ปลายฝัน

กระทู้สนทนา
ปลายฝัน

    ภาพมัวๆ ที่ถูกมองผ่านม่านน้ำตาฉายเพียงความโกลาหล เหล่าบรรดาชายหญิงในชุดคลุมสีขาวต่างเร่งฝีเท้ากันสุดกำลังเพื่อจะนำร่างของผู้ที่นอนไม่ไหวติงบนเตียงไปให้ถึงจุดหมายปลายทางโดยเร็วที่สุด สายระโยงรยางค์เต็มไปหมดบ่งบอกถึงอาการของเขาผู้นั้นได้เป็นอย่างดี

    หญิงสาววิ่งตามกลุ่มคนเหล่านั้นไป หัวสมองมีเพียงความว่างเปล่า หัวใจรัวแรงจนแทบหลุดจากอก เสียงอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ดังมาจากทุกทิศทาง รอบกายสับสนอลหม่านจนไม่อาจแยกแยะรายละเอียดใดๆ

    และเมื่อกลุ่มคนในชุดขาวพาร่างไร้สติผ่านกรอบสี่เหลี่ยมไป บานประตูทั้งสองก็ประกบเข้าหากันราวกับต้องการจะปิดกั้นความสับสนวุ่นวายทั้งมวลออกไป ฉับพลันตรงหน้าของหญิงสาวก็เปลี่ยนไปเป็นคนละโลกกับเมื่อสักครู่อย่างน่าใจหาย

    ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สัมผัสได้รู้สึกกลับดับวูบลงไปในบัดดล สายตาทำได้เพียงจับจ้องบานประตูที่กำลังจะปิดสนิทลง

    ...ปึง...

    เสียงกระทบแผ่วเบาดังไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ รอบกายเหลือเพียงความเงียบเชียบและบรรยากาศน่าหวั่นวิตก ผนัง เพดาน ที่ถูกทาด้วยสีขาวไม่อาจทำให้ใจสงบ ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ได้แต่ยืนนิ่งราวไม้สลัก แต่ความรู้สึกบอกว่านั่นคือชั่วกัปชั่วกัลป์    

    ไม่มีเสียงลมหายใจ ไม่กล้าขยับตัว ความกลัวเข้าครอบงำไปทุกอณู ใจคิดเพียงว่าหากทำอะไรลงไปเพียงน้อยนิดมันอาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงตามมาต่อจากนั้น โลกทั้งใบเหลือเพียงทางเดินไร้ที่สิ้นสุดและห้องที่หญิงสาวไม่เคยเห็นอีกฝั่งฟากของบานประตู

    แล้วในที่สุดประตูที่กั้นโลกทั้งสองก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมกับที่หนึ่งในชายชุดขาวก้าวเดินออกมาจากอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้า เขาคลายผ้าปิดปากออก เธอจ้องริมฝีปากนั้น มันขยับขึ้นลงเชื่องช้าเหมือนกับภาพยนตร์ที่ถูกฉายให้ช้าลงสักร้อยเท่า เสียงยานคางเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากหนา

    “พวกเราได้พยายามกันเต็มที่แล้ว แต่อาการของเขาสาหัสเหลือเกิน เสียใจด้วยนะครับ”

    คำพูดเพียงไม่กี่คำก็เพียงพอที่จะทำให้โลกทั้งใบของเธอถล่มทลาย

    “ในมือของเขากำของสิ่งนี้ไว้แน่น ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นของคุณ”

    ชายชุดขาวยื่นสิ่งหนึ่งวางไว้บนฝ่ามือหญิงสาว และเพียงแค่ได้เห็นน้ำตาก็ร่วงพรู สะอื้นไห้แทบขาดใจ สองมือกุมวงแหวนสีทองที่เพิ่งได้รับมาเอาไว้แนบอก

    ถ้าเพียงทุกอย่างไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่เพราะคนขาดสติขาดจิตสำนึกเพียงคนเดียว ตอนนี้เธอก็จะเป็นหญิงสาวที่มีความสุขที่สุดในโลกไปแล้ว แต่ขณะนี้ทุกสิ่งทุกอย่างของเธอได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

    จากความคิดก็กลับกลายเป็นความเคียดแค้น มันถาโถมรุนแรงในอก แต่เพียงฉับพลันไฟอันคุกรุ่นนั้นก็หยุดกระพือและมอดลงไปเสียเฉยๆ สีหน้าแววตาร้อนรุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยเหลือคณานับ

    ไม่ ไม่ใช่ เป็นเพราะฉันเองต่างหาก ใช่แล้ว เพราะฉันเอง ถ้าฉันมาเร็วกว่านี้เรื่องร้ายทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น และเขาก็จะไม่ต้องจากไป

    หลังความคิด ทุกสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงจนกลายเป็นหยุดนิ่ง หญิงสาวมองไปรอบๆ ชายชุดขาวที่กำลังปลอบโยนเธอเมื่อสักครู่นิ่งไปเสียเฉยๆ ผู้คนที่กำลังเดินไปมาก็ค้างอยู่ในท่านั้น เธองุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มืออันสั่นเทายื่นไปด้านหน้าเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตาเห็น แต่ก่อนจะได้สัมผัสถูกอะไร จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็บิดม้วนเป็นเกลียวพร้อมๆ กับที่มันเลื่อนไหลเข้าหาตัวเธอ มันเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น จนกลายเป็นพายุบ้าคลั่ง

    เธอหรี่ตา ยกแขนขึ้นป้อง ภาพตรงหน้าละลายไปกับสายลมที่ยังทวีความรุนแรงขึ้นจนสายตาไม่อาจสู้ได้ และเพียงวูบเดียวที่ได้รู้สึกถึงสายสมกรรโชกสุดท้าย ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยุติลงราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

    เสียงกระหึ่มจากเครื่องยนต์และเสียงจอแจดังเข้ากระทบโสตประสาท หญิงสาวลืมตาและพบว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล แต่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้า การจราจรคับคั่ง และฝูงชนบนทางเท้าของถนนสายหลักที่เธอใช้เดินทางเป็นประจำ

    เธอคลี่ยิ้มเมื่อมองไปยังทางเท้าฝั่งตรงข้าม ชายคนรักกำลังยืนรอเธออยู่ แต่ชั่ววูบต่อจากนั้นหญิงสาวก็นึกอะไรบางอย่างออก


    หกโมงห้าสิบแปดนาที

    นาฬิกาข้อมือบอกเวลา ขณะนี้เลยเวลานัดกับเขามาแล้วเกือบหนึ่งชั่วโมง และต่อจากนี้ไปอีกไม่กี่วินาที เหตุการณ์เลวร้ายบางอย่างจะเกิดขึ้น

    ต้องพาเขาออกไปจากที่นี่ให้ได้

    เพียงประโยคเดียวที่ดังวนเวียนอยู่ในหัวสมอง หญิงสาวตื่นตระหนก ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอพยายามพุ่งตัวไปด้านหน้าฝ่าผู้คนหนาแน่น แต่ยิ่งเบียดแทรกเข้าไปก็เหมือนกับยิ่งเดินเข้าไปหากับดักมนุษย์ที่ไร้ทางออก

        ฉับพลันนั้นสายตาที่กำลังสอดส่ายหาเส้นทางก็เห็นอะไรบางอย่าง มันมีขนาดมหึมาและกำลังเคลื่อนตัวมาตามถนนด้วยความเร็วที่ทำให้ทุกคนถึงกับตะลึง

    มัน มันนั่นเอง

    อสูรกายคลั่งที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา เธอดิ้นรนขัดขืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเต็มกำลัง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ เสียงกรีดร้องเป็นสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาแทนเมื่อสติรับรู้ได้ว่าทุกสิ่งกำลังจะสายเกินไป

    มันเสียการทรงตัวและกำลังวิ่งส่ายไปมาเหมือนงูพุ่งเข้าหาทางเท้าฝั่งตรงข้าม ไม่มีสิ่งใดที่ต้านทานขนาดและความเร็วขนาดนี้ได้ สิ่งที่ขวางหน้าถูกเก็บกวาดไม่เหลือชิ้นดี

    ชายหนุ่มหันไปมองด้วยอาการตกตะลึง สายเกินกว่าแม้คิดจะเปล่งเสียงใดๆ ออกมาจากลำคอ

    “ระวัง...งงง”

    “เอี๊ยด...ดดด โครม...มมม”

    หัวใจสลาย ความเย็นเยียบเกาะกุมไปถึงไขสันหลัง เธอทำได้เพียงจ้องมองภาพตรงหน้า มีเพียงใจเท่านั้นที่ล่องลอยไปถึงเขา

    ไม่ ไม่จริง มันต้องไม่เป็นอย่างนี้ ถ้ามาเร็วยิ่งกว่านี้ ใช่ ต้องเร็วกว่านี้สิ เร็วกว่านี้

    หลังเสียงพึมพำ ทุกสิ่งเชื่องช้าและหยุดลงอีกครั้ง เหตุการณ์สับสนยุติลง ทุกคนแข็งเป็นหุ่นขี้ผึ้ง มิติรอบกายบิดเบี้ยวหมุนวนอีกครั้ง หญิงสาวหลับตาปล่อยให้กระบวนการตรงหน้าดำเนินไป และเมื่อกระแสลมสุดท้ายกระชากผ่านตัวไป


    บ่ายโมงห้านาที

    หญิงสาวกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะในสำนักงาน เผลอยิ้มออกมาคนเดียวเมื่อตรวจสอบเวลาบนนาฬิกาข้อมือ

    “นี่คุณ ทำงานได้แล้ว อย่ามัวแต่เหม่อ อะไรก็ไม่รู้ นั่งยิ้มอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เดี๋ยวงานการก็ไม่เสร็จกันพอดี ยิ่งรีบๆ กันอยู่ด้วย”

    “ค่ะๆ ขอโทษค่ะพี่”

    เธอยอมรับผิดแต่โดยดีก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการกองงานตรงหน้า เพียงเวลาไม่นานเอกสารเป็นตั้งๆ ก่อนหน้านี้ก็ลดลงไปถนัดตา

    คราวนี้ล่ะ ทันเวลาแน่ มันจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น จะไม่มีใครต้องจากไป แล้วก็ไม่มีใครต้องเสียใจอีก

    “โอ้ย...ยยย”

    เสียงเอะอะที่มุมหนึ่งของสำนักงานดึงหญิงสาวออกจากความคิด เธอมองไปยังต้นเสียงและพบว่าเพื่อนร่วมงานเริ่มกรูกันเข้าไป ส่วนหนึ่งกำลังพยายามช่วงกันพยุงตัวเจ้าของเสียงท้องโย้อุ้ยอ้าย

    “เกิดอะไรขึ้น”

    “สงสัยจะคลอดแล้วน่ะ ไม่รู้สิ ยังไงก็รีบพาไปส่งโรงพยาบาลก่อนดีกว่า”

    สาวท้องแก่ถูกพยุงออกไปอย่างเร่งด่วน บรรยากาศแบบสำนักงานกลับมาอีกครั้งหลังเหตุการณ์ตื่นเต้นเล็กๆ น้อยๆ หากทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่ตรงหน้าของหญิงสาวในขณะนี้กลับกลายเป็นงานชิ้นโต

    “คุณก็รู้ว่างานชิ้นนี้สำคัญกับผม กับทีมเรามากขนาดไหน แล้วตอนนี้เราก็ขาดไปอีกคนหนึ่งแล้ว ยังไงคุณช่วยเก็บรายละเอียดที่เหลือต่อก็แล้วกันนะ”

    “แต่ว่า พี่คะ นี่มันไม่ใช่งานของหนู แล้วเย็นนี้หนูก็...”

    “ผมรู้ ผมอาจจะขอร้องคุณมากไป แต่ยังไงซะก็ถือว่าผมขอร้องก็แล้วกันนะ เพื่อความอยู่รอดของทีมเรา”

    หญิงสาวเลือกที่จะหยุดเรื่องราวทั้งหมดแค่นั้นเพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้และก้มหน้าก้มตาทำงานที่ไม่คาดคิดตรงหน้า เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูบ่อยกว่าความจำเป็น นึกในใจถึงคำพูดของใครบางคนที่ว่าถ้าดูนาฬิกาบ่อยๆ จะรู้สึกเหมือนเวลามันผ่านไปช้ามาก

    ไม่เห็นจะจริงเลย

    เวลาล่วงเลยไปรวดเร็วจนน่าใจหาย เวลางวดใกล้เข้ามา ยิ่งรีบก็ยิ่งลนลาน จนในที่สุดเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสารที่ถูกจัดการอย่างเรียบร้อย แสงสีส้มหม่นก็กลืนกินผืนฟ้าอย่างเงียบเชียบแล้ว

    ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ไว้ ไปตอนนี้ยังทันถมเถ

    หญิงสาวคว้ากระเป๋าถือไม่ตรวจสอบหรือเก็บข้าวของสัมภาระอื่น ก้าวเท้ายาวๆ ออกจากห้องทำงานไปยังลิฟต์ ตัวเลขแสดงที่อยู่ของลิฟต์ค้างอยู่ที่ชั้นหนึ่งเนิ่นนานไม่ว่าเธอจะกดเรียกกี่ครั้ง เธอตัดสินใจวิ่งไปที่บันไดแทนเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ

    ท้องถนนในเวลานี้มีรถรามากและติดขัดกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่ทราบสาเหตุ ถึงแม้จะใช้บริการรถแท็กซี่แล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้ถึงที่หมายได้เร็วดังใจคิด แม้ห้องโดยสารจะถูกปรับอากาศจนเย็นฉ่ำแต่เธอกลับกระสับกระส่ายจนคนขับแปลกใจ

    “แอร์ไม่เย็นรึเปล่าครับ”

    “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรค่ะ”

    เธอตอบในขณะที่สายตาไม่วางตาจากนาฬิกาข้อมือ

    “นี่ค่ะ”

    “เดี๋ยวครับคุณ คุณจะลงตรงนี้เลยเหรอครับ คุณ เฮ้อ ทำไมจะรีบอะไรขนาดนี้เนี่ย”

    เธอจ้ำอ้าวเดินตามทางเท้าหลังยื่นค่าโดยสารให้คนขับ ใจคิดหามอเตอร์ไซด์รับจ้างที่ใกล้ที่สุดเพื่อเดินทางต่อ หรือหากหาไม่ได้จริงๆ เดินไปก็ยังดีกว่านั่งนิ่งๆ อย่างไร้จุดหมาย


    หกโมงห้าสิบนาที

    บนถนนเส้นเดิม บนทางเท้าเดิม ในที่สุดหญิงสาวก็มาถึงด้วยอาการเหนื่อยหอบเหลือกำลัง ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมาไม่มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างเลยแม้แต่คันเดียวทั้งที่ปกติไม่เป็นอย่างนี้ เธอเบียดแทรกฝูงชนที่กำลังรอข้ามถนนจนมายืนอยู่แถวหน้าสุด ไม่สนใจสายตาของใครว่าจะมองยังไง

    ใครจะมองยังไงก็ช่าง สิ่งสำคัญคือคนที่อยู่ในสายตาตรงหน้าเท่านั้น ตอนนี้เหลือเพียงรอจังหวะข้ามไปฝั่งตรงข้ามและดึงชายคนรักออกมา แล้วทุกอย่างก็จะยุติ

    แต่จนแล้วจนรอดรถราก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นใจให้ได้มีโอกาสทำตามแผน เธอยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา ใบหน้าซีดเผือด ตัดสินใจโบกมือป้องปากตะโกนสุดเสียงหวังให้ชายคนรักรับรู้ว่าเธอมาถึงแล้วและให้เดินออกจากตรงนั้นมาหาเธอโดยเร็ว

    ถนนกว้างขวางหลายช่องวิ่ง การจราจรขวักไขว่ ผู้คนเบียดเสียด เสียงอึกทึกครึกโครม ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงที่ดังกว่าเสียงของหญิงสาว เขายังคงยืนนิ่งที่เดิม และเจ้าอสูรกายยักษ์ก็ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

    “ระวัง...งงง”

    “เอี๊ยด...ดดด โครม...มมม”

    อีกแล้ว อีกครั้งแล้ว ไม่ ไม่ใช่ เป็นเพราะว่ายังเร็วไม่พอ ต้องเร็วกว่านี้อีก เร็วกว่านี้ยิ่งขึ้นไปอีก

    หญิงสาวหลับตา กระแสลมกรรโชกผ่านอีกครั้ง เธอลืมตาเมื่อครบกระบวนการ บนหน้าปัดนาฬิกาแขวนผนังเข็มสั้นชี้ไปที่เลขเจ็ดและเข็มยาวเลขสิบสอง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่