หลายท่านคงนึกสงสัย ผู้หญิงคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่ ทำไมชอบพูดถึงแต่ “Single mom”
จริงๆไม่มีไรมาก แค่คิดว่าอยากบอกเล่าว่า ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะมีความสุขมากเกินไป และความสุขเกิดขึ้นก็เพราะมีความทุกข์มากเกินไป
เพราะฉนั้นทุกอย่างต้องพอดี ลงตัว เป็นกลาง หรือที่เราเรียกว่า เดินทางสายกลาง
ในวันนี้จึงอยากจะบอกเล่าผ่านบทความ ถึงจุดเปลี่ยน "พบทุกข์ พบธรรม" ในแบบฉบับ Single mom
การเป็น Single mom มันไม่ธรรมดาจริงๆ
หรือ She จะเป็น ไฮโซที่ถูกผัวทิ้ง?
เซเลปของวงการรึเปล่า?
หรือคนดังหลังข่าว บลาๆๆๆ...
แต่บอกเลยค่ะ She คนนี้เป็นคนธรรมดา ชาวบ้านมากๆ นามสกุลไม่ดัง (ถ้าไม่พูดดังๆ)
จบการศึกษาเพียงชั้น ปวช. แล้วก็ออกมาทำงาน แบ่งเบาภาระพ่อแม่ (ธรรมดาจัง)
ทำงานส่งตัวเองเรียนจบปริญญาตรี (เหมือนกับคนอีกหลายล้านคนในประเทศเรา)
มาจบการศึกษาที่ปริญญาโท ด้วยทุนการศึกษาจากภาษีประชาชน
ต่อมาวันหนึ่งได้แต่งงานกับชายที่รัก (ดังเจ้าหญิงในเทพนิยายที่ได้พบรักกับเจ้าชายรูปงาม..พ่ะน่ะ)
มีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจด้วยกันสองคน ได้ทำงานที่มั่นคง (งานที่คนไทยจำนวนมากอยากทำเลยทีเดียว) ซึ่งก็เป็นชีวิตที่ปกติธรรมด้า..ธรรมดา
จุดเปลี่ยนมันเกิดตรงนี้เลยค่ะ วันที่เกิดอุบัติเหตุในชีวิตที่ทำให้ มีนามสกุลต่อท้ายว่า “Single mom”
ทำให้พบว่าชีวิตที่เราเกิดมามีแต่ตัว เราก็ต้องจากไปแต่ตัว (ตอนที่จากโลกนี้ไป)
แต่ตอนที่หย่ากับสามี ยังมีลูกสองคน มีรถสองคัน มีหนี้ในระบบสามล้าน หนี้นอกระบบสามแสน ที่ติดตัวมา ฟังดูแล้วชิลล์
แต่ยังไม่พอค่ะ ในเมื่อรถมีตั้งสองคัน มันเยอะเกินไปสำหรับเราสามคนแม่ลูก
ทางไฟแนนซ์เลยช่วยเหลือเรา โดยนำรถเราไปเก็บไว้ให้ก่อน (อันที่จริงคือส่งไม่ไหว..แล้วเค้ามายึด)
ชีวิตคนเรามันแปลกตรงที่ว่า ถ้าเรามีความทุกข์หนึ่งอย่าง แล้วมันจะนำมาซึ่งความทุกข์อีกหลายๆอย่างตามมา
ยังกะเพื่อนที่ชวนกันมารุมกระทืบเราหลายสิบเท้าเลย
เมื่อถึงวันที่ร่างกายโดนรุมกระทืบบอบช้ำ จนเริ่มรู้ตัวเองว่าไม่ไหวแน่ๆ
ถ้าเราปล่อยชีวิตให้เป็นแบบนี้ ลูกสองคนที่เราพาออกจากบ้านมาด้วย จะพึ่งพาใคร ถ้าแม่อ่อนแอ ยอมแพ้กับความทุกข์แบบนี้
คุณเคยพาลูกไปหลับนอนตามปั๊มน้ำมันมั๊ย
คุณเคยต้มน้ำผักใส่ข้าว แล้วบดให้ลูกกิน พร้อมน้ำตามั๊ย
คุณเคยไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวมั๊ย
คุณเคยมีเงินเพียงแค่ซื้อข้าวได้จานเดียวมั๊ย
แล้วจะคุณทำอย่างไรกับข้าวจานนั้น
คุณรู้มั๊ยว่า ฉันป้อนให้ลูกจนหมด เหลือไว้เพียงต้นหอมและเศษผัก ซึ่งลูกไม่กิน
แล้วฉันกินเศษผักนั้น ลูกถามว่า "แม่ชอบกินผักเหรอแม่" ฉันพยักหน้าและยิ้ม
คุณเคยมั๊ยที่มีเงินอยู่ใน ATM 99 บาท แต่ถอนเงินไม่ได้
ต้องโทรไปขอร้องให้เพื่อนโอนเงินให้ 1 บาท เพื่อถอนเงินนั้นมาซื้อข้าวกิน
คุณเคยมั๊ย เวลานมผงลูกใกล้จะหมด คุณจำเป็นต้องเอาน้ำร้อนผสมน้ำตาลให้ลูกกิน
..
ฟ้งดูแล้วอาจจะรู้สึกแปลกใจ สำหรับคุณแม่ที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้
แต่สำหรับคุณแม่ที่คล้ายๆกัน อาจจะเข้าใจกันดี
..
แต่ไม่ว่าเรื่องจะเลวร้ายแค่ไหน
ข้อดีของมันคือ เรื่องทุกเรื่องที่เล่านี้ มันได้ผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว
..
ปัจจุบันคือห้วงเวลาที่วิเศษที่สุด ประเสริฐที่สุด
คิดได้เช่นนั้น จักรวาลก็จัดสรรมาให้มาแบบเต็มๆ เลย ทั้งวิธีคิดทางโลก ทางธรรม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตามในตอนต่อไป
single mom ตอน จุดเปลี่ยน
จริงๆไม่มีไรมาก แค่คิดว่าอยากบอกเล่าว่า ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะมีความสุขมากเกินไป และความสุขเกิดขึ้นก็เพราะมีความทุกข์มากเกินไป
เพราะฉนั้นทุกอย่างต้องพอดี ลงตัว เป็นกลาง หรือที่เราเรียกว่า เดินทางสายกลาง
ในวันนี้จึงอยากจะบอกเล่าผ่านบทความ ถึงจุดเปลี่ยน "พบทุกข์ พบธรรม" ในแบบฉบับ Single mom
การเป็น Single mom มันไม่ธรรมดาจริงๆ
หรือ She จะเป็น ไฮโซที่ถูกผัวทิ้ง?
เซเลปของวงการรึเปล่า?
หรือคนดังหลังข่าว บลาๆๆๆ...
แต่บอกเลยค่ะ She คนนี้เป็นคนธรรมดา ชาวบ้านมากๆ นามสกุลไม่ดัง (ถ้าไม่พูดดังๆ)
จบการศึกษาเพียงชั้น ปวช. แล้วก็ออกมาทำงาน แบ่งเบาภาระพ่อแม่ (ธรรมดาจัง)
ทำงานส่งตัวเองเรียนจบปริญญาตรี (เหมือนกับคนอีกหลายล้านคนในประเทศเรา)
มาจบการศึกษาที่ปริญญาโท ด้วยทุนการศึกษาจากภาษีประชาชน
ต่อมาวันหนึ่งได้แต่งงานกับชายที่รัก (ดังเจ้าหญิงในเทพนิยายที่ได้พบรักกับเจ้าชายรูปงาม..พ่ะน่ะ)
มีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจด้วยกันสองคน ได้ทำงานที่มั่นคง (งานที่คนไทยจำนวนมากอยากทำเลยทีเดียว) ซึ่งก็เป็นชีวิตที่ปกติธรรมด้า..ธรรมดา
จุดเปลี่ยนมันเกิดตรงนี้เลยค่ะ วันที่เกิดอุบัติเหตุในชีวิตที่ทำให้ มีนามสกุลต่อท้ายว่า “Single mom”
ทำให้พบว่าชีวิตที่เราเกิดมามีแต่ตัว เราก็ต้องจากไปแต่ตัว (ตอนที่จากโลกนี้ไป)
แต่ตอนที่หย่ากับสามี ยังมีลูกสองคน มีรถสองคัน มีหนี้ในระบบสามล้าน หนี้นอกระบบสามแสน ที่ติดตัวมา ฟังดูแล้วชิลล์
แต่ยังไม่พอค่ะ ในเมื่อรถมีตั้งสองคัน มันเยอะเกินไปสำหรับเราสามคนแม่ลูก
ทางไฟแนนซ์เลยช่วยเหลือเรา โดยนำรถเราไปเก็บไว้ให้ก่อน (อันที่จริงคือส่งไม่ไหว..แล้วเค้ามายึด)
ชีวิตคนเรามันแปลกตรงที่ว่า ถ้าเรามีความทุกข์หนึ่งอย่าง แล้วมันจะนำมาซึ่งความทุกข์อีกหลายๆอย่างตามมา
ยังกะเพื่อนที่ชวนกันมารุมกระทืบเราหลายสิบเท้าเลย
เมื่อถึงวันที่ร่างกายโดนรุมกระทืบบอบช้ำ จนเริ่มรู้ตัวเองว่าไม่ไหวแน่ๆ
ถ้าเราปล่อยชีวิตให้เป็นแบบนี้ ลูกสองคนที่เราพาออกจากบ้านมาด้วย จะพึ่งพาใคร ถ้าแม่อ่อนแอ ยอมแพ้กับความทุกข์แบบนี้
คุณเคยพาลูกไปหลับนอนตามปั๊มน้ำมันมั๊ย
คุณเคยต้มน้ำผักใส่ข้าว แล้วบดให้ลูกกิน พร้อมน้ำตามั๊ย
คุณเคยไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวมั๊ย
คุณเคยมีเงินเพียงแค่ซื้อข้าวได้จานเดียวมั๊ย
แล้วจะคุณทำอย่างไรกับข้าวจานนั้น
คุณรู้มั๊ยว่า ฉันป้อนให้ลูกจนหมด เหลือไว้เพียงต้นหอมและเศษผัก ซึ่งลูกไม่กิน
แล้วฉันกินเศษผักนั้น ลูกถามว่า "แม่ชอบกินผักเหรอแม่" ฉันพยักหน้าและยิ้ม
คุณเคยมั๊ยที่มีเงินอยู่ใน ATM 99 บาท แต่ถอนเงินไม่ได้
ต้องโทรไปขอร้องให้เพื่อนโอนเงินให้ 1 บาท เพื่อถอนเงินนั้นมาซื้อข้าวกิน
คุณเคยมั๊ย เวลานมผงลูกใกล้จะหมด คุณจำเป็นต้องเอาน้ำร้อนผสมน้ำตาลให้ลูกกิน
..
ฟ้งดูแล้วอาจจะรู้สึกแปลกใจ สำหรับคุณแม่ที่ไม่เคยเจอเหตุการณ์นี้
แต่สำหรับคุณแม่ที่คล้ายๆกัน อาจจะเข้าใจกันดี
..
แต่ไม่ว่าเรื่องจะเลวร้ายแค่ไหน
ข้อดีของมันคือ เรื่องทุกเรื่องที่เล่านี้ มันได้ผ่านไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว
..
ปัจจุบันคือห้วงเวลาที่วิเศษที่สุด ประเสริฐที่สุด
คิดได้เช่นนั้น จักรวาลก็จัดสรรมาให้มาแบบเต็มๆ เลย ทั้งวิธีคิดทางโลก ทางธรรม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นโปรดติดตามในตอนต่อไป