MAD II

กระทู้สนทนา
เป็นอีกคืนที่ฟ้าเผยให้เห็นหมู่ดาวหลากหลายความคมชัด แสงสีเขียวและเหลีองนวลทำหน้าที่แทนหมู่ดาวล่องลอยอยู่เหนืออ่าวไทย แสงสะท้อนบนผิวน้ำนำพาจิตวิญญาณของผมดำดิ่งสู่ส่วนที่ลึกที่สุด ภายในนั้นคือพื้นที่ขนาดใหญ่ หญ้าสีเขียวขึ้นดกครึ้มโดยรอบ กลิ่นของดินให้ความรู้สึกสดชื่น เพียงแต่ตัวผมถูกขังอยู่ในกรงที่ทำขึ้นจากกระจก ใครบางคนขังผมไว้แล้วจากไปหรือตัวผมเองที่ขังตัวเองไว้แล้วเข้าสู่โหมดออโต้ไพลอต แสงจากไฟริมทางส่องให้เห็นจุดพักรถ พื้นที่แบ่งออกเป็นช่อง พอให้จอดรถได้ราว 7 คัน ช่องซ้ายสุดผมเลือกจอดตรงนั้น

       ดัทสันสีแดงและผมหันหน้ามองไปยังทะเลด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

       ลมหายใจเฮือกใหญ่นำสติผมกลับมา ผมเปลือยกายตัวเองจนเหลือเพียงกางเกงขาสั้น ก้าวลงจากรถ มุ่งตรงไปยังหาดทราย เสียงหัวใจเต้นถี่ขึ้นเกิดสัญญาณกระตุ้นไปทั่วร่างกาย เอนกายลงบนผืนทราย หลับตาลง ปล่อยให้ทุกๆประสาทสัมผัสซึมซับความว่างเปล่าอย่างที่สุดจนเป็นหนึ่งเดียวกับมัน สัมผัสที่ไม่เหมือนอะไรอีกเลยของทราย

       นานเท่าที่จะนอนได้หากว่าผมสามารถนอนอยู่ตรงนี้ แต่ความหิวบอกกับผมว่าเราควรไปต่อ ผมลุกขึ้น มองไปยังจุดที่เรือประมงลอยลำอยู่ก่อนจะหันหลัง เดินกลับไปสู่ความเป็นจริง

       “ หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ “ เสียงตอบรับอัตโนมัติจากปลายทาง เสียงที่เราคุ้นเคยกันดี ผมแปลกใจเล็กน้อยที่ติดต่อไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เส้นทางของผมเปลี่ยนไป กลับกันผมยิ่งอยากไปให้ถึงเร็วขึ้น

       ร้านอาหารริมหาดไม่ไกลจากจุดที่ผมแวะพัก โต๊ะและเก้าอี้ทำจากไม้หลากหลายขนาดและสีสันวางเรียงรายอย่างไม่เป็นระเบียบนักบนหาดทรายในอาณาเขตที่มีไม้และเชือกทำเป็นกำแพงล้อมพื้นที่เอาไว้เป็นรูปสีเหลี่ยมผืนผ้า ผมยืนรอพรรคพวกตรงปากทางเข้าร้านหลังจากจอดรถในที่จอดติดกับอาคารที่ทำไว้สำหรับห้องครัวและห้องน้ำ

       ชายหนุ่มสวมหมวกทรงปานามาสีดำมีจีบตรงกลาง  ร้องทักด้วยภาษาที่เราเข้าใจกันขึ้นเมื่อเห็นผม รอยยิ้ม เสียงหัวเราะและมิตรภาพคือสิ่งที่เราหยิบยื่นให้กับพวกพ้อง เขานำทางผมไปยังโต๊ะประจำ โต๊ะที่ดูไม่เข้าพวกที่สุดในร้าน โต๊ะที่พวกเราจะนั่งล้อมวงสนทนากันไปพร้อมแก้วคนละใบในมือ

       “ เปล่าไม่มีอะไรหรอก กูคงลืมเปิดเครื่อง “ เขาตอบขึ้นเมื่อผมถามเรื่องหญิงสาวที่รับสายแทน

       “ ดูโอเคขึ้นนะ หลังจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน “

       “ อืม ผ่านมาเกือบปี นานเหมือนกันว่ะ “

       “ แล้วคิดอะไร ยังไงวะ มาหากูได้ ทีกูไปหาไม่เห็นโผล่มาให้เห็น “

       “ เออ “ ผมทำได้เพียงยิ้มตอบ ไม่รู้จะตอบคำถามยังไงดี เพราะยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรกันแน่ที่พาผมมาที่นี่ พอดีกับที่อาหารและเครื่องดื่มทยอยกันมาวางเรียงรายบนโต๊ะ ท้องไส้ของผมเริ่มปั่นป่วน อาการกระหายหิวแสดงออกอย่างไม่เกรงใจใคร

       “ กินไปก่อนนะ เดี๋ยวกูมา ไปดูร้านหน่อย “

       ผมนั่งอยู่เพียงลำพัง ยกแก้วขึ้นจิบเบียร์ยี่ห้อเดียวกับที่คาดอกทีมเอฟเวอตัน สโมสรฟุตบอลอังกฤษ เสียงเพลงจากวงดนตรีประจำร้านประสานเข้ากับเสียงคลื่นลม ดื่มด่ำกับบรรยากาศของทะเลยามค่ำคืนและเศษซากที่หลงเหลืออยู่ของเศษอาหาร เพื่อนของผมแวะมานั่งจิบเบียร์คุยกันบ้างเป็นพักๆ เวลาร่วงโรยจนเกือบเที่ยงคืน แขกในร้านบางตาลงเรื่อยๆ จนถึงเวลาปิดของร้าน

       “ คืนนี้เอาไงวะ “

       “ ไม่รู้เหมือนกันว่ะ “

       “ พัทยามั้ย พรุ่งนี้กูมีธุระช่วงบ่ายๆพอดี ไปหาพรรคพวกด้วย นานๆเจอกันที “

       “ เอาดิ “

       ไม่นานนักหลังจากบทสนทนาจบลง เราเดินกันไปที่จอดรถ แล้วแยกย้ายกันไปที่รถส่วนตัว ดัทสันสีแดงมีรอยเปื้อนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระยะทางราว 60 กิโลเมตร พัทยาเมืองที่ไม่เคยหลับใหล แสงไฟนับไม่ถ้วน คนเมาหาได้ทุกหัวมุมถนน ขวดเบียร์ที่พบเห็นได้มากกว่าขวดน้ำเปล่า รถของเราแล่นฉิวฝ่าความมืด และอีกหลายสิบโค้ง จนมาถึงทางแยกที่นำทางเราไปถึงพัทยา ถนนบริเวณนี้ถูกทาพื้นให้เป็นสีแดงบ่งบอกถึงอันตรายที่เกิดขึ้นได้เสมอ

       Don't say a word while we danced with the devil

       You brought the fire to a world so cold

       We're out of time on the highway to never

       Hold on… hold on

       ผมคิดถึงเนื้อเพลงอีกส่วนหนึ่งของเพลงที่วิทยุเปิด ในขณะที่ปากฮัมออกมาเป็นจังหวะของเพลง เบียร์ทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยมเช่นเคย รถของเราเคลื่อนตัวช้าลงหลังจากเข้าสู่เขตเมือง คืนนี้จะเป็นยังไงต่อไป ผมคิดว่าช่างมันเถอะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่