ขออภัยที่เรื่องที่ 3 มาช้าไปหน่อยนะครับ พอดีช่วงนี้งานค่อนข้างเยอะพอสมควร เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 6 – 7 ปีที่แล้วเชิญรับชมได้เลยครับ
โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม
แว่วเสียงเคาะระฆังวัดดังแหง่งหง่างมาแต่ไกล ผมเงยหน้ามองนาฬิกาที่กำลังบอกเวลาว่า ขณะนี้เวลาสิบแปดนาฬิกาตรงแล้วผมก็ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของใส่เป้ใบโปรดอย่างเร่งรีบ หลังจากได้รับคำเชิญชวนจากเพื่อนสนิทสองคนให้ร่วมทริปไปน้ำตกแห่งหนึ่ง จากที่ผมฟังจากสหายทั้งสองของผมถึงเส้นทางการเดินทางแล้ว ผมก็รีบตอบตกลงโดยไม่ได้ถามรายละเอียดวันเวลาในการเดินทาง หลังจากผมตกปากรับคำแล้ว นัทก็ยิ้มพร้อมกับบอกผมว่า “เจอกันพรุ่งนี้บ้านแกเจ็ดโมงเช้า” ผมยืนทำตาปริบๆ ขณะที่มองตามหลังสหายทั้งสองคนอันได้แก่ นัท และจุก ควบมอเตอร์ไซค์คนละคันออกจากประตูบ้านผมไป
เวลาประมาณเกือบเจ็ดโมงเช้า นัทและจุกในเครื่องแบบกางเกงขายาว เสื้อยืดแขนสั้น รองเท้าผ้าใบอย่างดี พร้อมกับเป้สะพายหลังมาคนละใบดูทะมัดทะแมนไม่หยอก ส่วนผมเองกางเกงยืนส์เก่าๆ เสื้อยืด รองเท้าแตะ ดูขำพิลึก หลังจากกราบไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้านผมเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย เราสามคนก็ควบมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านผมไป
น้ำตกที่ผมจะไปนั้นต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ปรากฎว่าเดินหลงกันอยู่ 2 – 3 ชั่วโมงจนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำตกอยู่ไม่ไกลนัก เดินต่อมาอีกไม่นานก็เจอทางสามแยก แต่ด้านซ้ายนั้นมีไม้ไผ่ขวางอยู่สองสามลำตามแบบฉบับประตูบ้านนอก ด้วยความสนใจเราสามคนก็ถือวิสาสะชะโงกเข้าไปดู แต่สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือแอ่งน้ำกว้างประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบตารางเมตรเห็นจะได้ มีน้ำสายหนึ่งไหลจากชะง่อนผาตกลงมากระทบกับแอ่งน้ำเบื้องล่างหันหน้ามาทางประตูรั้ว ราวกับเชื้อเชิญให้แขกผู้มาเยือนได้ยลโฉมอันงามงดของแอ่งน้ำเบื้องล่าง ส่วนชะง่อนผามีเป็นลักษณะคล้ายถ้ำอยู่ด้านหลังน้ำตก ด้านข้างมีโฮมสเตย์ขนาดเล็กประมาณสี่หลัง และแทบจะเป็นไม้ไผ่ทั้งหลังเสียทีเดียว มีเพียงหลังคาเท่านั้นที่ใช้หญ้าคาแห้งสานเป็นแพ ถัดจากโฮมสเตย์ทั้งสี่หลังไป เป็นกองไฟที่มอดแล้วกองไม่ใหญ่มาก มีที่เก้าอี้ขนาดเล็กอยู่สองสามตัว ถัดจากกองไฟไปอีกเป็นบ้านยกสูงขนาดไม่ใหญ่มากนัก ตัวบ้านส่วนมากประกอบด้วยไม้ไผ่ ด้านหน้ามีชานบ้านขนาดไม่กว้างนัก และมีห้องพักเล็กๆอยู่ด้านใน ส่วนที่อยู่ด้านข้างของตัวบ้านหลังใหญ่ก็เป็นศาลเพียงตาเล็กๆประกอบขึ้นจากไม้ตามแต่จะหาได้
“ขอโทษนะครับมีใครอยู่ไหมครับ” ผมตะโกนเรียกสามสี่หน แต่มีเพียงเสียงน้ำตกเบื้องหน้าเท่านั้นที่เป็นคำตอบ
“ขออนุญาตเข้าไปหน่อยนะครับ” จุกตะโกนไปอย่างหัวเสียและถือวิสาสะก้าวข้ามรั้วเข้าไปยังอาณาบริเวณของโฮมสเตย์เล็กๆแห่งนั้น ในบริเวณภายในนั้นสะอาดสะอ้านราวกับว่ามีคนมาเก็บกวาดทุกวันฉะนั้น หลังจากที่เดินเข้ามาแล้วก็มองเห็นศาลาไม้ไผ่ขนาดเล็กอยู่เยื้องกับศาลเพียงตาไปซักหน่อย ด้านหน้าศาลามีต้นพริก โหระพา สาระแหน่ขึ้นเขียวขจีดูแล้วสบายตายิ่ง เราสามคนจึงยึดเอาศาลาใกล้น้ำตกแห่งนั้นเป็นฐานที่มั่นในบ่ายนี้ ขณะที่ผมเดินถอยหลังเพื่อที่จะนำกล้องจากโทรศัพท์มือถือของผมขึ้นมาถ่ายความงามของน้ำตกอันเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางนั้น ผมกลับสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า ผมรีบหันขวับไปอย่างรวดเร็ว ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ข้างหลังผมคือลูกหมาตัวเล็กๆ สองตัว ตัวหนึ่งสีน้ำตาลล้วน อีกตัวหนึ่งสีน้ำตาลปนกับสีขาวดูน่ารักน่าชัง ลูกหมาทั้งสองดูน่ารักน่าเอ็นดู แถมยังขี้เล่นอีกต่างหาก ทำเอาพวกผมสามคนหายเหงาไปเลย
“อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเราอยู่แค่สามคน…” นัทพูดขึ้นมาอย่างใจลอย
หลังจากถ่ายรูปได้สองสามท่า ผมก็ได้ยินเสียงคนคุยกันราวกับว่ามากันเป็นหมู่ขณะ แต่ผมก็ยังไม่สามารถจับใจความของเสียงเหล่านั้นได้ ไม่นานนักประตูไม้ด้านหน้าก็ถูกเปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบปีเห็นจะได้เดินเข้าทักทายพร้อมกับใบหน้าอันยิ้มแย้ม
“อ้าว น้องมาเที่ยวกันหรอ พี่ชื่อสันนะ พอดีพี่เป็นไกด์อยู่แถวนี้น่ะมีอะไรให้ช่วยไหม”
“ครับ พอดีพวกผมมาเที่ยวกัน แต่ตะโกนมาแล้วไม่ได้ยินเสียงตอบเลยถือวิสาสะเข้ามาน่ะครับ ไม่รู้ว่าเจ้าของเขาจะว่าไหมครับ” ผมตอบอย่างไม่ค่อยเต็มปากนัก
“ไม่เป็นไรหรอก ลุงมาเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ประตูก็กั้นไว้เพื่อไม่ให้วัวควายเข้ามาเท่านั้นแหละ” ผมคุยกับพี่ไกด์หนุ่มผู้นั้นอีกสองสามคำ คณะท่องเที่ยวซึ่งเป็นชาวต่างชาติก็เดินเข้ามาไกด์หนุ่มผู้นั้นก็เดินเข้าไปพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องปรือ คณะท่องเที่ยวชาวฝรั่งนั้นก็ทยอยกัยถ่ายรูป เล่นน้ำกันอย่างเป็นปกติ บ้างก็ไม่ได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า บ้างก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นบิกินี่ ก็ถือว่าเป็นบุญตาของพวกผมสามคนเสียเลยก็แล้วกันที่ได้มาเห็นสถานที่อันซีนเช่นนี้ ในขณะที่เราสามคนนั่งมองกันอย่างเพลินตานั้นพี่สันไกด์หนุ่มผู้นั้นเดินเข้ามาพร้อมกับถามพวกผมสามคนอย่างประหลาดใจว่า “ขอโทษนะน้อง พอดีพี่เห็นของที่น้องเตรียมมา ไม่ทราบว่าน้องจะค้างแรมที่นี่กันหรอ” ผมสามคนพยักหน้าอย่าพร้อมเพรียงกัน แต่ใบหน้าอันยิ้มแย้มของพี่สันฉายแววกังวลออกมาในเสี้ยววินาทีนั้นก่อนที่จะกลับเป็นปกติพร้อมกับพูดต่อไปว่า “พอดีวันนี้ฝรั่งพวกนี้จะไม่ค้างที่นี่ด้วยซี่ คงจะมีแค่พวกน้องล่ะนะที่จะค้างกันอยู่ที่นี่ น้ำประปา ไฟฟ้าก็ไม่มีนะ อันนี้น้องพอจะรู้กันใช่ไหม” “ครับ ผมพอจะได้ยินมาบ้างแล้ว” จุกตอบด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ ไม่นานนักพี่สันไกด์หนุ่มผู้นั้นก็พาชาวคณะฝรั่งเหล่านั้นออกเดินทาง พร้อมกลับอวยพรพวกเราราวกับว่าที่นี่มีอะไรแปลกฉะนั้น
เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ : ตอนที่ 3 ขวางทางเดิน
โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม
แว่วเสียงเคาะระฆังวัดดังแหง่งหง่างมาแต่ไกล ผมเงยหน้ามองนาฬิกาที่กำลังบอกเวลาว่า ขณะนี้เวลาสิบแปดนาฬิกาตรงแล้วผมก็ก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของใส่เป้ใบโปรดอย่างเร่งรีบ หลังจากได้รับคำเชิญชวนจากเพื่อนสนิทสองคนให้ร่วมทริปไปน้ำตกแห่งหนึ่ง จากที่ผมฟังจากสหายทั้งสองของผมถึงเส้นทางการเดินทางแล้ว ผมก็รีบตอบตกลงโดยไม่ได้ถามรายละเอียดวันเวลาในการเดินทาง หลังจากผมตกปากรับคำแล้ว นัทก็ยิ้มพร้อมกับบอกผมว่า “เจอกันพรุ่งนี้บ้านแกเจ็ดโมงเช้า” ผมยืนทำตาปริบๆ ขณะที่มองตามหลังสหายทั้งสองคนอันได้แก่ นัท และจุก ควบมอเตอร์ไซค์คนละคันออกจากประตูบ้านผมไป
เวลาประมาณเกือบเจ็ดโมงเช้า นัทและจุกในเครื่องแบบกางเกงขายาว เสื้อยืดแขนสั้น รองเท้าผ้าใบอย่างดี พร้อมกับเป้สะพายหลังมาคนละใบดูทะมัดทะแมนไม่หยอก ส่วนผมเองกางเกงยืนส์เก่าๆ เสื้อยืด รองเท้าแตะ ดูขำพิลึก หลังจากกราบไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้านผมเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย เราสามคนก็ควบมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านผมไป
น้ำตกที่ผมจะไปนั้นต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ปรากฎว่าเดินหลงกันอยู่ 2 – 3 ชั่วโมงจนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำตกอยู่ไม่ไกลนัก เดินต่อมาอีกไม่นานก็เจอทางสามแยก แต่ด้านซ้ายนั้นมีไม้ไผ่ขวางอยู่สองสามลำตามแบบฉบับประตูบ้านนอก ด้วยความสนใจเราสามคนก็ถือวิสาสะชะโงกเข้าไปดู แต่สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือแอ่งน้ำกว้างประมาณแปดสิบถึงเก้าสิบตารางเมตรเห็นจะได้ มีน้ำสายหนึ่งไหลจากชะง่อนผาตกลงมากระทบกับแอ่งน้ำเบื้องล่างหันหน้ามาทางประตูรั้ว ราวกับเชื้อเชิญให้แขกผู้มาเยือนได้ยลโฉมอันงามงดของแอ่งน้ำเบื้องล่าง ส่วนชะง่อนผามีเป็นลักษณะคล้ายถ้ำอยู่ด้านหลังน้ำตก ด้านข้างมีโฮมสเตย์ขนาดเล็กประมาณสี่หลัง และแทบจะเป็นไม้ไผ่ทั้งหลังเสียทีเดียว มีเพียงหลังคาเท่านั้นที่ใช้หญ้าคาแห้งสานเป็นแพ ถัดจากโฮมสเตย์ทั้งสี่หลังไป เป็นกองไฟที่มอดแล้วกองไม่ใหญ่มาก มีที่เก้าอี้ขนาดเล็กอยู่สองสามตัว ถัดจากกองไฟไปอีกเป็นบ้านยกสูงขนาดไม่ใหญ่มากนัก ตัวบ้านส่วนมากประกอบด้วยไม้ไผ่ ด้านหน้ามีชานบ้านขนาดไม่กว้างนัก และมีห้องพักเล็กๆอยู่ด้านใน ส่วนที่อยู่ด้านข้างของตัวบ้านหลังใหญ่ก็เป็นศาลเพียงตาเล็กๆประกอบขึ้นจากไม้ตามแต่จะหาได้
“ขอโทษนะครับมีใครอยู่ไหมครับ” ผมตะโกนเรียกสามสี่หน แต่มีเพียงเสียงน้ำตกเบื้องหน้าเท่านั้นที่เป็นคำตอบ
“ขออนุญาตเข้าไปหน่อยนะครับ” จุกตะโกนไปอย่างหัวเสียและถือวิสาสะก้าวข้ามรั้วเข้าไปยังอาณาบริเวณของโฮมสเตย์เล็กๆแห่งนั้น ในบริเวณภายในนั้นสะอาดสะอ้านราวกับว่ามีคนมาเก็บกวาดทุกวันฉะนั้น หลังจากที่เดินเข้ามาแล้วก็มองเห็นศาลาไม้ไผ่ขนาดเล็กอยู่เยื้องกับศาลเพียงตาไปซักหน่อย ด้านหน้าศาลามีต้นพริก โหระพา สาระแหน่ขึ้นเขียวขจีดูแล้วสบายตายิ่ง เราสามคนจึงยึดเอาศาลาใกล้น้ำตกแห่งนั้นเป็นฐานที่มั่นในบ่ายนี้ ขณะที่ผมเดินถอยหลังเพื่อที่จะนำกล้องจากโทรศัพท์มือถือของผมขึ้นมาถ่ายความงามของน้ำตกอันเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทางนั้น ผมกลับสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า ผมรีบหันขวับไปอย่างรวดเร็ว ปรากฎว่าสิ่งที่อยู่ข้างหลังผมคือลูกหมาตัวเล็กๆ สองตัว ตัวหนึ่งสีน้ำตาลล้วน อีกตัวหนึ่งสีน้ำตาลปนกับสีขาวดูน่ารักน่าชัง ลูกหมาทั้งสองดูน่ารักน่าเอ็นดู แถมยังขี้เล่นอีกต่างหาก ทำเอาพวกผมสามคนหายเหงาไปเลย
“อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเราอยู่แค่สามคน…” นัทพูดขึ้นมาอย่างใจลอย
หลังจากถ่ายรูปได้สองสามท่า ผมก็ได้ยินเสียงคนคุยกันราวกับว่ามากันเป็นหมู่ขณะ แต่ผมก็ยังไม่สามารถจับใจความของเสียงเหล่านั้นได้ ไม่นานนักประตูไม้ด้านหน้าก็ถูกเปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบปีเห็นจะได้เดินเข้าทักทายพร้อมกับใบหน้าอันยิ้มแย้ม
“อ้าว น้องมาเที่ยวกันหรอ พี่ชื่อสันนะ พอดีพี่เป็นไกด์อยู่แถวนี้น่ะมีอะไรให้ช่วยไหม”
“ครับ พอดีพวกผมมาเที่ยวกัน แต่ตะโกนมาแล้วไม่ได้ยินเสียงตอบเลยถือวิสาสะเข้ามาน่ะครับ ไม่รู้ว่าเจ้าของเขาจะว่าไหมครับ” ผมตอบอย่างไม่ค่อยเต็มปากนัก
“ไม่เป็นไรหรอก ลุงมาเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ประตูก็กั้นไว้เพื่อไม่ให้วัวควายเข้ามาเท่านั้นแหละ” ผมคุยกับพี่ไกด์หนุ่มผู้นั้นอีกสองสามคำ คณะท่องเที่ยวซึ่งเป็นชาวต่างชาติก็เดินเข้ามาไกด์หนุ่มผู้นั้นก็เดินเข้าไปพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องปรือ คณะท่องเที่ยวชาวฝรั่งนั้นก็ทยอยกัยถ่ายรูป เล่นน้ำกันอย่างเป็นปกติ บ้างก็ไม่ได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า บ้างก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นบิกินี่ ก็ถือว่าเป็นบุญตาของพวกผมสามคนเสียเลยก็แล้วกันที่ได้มาเห็นสถานที่อันซีนเช่นนี้ ในขณะที่เราสามคนนั่งมองกันอย่างเพลินตานั้นพี่สันไกด์หนุ่มผู้นั้นเดินเข้ามาพร้อมกับถามพวกผมสามคนอย่างประหลาดใจว่า “ขอโทษนะน้อง พอดีพี่เห็นของที่น้องเตรียมมา ไม่ทราบว่าน้องจะค้างแรมที่นี่กันหรอ” ผมสามคนพยักหน้าอย่าพร้อมเพรียงกัน แต่ใบหน้าอันยิ้มแย้มของพี่สันฉายแววกังวลออกมาในเสี้ยววินาทีนั้นก่อนที่จะกลับเป็นปกติพร้อมกับพูดต่อไปว่า “พอดีวันนี้ฝรั่งพวกนี้จะไม่ค้างที่นี่ด้วยซี่ คงจะมีแค่พวกน้องล่ะนะที่จะค้างกันอยู่ที่นี่ น้ำประปา ไฟฟ้าก็ไม่มีนะ อันนี้น้องพอจะรู้กันใช่ไหม” “ครับ ผมพอจะได้ยินมาบ้างแล้ว” จุกตอบด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ ไม่นานนักพี่สันไกด์หนุ่มผู้นั้นก็พาชาวคณะฝรั่งเหล่านั้นออกเดินทาง พร้อมกลับอวยพรพวกเราราวกับว่าที่นี่มีอะไรแปลกฉะนั้น