวกันเป็นแก๊งใหญ่ๆทุกปีๆละ1ครั้งนั่นคือเดือนพฤศจิกายน
และครั้งนี้เราได้เสนอกันว่าไปไหนกันดีหว่า ซึ่งตัวผมเองจะเป็นคนคิดทริปแล้วให้เพื่อนโหวต
(แต่ที่จริงกูเลือกให้แล้วแหละ อยากรู้ว่าจะตรงกันไหม55) เอาเป็นว่าสรุปลงมติกันว่าจะไปน่าน แล้ว ไปนอนภูลังการีสอร์ท
การเดินทางของเรานั้นออกเดินทางวันที่ 21 - 23 พ.ย.57 โดยทำการแยกเป็น2กรุ๊ปครับ
เนื่องจากติดภาระหน้าที่การงานต่างๆนาๆก็ว่ากันไป จึงวางแผนคือกลุ่มแรกมีรถส่วนตัว2คันจะออกก่อนคือวันที่ 20 แล้วจะไปเจอ
กันที่ตัวเมืองน่านเช้าวันที่21 โดยกลุ่มที่สองจะออกเดินทางจากกรุงเทพโดยรถตู้ vip วันที่20 เวลาประมาน 4ทุ่ม
จะมาถึงตัวเมืองน่านก็เช้าพอดี สรุปกันได้เสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางได้คับ ตัวผมเองจะเป็นคนนำมาก่อนคือกลุ่มแรก โดยมีเพื่อนที่
ว่างงาน เอ้ยย ว่างตรงวันกันพอดีตามมาด้วยอีก6คน เพราะฉะนั้นกลุ่มแรกจะมี7คน ระหว่างทางแวะถ่ายรูปวนอุทยานแพะเมืองผีกันก่อน

ในคืนนี้เราตกลงกันจะไปนอนที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนสถานคับ

กว่าเราจะขับรถทอดตัวผ่านหุบเขาโค้งชันจนถึงจุดหมายก็เกือบเย็นละคับ มัวแต่ตื่นเต้นกับวิวระหว่างทาง และก็แวะช็อปปิ้ง
ผักสดของชาวบ้านเพื่อนำมาทำอาหารในเย็นนี้กัน

เราถามชาวบ้านว่าผักเนี่ยสดจิงป่าวอะ ชาวบ้านตอบกลับมา อ๋อๆ เพิ่งตะๆ 555
และแล้วเราก็ถึงที่พักของเราคับ บ้านหลังนี้ชื่อ "เงาไม้" เป็นหลังที่วิวแทบจะดีที่สุดแล้ว

นี่เป็นวิวหน้าบ้านพักนะคับ เปิดประตูมาเจอแบบนี้เลย บอกแล้วว่าหลังนี้วิวมันสวย

หลังจากตื่นเต้นกับอลังการความสวยงามกันไปช่วงหนึ่ง เราก็เริ่มประกอบอาหารกินกัน
โดยทริปนนี้เราโชคดีที่มีเชพมาด้วยคับเป็นเพื่อนผมเองคับ อาหารอร่อย สะอาดแน่นอน (ร้านเค้าชื่อเย็นสบายชายน้ำคับ แถวปากเกร็ดๆ
แอบโฆษณาให้นิดนึง555 ของเค้าดีจิงๆ) และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างนึงก็คือเราไม่เหนื่อยคับ ใช้เพื่อนทำได้

นี่แหละคับสองเชพของเรา โดยอาหารมื้อนี้เรากินกันง่ายๆคับ ไข่เจียว กระหล่ำปีน้ำปลา ไก่ทอด ต้มยำไก่
และยาแก้หนาวนี่ขาดไม่ได้เลยนะ กินกันอิ่มนอนหลับสบายคับคืนนี้ พร้อมลุยพรุ่งนี้กันต่อ

เราหลับกันด้วยอากาศไม่หนาวมาก 12 องศา สั่นเล็กน้อยเอง บ้านหลังนี้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวกรุ๊ปใหญ่ๆได้ถึง 15 คน เลยนะคับ
เอาละ ตื่นเช้ามา เราก็รีบออกไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยแม่จอกกัน

สมาชิกในกรุ๊ปแรกคับ หลังจากถ่ายรูปเสดแล้วเราก็กลับไปเตรียมตัวที่บ้านเงาไม้กัน และรีบออกเดินทางไปหาเพื่อนที่รออยู่ ตัวเมืองน่าน
(โดนโทรตามยิกๆ) กว่าเราจะถึงตัวเมืองน่านก็ประมาณ 11 โมง เราเลยแวะไหว้พระกัน

ตอนนี้สมาชิกครบละครับ ทริปนี้เรามากันทั้งหมด 15 คน ค่าทริปในครั้งนี้ ผู้ชาย2,000บาท ผู้หญิง 1,500 บาท เที่ยวสวยๆ สบายกระเป๋า
เราแวะไหว้พระธาตุเอาฤกษ์เอาชัย

หลังจากขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแล้ว พวกเรากำลังจะเดินทางกันต่อไปที่ดอยวาว สถานที่แห่งนี้ไม่มีเพื่อนคนไหนเคยมามาก่อน
เป็นครั้งแรกของทุกคน เราตื่นเต้นเนื่องจากทางขึ้นไปที่ดอยวาวนั้น ต้องใช้รถกระบะยกสูง เพราะฉนั้นรถตู้หมดสิทธิ์ขึ้น
ออกเดินทางกันมาได้สักพักนึงต้องแวะซื้อเสบียงที่ตลาดสดท่าวังผาพร้อมกับทานข้าวกันด้วยคับ
เมื่อตุนเสบียงกันเรียบร้อยแล้วเราก็ขับรถกันต่อไปที่ ดอยวาว หรือ หน่วยจัดการต้นน้ำน้ำคาง หรือ อุทยานแห่งชาตินันทบุรี หรือ
ดอยผาช้าง พวกเราต้องเปลี่ยนรถจากรถตู้มานั่งรถส่วนตัว2คัน โดยพี่คนขับรถตู้นั้นต้องลงไปนอนอนามัยก่อนถึงอุทยาน

เราถึงจุดหมายกันประมาณบ่ายๆ กำลังตื่นเต้นกับบรรยากาศของดอยนี้ มันสวยจังเลยอะ

ภาพทิวทัศน์บนดอยวาว

หลังจากนั้นเราจึงร่วมทำอาหารกัน มื้อนี้ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากคนเยอะแล้วคนแหลกก็แหลกเยอะล้วย

เราร่วมกันทำกับข้าวกินกัน โมเม้นนี้แoo่งไม่เจอตั้งแต่เข้าค่ายลูกเสือ55 และเราก็ได้แลกเปลี่ยนความคิด
กับเรื่องราวระหว่างทาง

ดาวที่ดอยวาวนั้นเยอะมากๆเลยคับประกอบกับวันที่เราไปนั้นท้องฟ้าโปร่งแดดแรงจัด จึงได้เห็นดาวกันอย่างเต็มที่ นอกจากจะมี
ดาวข้างบนฟ้าแล้ว ที่นี่ยังมีดาวดินอีด้วยนะคับ ที่เราเห็นนั้นก็คือตัวเมืองของท่าวังผา มองคล้ายเป็นดาวดินเลย

ที่นี่นั้นสวยงามคับกับอากาศที่หนาวจับใจจริงๆเรานอนกันที่สำนักงานของหน่วยจัดการต้นน้ำเค้าคับพี่หัวหน้าใจดี มีน้ำใจมากคับ
หลับกันด้วยความมาว เอ้ยย เหนื่อย จากการเดินทางมาทั้งวัน เราตื่นเช้ามาเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น และ ทะเลหมอกหน้าบ้านพักเลยคับ

ส่วนคนอื่นก็แยกย้ายไปทำข้าวต้มกันแล้วคับ

เมื่อทานอาหารเสร็จ เราก็เก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวเดินทางกันต่อ ก่อนกลับขอบันทึกความทรงจำกันก่อน

แก๊งสาวๆ

รูปรวมหมู่คณะ และเราอำลาที่นี่เพื่อ จุดหมายในวันนี้ของเราคือ ดอยภูคา และวกกลับไปนอนที่ภูลังการีสอร์ท
ขับรถออกจากดอยวาว รวม 9 โมงกว่ามุ่งหน้าสู่ ดอยภูคาคับ โดยระหว่างทางนั้นเราจะได้ยินเสียงคนในรถ
เปล่งเสียงออกมาตลอดเป็นระยะว่า หูยยย ๆๆๆ (ไอนี่ก็หูยจังเละ เราขับรถก็ยิ่งอยากดูอยู่555)สองข้างทางนั้นสวยคับเป็นวิวเปิดโล่ง
บางช่วงนั้นจะเห็นถนนข้างหน้าลอยลิบขึ้นไปบนเขา (ที่จริงมีเส้นทางที่สวยกว่านี้อีกจะบอกให้ ไปติดตามในรีวิว ภูเข้ ของเราได้คับ)

ขับรถมาได้สัก 1 มึน เราก็ถึงกันละคับ

ระหว่างทางยอมรับว่าสวยมากคับ

หลังจากนั้นเสียงท้องก็เริ่มร้องบอกเวลาว่าต้องหาอะไรกระแทกปากซะละ เราขับรถลงมาตรงใกล้ๆตลาดท่าวังผา
แวะร้านอาหาร กินกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา หิวกันมาจากไหนหวะ55 หลังจากกินกันเสร็จก็ออกเดินทางสู่ ภูลังการีสอร์ท
โดยโทรไปจองล่วงหน้าไว้นานแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราอยากมาที่นี่ไม่ใช่บ้านพักที่บรรยากาศจะดีมากอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเรา
อยากจะขึ้นไปบนยอด
"ฟินจาเบาะ หรือ แท่นเทวดา" เราขับรถกันอย่างทรหดมากๆ ล้าไปทั้งตัวเนื่องจากถนนที่โค้งไปโค้งมา
ทำให้เรามาถึง ภูลังการีสอร์ท กันราว 1 ทุ่มกว่า มองวิวอะไรไม่เห็นแล้ว ก็นอนเล่นไพ่ กินยาแก้หนาว พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ในวันรุ่งขึ้นเราต้องออกไปขึ้นรถที่ทางรีสอร์ทจัดไว้ให้ตอนตี 4 คับ จึงรีบแยกย้ายเข้านอนกลัวตื่นไม่ไหว ราวๆตี3ครึ่งเสียงนาฬิกาปลุกเริ่มดังระงม
ขึ้นแล้ว แต่เสียงคนยังเหมือนเดิมคับ โครกครากๆ มันกรนกันจนเห็นแล้วแบบสงสารคออะ555 ทั้งถีบทั้งดึงจนทุกคนพร้อมแล้วในตอนนี้

พร้อมแว้วว เราเหมารถไป 2 คัน ทางไปนั้นต้องเป็น 4x4 เท่านั้นนะคับ รถจะจอดถึงจุดเดินเท้าแล้วเราต้องเดินต่อไปอีก 800 เมตร
หลังจากนั้นเราก็เดินกันในความมืดคับ ต้องเตรียมไฟฉายไปเองนะ เสียงบ่นระงม แว่วๆ ตลอดทาง ตูบอกว่าตูไม่เดินๆมันก็พามาอะไรไม่รู้ 55
บ่นกันใหญ่เชียว

แต่เดินนิดเดิยวเองคับก็จะพบกับภาพที่เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนสิ่งที่เราเหนื่อย ให้กลายเป็นแรงหยิบกล้องเพื่อบันทึกเรื่องราว
และความทรงจำอันแสนวิเศษนี้

มันเหมือนสวรรค์ แต่อีกมุมนึงก็เหมือนเมืองของฮอบบิท55
เรายืนอึ้งกับความสวยงามกันอย่างตื่นเต้น เสียงบ่นที่บอกว่าพามาอะไรวะเนี่ย เริ่มเปลี่ยนเป็นคำว่าขอบใจเพื่อน

บางทีความรู้สึก ณ ตอนนั้น มันไม่สามารถแบ่งปันออกมาให้คนอื่นสามารถรับรู้ได้จริงๆ

ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เรามาอยู่บนยอดนี้กันนานพอสมควรจึงถ่ายรูปรวมซะหน่อยซิ

หลังจากนั้นเราก็ทยอยกันเดินลงกันอย่างช้าๆเนื่องจากแดดออกทำให้มีน้ำค้างเต็มพื้นไปหมด ลื่นมาก

ทางที่เราเดินมาเมื่อเช้า เมื่อหันกลับไปมองก็สวยมากเช่นกัน

เราลงไปกินข้าวเช้าที่รีสอร์ทและเดินทางกลับกรุงเทพกันอย่างมีความสุข
"มีคนสอนผมเสมอว่าจุดหมายนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่รายละเอียดระหว่างการเดินทางก็งดงามไม่แพ้กันหรอก"
ฝากติดตามเพจเรากันด้วยนะค้าบ
https://m.facebook.com/Touch-Your-Life-1114852641859980/
[CR] รีวิว จาก ขุนสถาน ผ่าน ดอยวาว ถึง ฟินจาเบาะ
วันนี้จะมาแชร์ประสบการณืท่องเที่ยวของผมและเพื่อนๆ ซึ่งเป็นทริปประจำปีของพวกเรา ที่จริงไปมา ปีนึงละคับ แค่ไม่ได้ลง
วันนี้ก็เลยเด๋วทำให้เพื่อนๆได้อ่านกันหน่อยซิ
อย่างที่บอกไปข้างต้นคับ เราเที่ยวกันเป็นแก๊งใหญ่ๆทุกปีๆละ1ครั้งนั่นคือเดือนพฤศจิกายน
และครั้งนี้เราได้เสนอกันว่าไปไหนกันดีหว่า ซึ่งตัวผมเองจะเป็นคนคิดทริปแล้วให้เพื่อนโหวต
(แต่ที่จริงกูเลือกให้แล้วแหละ อยากรู้ว่าจะตรงกันไหม55) เอาเป็นว่าสรุปลงมติกันว่าจะไปน่าน แล้ว ไปนอนภูลังการีสอร์ท
การเดินทางของเรานั้นออกเดินทางวันที่ 21 - 23 พ.ย.57 โดยทำการแยกเป็น2กรุ๊ปครับ
เนื่องจากติดภาระหน้าที่การงานต่างๆนาๆก็ว่ากันไป จึงวางแผนคือกลุ่มแรกมีรถส่วนตัว2คันจะออกก่อนคือวันที่ 20 แล้วจะไปเจอ
กันที่ตัวเมืองน่านเช้าวันที่21 โดยกลุ่มที่สองจะออกเดินทางจากกรุงเทพโดยรถตู้ vip วันที่20 เวลาประมาน 4ทุ่ม
จะมาถึงตัวเมืองน่านก็เช้าพอดี สรุปกันได้เสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางได้คับ ตัวผมเองจะเป็นคนนำมาก่อนคือกลุ่มแรก โดยมีเพื่อนที่
ว่างงาน เอ้ยย ว่างตรงวันกันพอดีตามมาด้วยอีก6คน เพราะฉะนั้นกลุ่มแรกจะมี7คน ระหว่างทางแวะถ่ายรูปวนอุทยานแพะเมืองผีกันก่อน
ในคืนนี้เราตกลงกันจะไปนอนที่หน่วยจัดการต้นน้ำขุนสถานคับ
กว่าเราจะขับรถทอดตัวผ่านหุบเขาโค้งชันจนถึงจุดหมายก็เกือบเย็นละคับ มัวแต่ตื่นเต้นกับวิวระหว่างทาง และก็แวะช็อปปิ้ง
ผักสดของชาวบ้านเพื่อนำมาทำอาหารในเย็นนี้กัน
เราถามชาวบ้านว่าผักเนี่ยสดจิงป่าวอะ ชาวบ้านตอบกลับมา อ๋อๆ เพิ่งตะๆ 555
และแล้วเราก็ถึงที่พักของเราคับ บ้านหลังนี้ชื่อ "เงาไม้" เป็นหลังที่วิวแทบจะดีที่สุดแล้ว
นี่เป็นวิวหน้าบ้านพักนะคับ เปิดประตูมาเจอแบบนี้เลย บอกแล้วว่าหลังนี้วิวมันสวย
หลังจากตื่นเต้นกับอลังการความสวยงามกันไปช่วงหนึ่ง เราก็เริ่มประกอบอาหารกินกัน
โดยทริปนนี้เราโชคดีที่มีเชพมาด้วยคับเป็นเพื่อนผมเองคับ อาหารอร่อย สะอาดแน่นอน (ร้านเค้าชื่อเย็นสบายชายน้ำคับ แถวปากเกร็ดๆ
แอบโฆษณาให้นิดนึง555 ของเค้าดีจิงๆ) และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างนึงก็คือเราไม่เหนื่อยคับ ใช้เพื่อนทำได้
นี่แหละคับสองเชพของเรา โดยอาหารมื้อนี้เรากินกันง่ายๆคับ ไข่เจียว กระหล่ำปีน้ำปลา ไก่ทอด ต้มยำไก่
และยาแก้หนาวนี่ขาดไม่ได้เลยนะ กินกันอิ่มนอนหลับสบายคับคืนนี้ พร้อมลุยพรุ่งนี้กันต่อ
เราหลับกันด้วยอากาศไม่หนาวมาก 12 องศา สั่นเล็กน้อยเอง บ้านหลังนี้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวกรุ๊ปใหญ่ๆได้ถึง 15 คน เลยนะคับ
เอาละ ตื่นเช้ามา เราก็รีบออกไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยแม่จอกกัน
สมาชิกในกรุ๊ปแรกคับ หลังจากถ่ายรูปเสดแล้วเราก็กลับไปเตรียมตัวที่บ้านเงาไม้กัน และรีบออกเดินทางไปหาเพื่อนที่รออยู่ ตัวเมืองน่าน
(โดนโทรตามยิกๆ) กว่าเราจะถึงตัวเมืองน่านก็ประมาณ 11 โมง เราเลยแวะไหว้พระกัน
ตอนนี้สมาชิกครบละครับ ทริปนี้เรามากันทั้งหมด 15 คน ค่าทริปในครั้งนี้ ผู้ชาย2,000บาท ผู้หญิง 1,500 บาท เที่ยวสวยๆ สบายกระเป๋า
เราแวะไหว้พระธาตุเอาฤกษ์เอาชัย
หลังจากขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายแล้ว พวกเรากำลังจะเดินทางกันต่อไปที่ดอยวาว สถานที่แห่งนี้ไม่มีเพื่อนคนไหนเคยมามาก่อน
เป็นครั้งแรกของทุกคน เราตื่นเต้นเนื่องจากทางขึ้นไปที่ดอยวาวนั้น ต้องใช้รถกระบะยกสูง เพราะฉนั้นรถตู้หมดสิทธิ์ขึ้น
ออกเดินทางกันมาได้สักพักนึงต้องแวะซื้อเสบียงที่ตลาดสดท่าวังผาพร้อมกับทานข้าวกันด้วยคับ
เมื่อตุนเสบียงกันเรียบร้อยแล้วเราก็ขับรถกันต่อไปที่ ดอยวาว หรือ หน่วยจัดการต้นน้ำน้ำคาง หรือ อุทยานแห่งชาตินันทบุรี หรือ
ดอยผาช้าง พวกเราต้องเปลี่ยนรถจากรถตู้มานั่งรถส่วนตัว2คัน โดยพี่คนขับรถตู้นั้นต้องลงไปนอนอนามัยก่อนถึงอุทยาน
เราถึงจุดหมายกันประมาณบ่ายๆ กำลังตื่นเต้นกับบรรยากาศของดอยนี้ มันสวยจังเลยอะ
ภาพทิวทัศน์บนดอยวาว
หลังจากนั้นเราจึงร่วมทำอาหารกัน มื้อนี้ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากคนเยอะแล้วคนแหลกก็แหลกเยอะล้วย
เราร่วมกันทำกับข้าวกินกัน โมเม้นนี้แoo่งไม่เจอตั้งแต่เข้าค่ายลูกเสือ55 และเราก็ได้แลกเปลี่ยนความคิด
กับเรื่องราวระหว่างทาง
ดาวที่ดอยวาวนั้นเยอะมากๆเลยคับประกอบกับวันที่เราไปนั้นท้องฟ้าโปร่งแดดแรงจัด จึงได้เห็นดาวกันอย่างเต็มที่ นอกจากจะมี
ดาวข้างบนฟ้าแล้ว ที่นี่ยังมีดาวดินอีด้วยนะคับ ที่เราเห็นนั้นก็คือตัวเมืองของท่าวังผา มองคล้ายเป็นดาวดินเลย
ที่นี่นั้นสวยงามคับกับอากาศที่หนาวจับใจจริงๆเรานอนกันที่สำนักงานของหน่วยจัดการต้นน้ำเค้าคับพี่หัวหน้าใจดี มีน้ำใจมากคับ
หลับกันด้วยความมาว เอ้ยย เหนื่อย จากการเดินทางมาทั้งวัน เราตื่นเช้ามาเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น และ ทะเลหมอกหน้าบ้านพักเลยคับ
ส่วนคนอื่นก็แยกย้ายไปทำข้าวต้มกันแล้วคับ
เมื่อทานอาหารเสร็จ เราก็เก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวเดินทางกันต่อ ก่อนกลับขอบันทึกความทรงจำกันก่อน
แก๊งสาวๆ
รูปรวมหมู่คณะ และเราอำลาที่นี่เพื่อ จุดหมายในวันนี้ของเราคือ ดอยภูคา และวกกลับไปนอนที่ภูลังการีสอร์ท
ขับรถออกจากดอยวาว รวม 9 โมงกว่ามุ่งหน้าสู่ ดอยภูคาคับ โดยระหว่างทางนั้นเราจะได้ยินเสียงคนในรถ
เปล่งเสียงออกมาตลอดเป็นระยะว่า หูยยย ๆๆๆ (ไอนี่ก็หูยจังเละ เราขับรถก็ยิ่งอยากดูอยู่555)สองข้างทางนั้นสวยคับเป็นวิวเปิดโล่ง
บางช่วงนั้นจะเห็นถนนข้างหน้าลอยลิบขึ้นไปบนเขา (ที่จริงมีเส้นทางที่สวยกว่านี้อีกจะบอกให้ ไปติดตามในรีวิว ภูเข้ ของเราได้คับ)
ขับรถมาได้สัก 1 มึน เราก็ถึงกันละคับ
ระหว่างทางยอมรับว่าสวยมากคับ
หลังจากนั้นเสียงท้องก็เริ่มร้องบอกเวลาว่าต้องหาอะไรกระแทกปากซะละ เราขับรถลงมาตรงใกล้ๆตลาดท่าวังผา
แวะร้านอาหาร กินกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา หิวกันมาจากไหนหวะ55 หลังจากกินกันเสร็จก็ออกเดินทางสู่ ภูลังการีสอร์ท
โดยโทรไปจองล่วงหน้าไว้นานแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราอยากมาที่นี่ไม่ใช่บ้านพักที่บรรยากาศจะดีมากอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเรา
อยากจะขึ้นไปบนยอด "ฟินจาเบาะ หรือ แท่นเทวดา" เราขับรถกันอย่างทรหดมากๆ ล้าไปทั้งตัวเนื่องจากถนนที่โค้งไปโค้งมา
ทำให้เรามาถึง ภูลังการีสอร์ท กันราว 1 ทุ่มกว่า มองวิวอะไรไม่เห็นแล้ว ก็นอนเล่นไพ่ กินยาแก้หนาว พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ในวันรุ่งขึ้นเราต้องออกไปขึ้นรถที่ทางรีสอร์ทจัดไว้ให้ตอนตี 4 คับ จึงรีบแยกย้ายเข้านอนกลัวตื่นไม่ไหว ราวๆตี3ครึ่งเสียงนาฬิกาปลุกเริ่มดังระงม
ขึ้นแล้ว แต่เสียงคนยังเหมือนเดิมคับ โครกครากๆ มันกรนกันจนเห็นแล้วแบบสงสารคออะ555 ทั้งถีบทั้งดึงจนทุกคนพร้อมแล้วในตอนนี้
พร้อมแว้วว เราเหมารถไป 2 คัน ทางไปนั้นต้องเป็น 4x4 เท่านั้นนะคับ รถจะจอดถึงจุดเดินเท้าแล้วเราต้องเดินต่อไปอีก 800 เมตร
หลังจากนั้นเราก็เดินกันในความมืดคับ ต้องเตรียมไฟฉายไปเองนะ เสียงบ่นระงม แว่วๆ ตลอดทาง ตูบอกว่าตูไม่เดินๆมันก็พามาอะไรไม่รู้ 55
บ่นกันใหญ่เชียว
แต่เดินนิดเดิยวเองคับก็จะพบกับภาพที่เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนสิ่งที่เราเหนื่อย ให้กลายเป็นแรงหยิบกล้องเพื่อบันทึกเรื่องราว
และความทรงจำอันแสนวิเศษนี้
มันเหมือนสวรรค์ แต่อีกมุมนึงก็เหมือนเมืองของฮอบบิท55
เรายืนอึ้งกับความสวยงามกันอย่างตื่นเต้น เสียงบ่นที่บอกว่าพามาอะไรวะเนี่ย เริ่มเปลี่ยนเป็นคำว่าขอบใจเพื่อน
บางทีความรู้สึก ณ ตอนนั้น มันไม่สามารถแบ่งปันออกมาให้คนอื่นสามารถรับรู้ได้จริงๆ
ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เรามาอยู่บนยอดนี้กันนานพอสมควรจึงถ่ายรูปรวมซะหน่อยซิ
หลังจากนั้นเราก็ทยอยกันเดินลงกันอย่างช้าๆเนื่องจากแดดออกทำให้มีน้ำค้างเต็มพื้นไปหมด ลื่นมาก
ทางที่เราเดินมาเมื่อเช้า เมื่อหันกลับไปมองก็สวยมากเช่นกัน
เราลงไปกินข้าวเช้าที่รีสอร์ทและเดินทางกลับกรุงเทพกันอย่างมีความสุข
"มีคนสอนผมเสมอว่าจุดหมายนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่รายละเอียดระหว่างการเดินทางก็งดงามไม่แพ้กันหรอก"
ฝากติดตามเพจเรากันด้วยนะค้าบ https://m.facebook.com/Touch-Your-Life-1114852641859980/