เมื่อทุกคนได้อ่านหัวข้อกระทู้คงมีคำถามว่าแล้วไปทำยังไงให้ตกเครื่อง คือตั้งแต่ตกเครื่องกลับมาเจอหน้าใครก็ถามแบบนี้หมด
เคยคิดว่าถามกันมาเจอขนาดนี้คงจะต้องอัดเสียงหรือวิดีโอเล่าให้ฟังแน่ๆ 555…
มันเป็นเหตุการณ์ภายในวันเดียวที่มีครบทุกความรู้สึก ทุกรสชาติของชีวิต ตกเครื่อง ตามรอยซีรี่ย์ และจบด้วยการนอนจิลจิบังในสนามบิน
แบบฟินเว่อร์ๆ
ก่อนที่จะรีวิวเรื่องราวอันน่าสะพรึง ตะลึงตึงๆ สติแตกไปสามตลบ ขอออกตัวก่อนว่าแก๊งนรกอกแตกของเรามีทั้งหมด 4 ชีวิต เพื่อนสาว 1 นางและน้องชายที่รู้จักกันกับแฟน แต่แฟนนางเป็นผู้ชายนะ อิอิ...ทั้ง 4 คนเดินทางไปเกาหลีแบบbackpack เป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.- 4 พ.ย. 7 คืน 8 วัน ตลอดเวลา 7 วันที่เที่ยวพวกเราในแก๊งจะเรียกกันว่าพม่ารามัญ เพราะหลงทาง slow life และทำไรที่มันเปิ่นๆตลอด แถมยังเจอเกาหลีพวกที่ชอบดูถูกด้วย เลยค่อนข้างเสีย self กันนิดหน่อย แต่อาศัยมั่นหน้ากันเข้าไว้ อิอิ...
เรารีวิวการเดินทางในครั้งนี้มามากพอสมควรนะ เพราะจองตั๋วไว้เกือบปี มีเวลาศึกษาทั้งรีวิวในพันทิป เพจ ซื้อหนังสือมาอ่าน แต่แค่ไม่มีประสบการณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศ อย่างหรูสุดก็ข้ามฟากไปพม่าที่ท่าขี้เหล็ก อ.แม่สาย แฮร่...ขออย่าซ้ำเติมหรือตอกย้ำกันเลยน้า...เค้าเข็ดแล้ว นึกถึงเหตุการณ์ทีไรก็ยังรู้สึกแย่กับตัวเองอยู่ ตอนแรกที่คุยกันในแก๊งก็ไม่อยากจะรีวิวเรื่องนี้ กลัวคนอื่นที่เข้ามาอ่านด่าว่าทำไมโง่จัง 555…แต่ทุกคนลงมติว่ามารีวิวเถอะ จะได้เป็นอุธาหรณ์สอนใจ
(คือบางทีคนอื่นเค้าคงไม่งัวเหมือนพวกเรานะ แต่ขอให้เค้าเล่าเถอะ อิอิ...)

เป็นการรีวิวครั้งแรก อ่านแล้วยังงงหรือสับสน ก็ขออภัยด้วยนะคะ แบบว่า จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง สติหลุดเป็นระยะๆ ไม่อยากจำให้ช้ำใจบ้าง อิอิ...
การเดินทางครั้งนี้เรากับเพื่อนสาวซื้อตั๋วโปรของ Air Asia X แบบFly Thru ส่วนน้องชายอีก 2 คน ซื้อตั๋วโปรของ Air Asia X เหมือนกัน ซื้อคนละรอบโปรแต่เที่ยวบินไป-กลับเดียวกัน นัดเจอกันที่ดอนเมือง
ขอเม้าท์เรื่องตั๋ว Fly Thru นิดนึงนะคะ เพราะเรารู้สึกประทับใจกับการบริการนี้มาก คือขึ้นเครื่องที่เชียงราย-ดอนเมือง เขาบอกให้เราผ่านตม.ที่เชียงรายเลยค่ะ แล้วพอไปถึงดอนเมือง ก็จะมี staff ยืนชูป้ายชื่อเรากับเพื่อน มีโอปป้าคนนึงนั่งรอไปด้วยกัน แต่เหมือนมาจากเชียงใหม่แล้วจะไปโซล แล้วstaffก็พาเข้าทางลัด ผ่านเครื่อง scan อีกรอบ เห็นป้าย Fly Thru หลายไฟล์ทเลยค่ะ ทั้งไปโซล นาริตะ ฮ่องกง แล้วเราก็ได้เข้าไปรอที่ gate เลย มันสะดวกสบายมากจริงๆ

น้อง staff คนนี้น่ารักมากค่ะ เราขอถ่ายรูปด้วย นางก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จัดท่าจะโลเคชั่นเสร็จสรรพ อิอิ...
เราขอข้ามวันเที่ยวไปก่อนนะคะ ถ้าว่างๆจะมารีวิว ตัดชอทมาวันที่กลับเลยคือวันพุธที่ 4 พ.ย. เวลา 11.35 น. แก๊งเราก็ตกลงกันไว้ว่าจะออกจากที่พักแถวฮงแด ประมาณ 9 โมง ด้วยรถไฟ ATEX ตรงจากฮงแดไปสนามบินอินชอนเลย แต่จะจอดทุกสถานี ไปถึงสนามบินก็ประมาณ 10 โมง พึ่งมารู้ทีหลังว่าเค้าต้องมาถึงสนามบินก่อนล่วงหน้า 2 ชม. เฮ้อ นึกว่าไปสนามบินดอนเมืองกันรึ งัวอ่ะ
ต้องเกริ่นก่อนว่าสนามบินอินชอนมีทั้งหมด 4 ชั้น B1,1,2,3,4 ถ้ามาโดยทางรถไฟมันจะลงอาคารนึงแล้วให้เดินผ่านทางข้ามมาตึกของสนามบิน จะโผล่เจอที่ชั้น 2 แล้วพวกเราก็ขึ้นลิฟท์ไปเช็คอินที่ชั้น 3 ถาม information ว่าไฟล์ทนี้เช็คอินที่ช่องไหน ได้คำตอบคือ J 10-14 ก็ไปที่เคาน์เตอร์เลย ไปถึงก็ยังไม่รู้เรื่องกันว่าไปต่อแถวที่เช็คอินของอีกสายการบินหนึ่ง มันมีแต่ภาษาจีน แต่พื้นเป็นสีแดง พอดีมีจนท.มาให้เราไปต่ออีกช่องถัดไปแล้วนางแอร์กราวเกาคนหนึ่งก็เดินออกมาแล้วเรียกเราเข้าเช็คอิน ก็ยังคุยกันว่าทำไมมันมีแต่เรา 4 คนที่เช็คอิน (หารู้ไม่ว่าคนอื่นเขาเช็คอินกันไปหมดแล้วคร้า....) คือประเด็นมันอยู่ตรงนี้ แอร์กราวเกาคนนี้นางพูดเร็วมาก จับใจความได้แค่ว่าเหลืออีก 30 นาที ประตูปิดเวลานี้ แล้วนางก็เขียน close 11.10 น.แต่ทุกคนก็ยังไม่เอ๊ะใจอะไรนะ เราก็เช็คตั๋ว boading time 11.55 น. ดูนาฬิกาตอนนั้นประมาณ 10.30 น.
หลังจากนั้นทั้ง 4 ก็ไปที่ G25 เพราะว่าอิเพื่อนกับอิน้องเงินเหลือใน T-money หลายพันวอน เลยรีบไปซื้อของให้เงินหมด เอากลับไปเมืองไทยก็ซื้อไรไม่ได้ คือทุบหม้อข้าวหม้อแกงว่างั้น 555….
แล้วอิน้องนรกทั้งสองก็หิวอยากกินข้าว ขอแวะกินข้าวก่อน ดูเวลา 10.40 น. เราก็บอกนะว่าที่รีวิวมาเกทมันอยู่ไกลนะ แต่ไม่มีใครเอ๊ะใจ ส่วนเราก็ยังงงๆว่าประตูเกทปิดนี่คือประตูไหนว่ะ ก็ไม่มั่นใจง่ะ พวกก็เดินไปหาที่กินกัน เลยแวะกิน KFC กันจร้า...แต่กินไปแค่ 2-3 คำ เราก็ยังคาใจ เลยถามขึ้นมาว่าประตูเกทปิด 11.10 นี่คือประตูไหนว่ะ นอกหรือใน แล้วถ้าในนี่มันจะไปทันไหม อิน้องดูนาฬิกา 10.59 น. เฮ้ย!! เหมือนทุกคนเริ่มได้สติ รีบฉีกไก่เข้าปากและเก็บเข้ากล่อง รีบลุกจากร้าน
(คือบับหลังจากตกเครื่องทุกคนขอบาย KFC กันไปอีกนาน มันซ้ำใจจริงๆ 555…)
กว่าจะผ่านทางเข้า ผ่านเครื่อง scan ผ่านตม.ขาออก ออกมาจากตม. พระเจ้า!! ยืนอยู่ที่gate 6 แล้วเราต้องไป gate 125 ที่นี้ล่ะ เดินกันไม่ได้แล้วจร้า...เริ่มเดินเร็ว แต่เหมือนยิ่งรีบยิ่งพลาด คือเรานำหน้าคนอื่น แต่เดินเลยทางแยกลงบันไดเลื่อนที่จะต้องไปต่อ shuttle train ดูป้ายอีกที อ้าว..เลยมาแล้ว ก็ต้องวิ่งกลับไปที่บันไดเลื่อน

บริเวณบันใดเลื่อนที่เราจะต้องลง ไปเพื่อต่อ shuttle train นี่รูปจากเวปสนามบินอินชอน ตรงลานตรงกลาง วันนั้นเค้ามีวงออเคสตร้าแสดงอยู่ด้วยค่ะ ด้วยความรีบเราก็มองแต่วงดนตรีแล้วก็เดินเลยบันใดไป
กว่าจะลง กว่าจะได้ขึ้นรถไฟ ลงรถไฟขึ้นบันไดเลื่อน เจอโซน duty free ดูป้าย gate 121-132 ส่วน gate 125 ไกลๆโน้น เห็นแค่นั้นแหละ อินี่วิ่งไม่คิดชีวิต นึกภาพจุดออก start วิ่ง 4x100 เมตรแล้วนี่คือไม้แรก...ส่วนอีก 3 คนก็วิ่งตามมาห่างๆ

รูปจากเวปสนามบินอินชอนเหมือนกันค่ะ คือไม่มีเวลาถ่ายรูปหรอก วิ่งหน้าตั้งอย่างเดียว สังเกตว่าจากจุดสตาร์ท แทบจะไม่เห็นป้าย gate 125 เลย ไกลม๊วกๆ
จนมาถึง gate 125 มองที่จอบน gate 125 มันเป็นสายการบินอื่นไปแล้ว มองไปที่กระจก ด้านนอกภาพที่เห็นคือ เครื่องบินตั้งลำ ประตูเครื่องปิด งวงช้างเก็บไปแล้ว
คือไร?!? สติหลุด!! รีบวิ่งจะเข้าไปที่ประตู staff เกานางนั้นรีบบอก No entrance!! กรี๊ดดดดดดดด!! วิญญาณออกจากร่างเลยคร้า...นี่ขึ้นเครื่องไม่ทันใช่ไหม ตกเครื่องใช่ไหม ไม่ได้กลับบ้านใช่ไหม นี่เรื่องจริงใช่ไหม จะทำไงๆๆๆๆ ออตกเกๆๆ มันประเดประดังเข้ามาเต็มหัว แถมอาการหอบเหนื่อยแบบสุดๆ
แล้วพวกทั้ง 3 ก็วิ่งตามมา พร้อมกับภาพที่เครื่องบินกำลังเคลื่อนตัวไปตามรันเวย์ ภาพนี้พี่จำไปจนตายคร้าาาาาาา
จากนั้น staff เกา 3-4 คนที่รออยู่หน้าเกทก็เริ่มสุ่มหัวกันเหมือนกำลังประชุมเพลิง คงประมาณว่าจะจัดการกับอิพม่ารามัญพวกนี้ยังไงดี ได้ยินจาก staff คนนึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นหัวหน้า พูดออกมาว่า เชียงราย เชียงราย คิดในใจ เอ่อ กุจะกลับบ้าน จะกลับเชียงราย แล้วสิ่งที่ผุดขึ้นมาคือ กระเป๋าพี่อยู่ไหน (อารมณ์ประมาณจา พนม ช้างกุอยู่ไหน) กลัวกระเป๋าไปกับเครื่องแล้ว โอ๊ยยยย ทำไงดี ออตกเกมาอีกแล้ว

โต๊ะนี่แหละที่ staff สุ่มหัวกันประชุม เราก็แอบยืนอยู่ข้างๆ เงี่ยหูฟัง รูปนี้จากอีกวันที่ได้ขึ้นเครื่องกลับ เลยถ่ายไว้เป็นที่ระทึก
ระหว่างที่ยืนรอ staff ประชุมเพลิง บอกได้เลยว่าเครียดมาก เพราะเราไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าจะทำอะไรกับเราบ้าง แล้วเราต้องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ไหม แล้วจะต้องเราต้องทำอะไรยังไงต่อ
สักพัก staff เรียกแต่ละคนไปเซ็นชื่อในเอกสาร 3 ฉบับ ไม่มีคำอธิบายใดๆจาก staff แล้วพี่จะรู้ไหม คือคงประมาณเซ็นต์ยอมรับว่าพวกคุณเมิงทั้งหลายตกเครื่องอย่างเป็นทางการค่ะ จากนั้น staff เกาผู้ชายคนนึงก็บอกว่าเดินตามเขามา ขอบอกว่านางหน้าใส ตัวสูง แต่งชุดสูทดูดีมาก แต่เบ้าหน้าก็ยังไม่ปังมากมาย ให้ระดับแพทตินั่ม
ความหล่อเหลาหน้าใสของนางไม่ได้ช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงไปเลย คือปกติเจอผู้ชายเกาแล้วเอนโดฟินหลั่ง แต่ ณ จุดนี้ พี่ไม่มีอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น ขณะที่ผู้เกาเดินนำหน้ากลับไปทางที่อินี่วิ่ง 4x100 เมตรมา นางก็หันมาบอกว่า today we have no flight, you will go tomorrow นี่หลุดปากมาเลยค่ะ “ Oh my God ” 2 รอบ นางได้ยินนะแต่ก็มิได้นำพา นางก็เดินนำต่อไป ไม่มีคำอธิบายอะไรเหมือนเดิม
ตอนนั้นคือไม่รู้อนาคตตัวเองเลยว่าจะเจออะไรบ้าง เลยโพสในเฟสว่าตกเครื่องที่อินชอน feeling ร้องไห้หนักมาก กะว่าเผื่อจะมีใครรู้รายละเอียดแล้วมาช่วยเราได้บ้าง
ต้องขอบคุณ Wifi ฟรีของสนามบินอินชอน ที่ทำให้เราได้ติดต่อกับโลกภายนอก
ระยะทางที่ผู้ชายเกาเดินนำค่อนข้างไกล เดินลงบันไดเลื่อน ลงลิฟท์ ขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปอาคารเดิม เข้าห้องโน้น ออกห้องนี้ เหมือนเป็นทางลัด คือนางเดินนำไปทางไหนก็ตามนางไป รู้สึกประมาณว่าพวกเราเป็นกลุ่มคนพิเศษ 555… แล้วก็เดินผ่านร้านร่วง duty free ทั้งหลาย

แล้วผู้ชายเกาก็พาเราเดินลัดตัดหน้าขบวนนี้เฉยเลย คือนึกภาพผู้โดยสารที่มุงดูขบวนแล้วถ่ายรูปกัน แล้วก็มีพวกพม่ารามัญเดินตัดหน้าไป เฮ้อ อายๆๆ รูปนี้ก็เอามาจากเวปสนามบินเช่นกันค่ะ
ช่วงที่เดินทางนี้แหละที่แชทกันสนั่นกับญาติพี่น้อง เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนสนิท
บอกลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันเพราะนางจะเป็นคนมารับที่สนามบิน ว่าไม่ต้องมารับแล้ว แงๆๆ ให้ไปบอกแม่ ไม่กล้าบอกเองกลัวแม่ตกใจ และนี่ก็กลัวจะสะอึกสะอื้นถ้าได้ยินเสียงแม่ตัวเอง
แชทในกลุ่มเพื่อนทำงาน ว่านี่ต้องทำอะไรยังไงต่อดี ทุกคนช่วยปลอบใจและช่วยหาทางออก โชคดีที่น้องที่ทำงานคนนึงมีแฟนเป็นฝรั่งแล้วแฟนนางก็บอกว่าให้คุยกับ staff เรื่องต่อรองเรื่องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ หรือขอสแตนบายขึ้นเครื่องสายการบินอื่นเผื่อที่นั่งว่าง และคอนเฟิร์มว่ากระเป๋ายังไม่ได้ขึ้นเครื่อง เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัย ยังไงก็ได้คืน แล้วนี่ก็ถามเรื่องลางานว่าเอาไงดี จะลายังไงอะไร แจ้งหัวหน้าให้ด้วย น้องอีกคนก็บอก พี่กลับมาให้ได้ก่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องลา โอ๊ย ซึ้งมาก
แชทกับเพื่อนสนิทในกลุ่ม ช่วยกันหาเที่ยวบินให้ใหม่ แล้วนี่ต้องไปสองต่อด้วย นางก็ช่วยหาแล้วส่งข้อมูลมาเป็นระยะๆ
จนเดินมาถึงห้อง scan กระเป๋าอีกครั้ง เดาว่าเป็นห้องที่ให้คนเกาหลีผ่านหลังจากลงเครื่องตปท. เป็นห้องที่อยู่ติดกับส่วนคนต่างชาติที่เรารอคิวผ่านตม.ขาเข้านั่นแหละ แล้วก็เดินต่อไปอีกนิด ไปห้องตม.(ห้องเย็นที่เวลาใครไม่ผ่านตม.ต้องเข้าห้องนี้แหละ) ผู้ชายเกาบอกให้นั่งรอหน้าห้อง แล้วนางก็เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ จังหวะที่นั่งรอ แอบคิดถึงลูก มีคำถามผุดขึ้นมาอีกล่ะ ทำไมวันนี้เรายังไม่ได้เจอลูก เราต้องรอพรุ่งนี้ใช่ไหม แค่คิด..มีดราม่าน้ำตาก็แอบไหลเบาๆจร้า รีบปาดน้ำตา มองดูคนที่กำลังต่อคิวเข้าตม. คิดไปเรื่อยเปื่อย พวกเขาคงคิดว่าอินี่หน้าปลวกขนาดนี้ยังกล้ามาขายตัวแล้วโดนจับได้แน่ๆ อิอิ...
(ขออภัยที่บางคนยังไม่เคยมาอาจจะนึกสถานที่ไม่ออก แต่เชื่อว่าใครที่เคยมาหรือมาบ่อยๆคงนึกออกกันนะคะ)
[CR] backpack เกาหลีตามรอยซีรี่ย์ ดูใบไม้เปลี่ยนสี วันกลับ เช็คอินแต่ตกเครื่องบิน กรี๊ด! ออตกเก!! รีวิวตกเครื่องแล้วเจอไรบ้าง
เคยคิดว่าถามกันมาเจอขนาดนี้คงจะต้องอัดเสียงหรือวิดีโอเล่าให้ฟังแน่ๆ 555…
มันเป็นเหตุการณ์ภายในวันเดียวที่มีครบทุกความรู้สึก ทุกรสชาติของชีวิต ตกเครื่อง ตามรอยซีรี่ย์ และจบด้วยการนอนจิลจิบังในสนามบิน
แบบฟินเว่อร์ๆ
ก่อนที่จะรีวิวเรื่องราวอันน่าสะพรึง ตะลึงตึงๆ สติแตกไปสามตลบ ขอออกตัวก่อนว่าแก๊งนรกอกแตกของเรามีทั้งหมด 4 ชีวิต เพื่อนสาว 1 นางและน้องชายที่รู้จักกันกับแฟน แต่แฟนนางเป็นผู้ชายนะ อิอิ...ทั้ง 4 คนเดินทางไปเกาหลีแบบbackpack เป็นครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.- 4 พ.ย. 7 คืน 8 วัน ตลอดเวลา 7 วันที่เที่ยวพวกเราในแก๊งจะเรียกกันว่าพม่ารามัญ เพราะหลงทาง slow life และทำไรที่มันเปิ่นๆตลอด แถมยังเจอเกาหลีพวกที่ชอบดูถูกด้วย เลยค่อนข้างเสีย self กันนิดหน่อย แต่อาศัยมั่นหน้ากันเข้าไว้ อิอิ...
เรารีวิวการเดินทางในครั้งนี้มามากพอสมควรนะ เพราะจองตั๋วไว้เกือบปี มีเวลาศึกษาทั้งรีวิวในพันทิป เพจ ซื้อหนังสือมาอ่าน แต่แค่ไม่มีประสบการณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศ อย่างหรูสุดก็ข้ามฟากไปพม่าที่ท่าขี้เหล็ก อ.แม่สาย แฮร่...ขออย่าซ้ำเติมหรือตอกย้ำกันเลยน้า...เค้าเข็ดแล้ว นึกถึงเหตุการณ์ทีไรก็ยังรู้สึกแย่กับตัวเองอยู่ ตอนแรกที่คุยกันในแก๊งก็ไม่อยากจะรีวิวเรื่องนี้ กลัวคนอื่นที่เข้ามาอ่านด่าว่าทำไมโง่จัง 555…แต่ทุกคนลงมติว่ามารีวิวเถอะ จะได้เป็นอุธาหรณ์สอนใจ
(คือบางทีคนอื่นเค้าคงไม่งัวเหมือนพวกเรานะ แต่ขอให้เค้าเล่าเถอะ อิอิ...)
เป็นการรีวิวครั้งแรก อ่านแล้วยังงงหรือสับสน ก็ขออภัยด้วยนะคะ แบบว่า จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง สติหลุดเป็นระยะๆ ไม่อยากจำให้ช้ำใจบ้าง อิอิ...
การเดินทางครั้งนี้เรากับเพื่อนสาวซื้อตั๋วโปรของ Air Asia X แบบFly Thru ส่วนน้องชายอีก 2 คน ซื้อตั๋วโปรของ Air Asia X เหมือนกัน ซื้อคนละรอบโปรแต่เที่ยวบินไป-กลับเดียวกัน นัดเจอกันที่ดอนเมือง
ขอเม้าท์เรื่องตั๋ว Fly Thru นิดนึงนะคะ เพราะเรารู้สึกประทับใจกับการบริการนี้มาก คือขึ้นเครื่องที่เชียงราย-ดอนเมือง เขาบอกให้เราผ่านตม.ที่เชียงรายเลยค่ะ แล้วพอไปถึงดอนเมือง ก็จะมี staff ยืนชูป้ายชื่อเรากับเพื่อน มีโอปป้าคนนึงนั่งรอไปด้วยกัน แต่เหมือนมาจากเชียงใหม่แล้วจะไปโซล แล้วstaffก็พาเข้าทางลัด ผ่านเครื่อง scan อีกรอบ เห็นป้าย Fly Thru หลายไฟล์ทเลยค่ะ ทั้งไปโซล นาริตะ ฮ่องกง แล้วเราก็ได้เข้าไปรอที่ gate เลย มันสะดวกสบายมากจริงๆ
น้อง staff คนนี้น่ารักมากค่ะ เราขอถ่ายรูปด้วย นางก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จัดท่าจะโลเคชั่นเสร็จสรรพ อิอิ...
เราขอข้ามวันเที่ยวไปก่อนนะคะ ถ้าว่างๆจะมารีวิว ตัดชอทมาวันที่กลับเลยคือวันพุธที่ 4 พ.ย. เวลา 11.35 น. แก๊งเราก็ตกลงกันไว้ว่าจะออกจากที่พักแถวฮงแด ประมาณ 9 โมง ด้วยรถไฟ ATEX ตรงจากฮงแดไปสนามบินอินชอนเลย แต่จะจอดทุกสถานี ไปถึงสนามบินก็ประมาณ 10 โมง พึ่งมารู้ทีหลังว่าเค้าต้องมาถึงสนามบินก่อนล่วงหน้า 2 ชม. เฮ้อ นึกว่าไปสนามบินดอนเมืองกันรึ งัวอ่ะ
ต้องเกริ่นก่อนว่าสนามบินอินชอนมีทั้งหมด 4 ชั้น B1,1,2,3,4 ถ้ามาโดยทางรถไฟมันจะลงอาคารนึงแล้วให้เดินผ่านทางข้ามมาตึกของสนามบิน จะโผล่เจอที่ชั้น 2 แล้วพวกเราก็ขึ้นลิฟท์ไปเช็คอินที่ชั้น 3 ถาม information ว่าไฟล์ทนี้เช็คอินที่ช่องไหน ได้คำตอบคือ J 10-14 ก็ไปที่เคาน์เตอร์เลย ไปถึงก็ยังไม่รู้เรื่องกันว่าไปต่อแถวที่เช็คอินของอีกสายการบินหนึ่ง มันมีแต่ภาษาจีน แต่พื้นเป็นสีแดง พอดีมีจนท.มาให้เราไปต่ออีกช่องถัดไปแล้วนางแอร์กราวเกาคนหนึ่งก็เดินออกมาแล้วเรียกเราเข้าเช็คอิน ก็ยังคุยกันว่าทำไมมันมีแต่เรา 4 คนที่เช็คอิน (หารู้ไม่ว่าคนอื่นเขาเช็คอินกันไปหมดแล้วคร้า....) คือประเด็นมันอยู่ตรงนี้ แอร์กราวเกาคนนี้นางพูดเร็วมาก จับใจความได้แค่ว่าเหลืออีก 30 นาที ประตูปิดเวลานี้ แล้วนางก็เขียน close 11.10 น.แต่ทุกคนก็ยังไม่เอ๊ะใจอะไรนะ เราก็เช็คตั๋ว boading time 11.55 น. ดูนาฬิกาตอนนั้นประมาณ 10.30 น.
หลังจากนั้นทั้ง 4 ก็ไปที่ G25 เพราะว่าอิเพื่อนกับอิน้องเงินเหลือใน T-money หลายพันวอน เลยรีบไปซื้อของให้เงินหมด เอากลับไปเมืองไทยก็ซื้อไรไม่ได้ คือทุบหม้อข้าวหม้อแกงว่างั้น 555….
แล้วอิน้องนรกทั้งสองก็หิวอยากกินข้าว ขอแวะกินข้าวก่อน ดูเวลา 10.40 น. เราก็บอกนะว่าที่รีวิวมาเกทมันอยู่ไกลนะ แต่ไม่มีใครเอ๊ะใจ ส่วนเราก็ยังงงๆว่าประตูเกทปิดนี่คือประตูไหนว่ะ ก็ไม่มั่นใจง่ะ พวกก็เดินไปหาที่กินกัน เลยแวะกิน KFC กันจร้า...แต่กินไปแค่ 2-3 คำ เราก็ยังคาใจ เลยถามขึ้นมาว่าประตูเกทปิด 11.10 นี่คือประตูไหนว่ะ นอกหรือใน แล้วถ้าในนี่มันจะไปทันไหม อิน้องดูนาฬิกา 10.59 น. เฮ้ย!! เหมือนทุกคนเริ่มได้สติ รีบฉีกไก่เข้าปากและเก็บเข้ากล่อง รีบลุกจากร้าน
(คือบับหลังจากตกเครื่องทุกคนขอบาย KFC กันไปอีกนาน มันซ้ำใจจริงๆ 555…)
กว่าจะผ่านทางเข้า ผ่านเครื่อง scan ผ่านตม.ขาออก ออกมาจากตม. พระเจ้า!! ยืนอยู่ที่gate 6 แล้วเราต้องไป gate 125 ที่นี้ล่ะ เดินกันไม่ได้แล้วจร้า...เริ่มเดินเร็ว แต่เหมือนยิ่งรีบยิ่งพลาด คือเรานำหน้าคนอื่น แต่เดินเลยทางแยกลงบันไดเลื่อนที่จะต้องไปต่อ shuttle train ดูป้ายอีกที อ้าว..เลยมาแล้ว ก็ต้องวิ่งกลับไปที่บันไดเลื่อน
บริเวณบันใดเลื่อนที่เราจะต้องลง ไปเพื่อต่อ shuttle train นี่รูปจากเวปสนามบินอินชอน ตรงลานตรงกลาง วันนั้นเค้ามีวงออเคสตร้าแสดงอยู่ด้วยค่ะ ด้วยความรีบเราก็มองแต่วงดนตรีแล้วก็เดินเลยบันใดไป
กว่าจะลง กว่าจะได้ขึ้นรถไฟ ลงรถไฟขึ้นบันไดเลื่อน เจอโซน duty free ดูป้าย gate 121-132 ส่วน gate 125 ไกลๆโน้น เห็นแค่นั้นแหละ อินี่วิ่งไม่คิดชีวิต นึกภาพจุดออก start วิ่ง 4x100 เมตรแล้วนี่คือไม้แรก...ส่วนอีก 3 คนก็วิ่งตามมาห่างๆ
รูปจากเวปสนามบินอินชอนเหมือนกันค่ะ คือไม่มีเวลาถ่ายรูปหรอก วิ่งหน้าตั้งอย่างเดียว สังเกตว่าจากจุดสตาร์ท แทบจะไม่เห็นป้าย gate 125 เลย ไกลม๊วกๆ
จนมาถึง gate 125 มองที่จอบน gate 125 มันเป็นสายการบินอื่นไปแล้ว มองไปที่กระจก ด้านนอกภาพที่เห็นคือ เครื่องบินตั้งลำ ประตูเครื่องปิด งวงช้างเก็บไปแล้ว
คือไร?!? สติหลุด!! รีบวิ่งจะเข้าไปที่ประตู staff เกานางนั้นรีบบอก No entrance!! กรี๊ดดดดดดดด!! วิญญาณออกจากร่างเลยคร้า...นี่ขึ้นเครื่องไม่ทันใช่ไหม ตกเครื่องใช่ไหม ไม่ได้กลับบ้านใช่ไหม นี่เรื่องจริงใช่ไหม จะทำไงๆๆๆๆ ออตกเกๆๆ มันประเดประดังเข้ามาเต็มหัว แถมอาการหอบเหนื่อยแบบสุดๆ
แล้วพวกทั้ง 3 ก็วิ่งตามมา พร้อมกับภาพที่เครื่องบินกำลังเคลื่อนตัวไปตามรันเวย์ ภาพนี้พี่จำไปจนตายคร้าาาาาาา
จากนั้น staff เกา 3-4 คนที่รออยู่หน้าเกทก็เริ่มสุ่มหัวกันเหมือนกำลังประชุมเพลิง คงประมาณว่าจะจัดการกับอิพม่ารามัญพวกนี้ยังไงดี ได้ยินจาก staff คนนึงเข้าใจว่าน่าจะเป็นหัวหน้า พูดออกมาว่า เชียงราย เชียงราย คิดในใจ เอ่อ กุจะกลับบ้าน จะกลับเชียงราย แล้วสิ่งที่ผุดขึ้นมาคือ กระเป๋าพี่อยู่ไหน (อารมณ์ประมาณจา พนม ช้างกุอยู่ไหน) กลัวกระเป๋าไปกับเครื่องแล้ว โอ๊ยยยย ทำไงดี ออตกเกมาอีกแล้ว
โต๊ะนี่แหละที่ staff สุ่มหัวกันประชุม เราก็แอบยืนอยู่ข้างๆ เงี่ยหูฟัง รูปนี้จากอีกวันที่ได้ขึ้นเครื่องกลับ เลยถ่ายไว้เป็นที่ระทึก
ระหว่างที่ยืนรอ staff ประชุมเพลิง บอกได้เลยว่าเครียดมาก เพราะเราไม่รู้ว่าตอนนี้เค้าจะทำอะไรกับเราบ้าง แล้วเราต้องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ไหม แล้วจะต้องเราต้องทำอะไรยังไงต่อ
สักพัก staff เรียกแต่ละคนไปเซ็นชื่อในเอกสาร 3 ฉบับ ไม่มีคำอธิบายใดๆจาก staff แล้วพี่จะรู้ไหม คือคงประมาณเซ็นต์ยอมรับว่าพวกคุณเมิงทั้งหลายตกเครื่องอย่างเป็นทางการค่ะ จากนั้น staff เกาผู้ชายคนนึงก็บอกว่าเดินตามเขามา ขอบอกว่านางหน้าใส ตัวสูง แต่งชุดสูทดูดีมาก แต่เบ้าหน้าก็ยังไม่ปังมากมาย ให้ระดับแพทตินั่ม
ความหล่อเหลาหน้าใสของนางไม่ได้ช่วยให้ความเครียดลดน้อยลงไปเลย คือปกติเจอผู้ชายเกาแล้วเอนโดฟินหลั่ง แต่ ณ จุดนี้ พี่ไม่มีอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น ขณะที่ผู้เกาเดินนำหน้ากลับไปทางที่อินี่วิ่ง 4x100 เมตรมา นางก็หันมาบอกว่า today we have no flight, you will go tomorrow นี่หลุดปากมาเลยค่ะ “ Oh my God ” 2 รอบ นางได้ยินนะแต่ก็มิได้นำพา นางก็เดินนำต่อไป ไม่มีคำอธิบายอะไรเหมือนเดิม
ตอนนั้นคือไม่รู้อนาคตตัวเองเลยว่าจะเจออะไรบ้าง เลยโพสในเฟสว่าตกเครื่องที่อินชอน feeling ร้องไห้หนักมาก กะว่าเผื่อจะมีใครรู้รายละเอียดแล้วมาช่วยเราได้บ้าง
ต้องขอบคุณ Wifi ฟรีของสนามบินอินชอน ที่ทำให้เราได้ติดต่อกับโลกภายนอก
ระยะทางที่ผู้ชายเกาเดินนำค่อนข้างไกล เดินลงบันไดเลื่อน ลงลิฟท์ ขึ้นรถไฟฟ้ากลับไปอาคารเดิม เข้าห้องโน้น ออกห้องนี้ เหมือนเป็นทางลัด คือนางเดินนำไปทางไหนก็ตามนางไป รู้สึกประมาณว่าพวกเราเป็นกลุ่มคนพิเศษ 555… แล้วก็เดินผ่านร้านร่วง duty free ทั้งหลาย
แล้วผู้ชายเกาก็พาเราเดินลัดตัดหน้าขบวนนี้เฉยเลย คือนึกภาพผู้โดยสารที่มุงดูขบวนแล้วถ่ายรูปกัน แล้วก็มีพวกพม่ารามัญเดินตัดหน้าไป เฮ้อ อายๆๆ รูปนี้ก็เอามาจากเวปสนามบินเช่นกันค่ะ
ช่วงที่เดินทางนี้แหละที่แชทกันสนั่นกับญาติพี่น้อง เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนสนิท
บอกลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันเพราะนางจะเป็นคนมารับที่สนามบิน ว่าไม่ต้องมารับแล้ว แงๆๆ ให้ไปบอกแม่ ไม่กล้าบอกเองกลัวแม่ตกใจ และนี่ก็กลัวจะสะอึกสะอื้นถ้าได้ยินเสียงแม่ตัวเอง
แชทในกลุ่มเพื่อนทำงาน ว่านี่ต้องทำอะไรยังไงต่อดี ทุกคนช่วยปลอบใจและช่วยหาทางออก โชคดีที่น้องที่ทำงานคนนึงมีแฟนเป็นฝรั่งแล้วแฟนนางก็บอกว่าให้คุยกับ staff เรื่องต่อรองเรื่องซื้อตั๋วเครื่องบินใหม่ หรือขอสแตนบายขึ้นเครื่องสายการบินอื่นเผื่อที่นั่งว่าง และคอนเฟิร์มว่ากระเป๋ายังไม่ได้ขึ้นเครื่อง เพราะมันเกี่ยวกับความปลอดภัย ยังไงก็ได้คืน แล้วนี่ก็ถามเรื่องลางานว่าเอาไงดี จะลายังไงอะไร แจ้งหัวหน้าให้ด้วย น้องอีกคนก็บอก พี่กลับมาให้ได้ก่อนเถอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องลา โอ๊ย ซึ้งมาก
แชทกับเพื่อนสนิทในกลุ่ม ช่วยกันหาเที่ยวบินให้ใหม่ แล้วนี่ต้องไปสองต่อด้วย นางก็ช่วยหาแล้วส่งข้อมูลมาเป็นระยะๆ
จนเดินมาถึงห้อง scan กระเป๋าอีกครั้ง เดาว่าเป็นห้องที่ให้คนเกาหลีผ่านหลังจากลงเครื่องตปท. เป็นห้องที่อยู่ติดกับส่วนคนต่างชาติที่เรารอคิวผ่านตม.ขาเข้านั่นแหละ แล้วก็เดินต่อไปอีกนิด ไปห้องตม.(ห้องเย็นที่เวลาใครไม่ผ่านตม.ต้องเข้าห้องนี้แหละ) ผู้ชายเกาบอกให้นั่งรอหน้าห้อง แล้วนางก็เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ จังหวะที่นั่งรอ แอบคิดถึงลูก มีคำถามผุดขึ้นมาอีกล่ะ ทำไมวันนี้เรายังไม่ได้เจอลูก เราต้องรอพรุ่งนี้ใช่ไหม แค่คิด..มีดราม่าน้ำตาก็แอบไหลเบาๆจร้า รีบปาดน้ำตา มองดูคนที่กำลังต่อคิวเข้าตม. คิดไปเรื่อยเปื่อย พวกเขาคงคิดว่าอินี่หน้าปลวกขนาดนี้ยังกล้ามาขายตัวแล้วโดนจับได้แน่ๆ อิอิ...
(ขออภัยที่บางคนยังไม่เคยมาอาจจะนึกสถานที่ไม่ออก แต่เชื่อว่าใครที่เคยมาหรือมาบ่อยๆคงนึกออกกันนะคะ)
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น