JJNY : กรธ.ถกเปิดช่อง"นายกฯคนนอก" 2 สูตร ต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อ-พรรคเปิดตัวหาเสียง

กระทู้คำถาม
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน นายอุดม รัฐอมฤต คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า การประชุมกรธ.ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ จะมีการพิจารณาเรื่องโครงสร้างของฝ่ายบริหาร ซึ่งเบื้องต้นจะพิจารณาเฉพาะกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีก่อน จากนั้นถึงจะไปพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และข้าราชการ สำหรับที่มาของนายกฯนั้นส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าต้องผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพราะเป็นหลักการและธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานาน แต่บุคคลที่จะมาเป็นนายกฯจำเป็นต้องเป็น ส.ส.หรือไม่เป็นประเด็นที่กรธ.ต้องพิจารณากันอีกครั้ง

นายอุดมกล่าวว่า เวลานี้มีข้อเสนอถึงกรณีที่นายกฯไม่เป็น ส.ส.จะมีทางเลือก ได้แก่ 1.ให้พรรคการเมืองต้องประกาศตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้งว่าหากได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลจะให้ใครมาดำรงตำแหน่งนายกฯเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาว่าอยากได้ใครมาเป็นนายกฯและเกิดการยอมรับ 2.ให้สภาฯสามารถลงมติเลือกบุคคลที่อยู่ในบัญชีของผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเป็นหรือไม่ได้เป็น ส.ส.มาดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างไรก็ตาม ในการประชุม กรธ.อาจจะมีข้อเสนอและแนวทางในการพิจารณามากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งอยู่กับการตัดสินใจของกรธ.ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ส่วนตัวคิดว่าแม้นายกฯจะไม่ได้เป็นส.ส.ก็ไม่จำเป็นต้องให้สภาฯลงมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งแบบพิเศษที่มากกว่าการลงมติเลือกนายกฯที่มาจากส.ส.

เมื่อถามว่ารัฐธรรมนูญ2540 และ 2550 บัญญัติหลักการว่านายกฯจะต้องเป็นส.ส.เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสืบทอดอำนาจ นายอุดม กล่าวว่า ยอมรับว่าในยุคหนึ่งมีการไม่ไว้วางใจว่าถ้าไม่ให้นายกฯเป็นส.ส.อาจจะเป็นการสืบทอดอำนาจ ในทางกลับกันก็มีคำถามว่าหากบุคคลนั้นไม่ได้เป็นส.ส.แต่ถ้าเป็นคนที่ประชาชนให้การยอมรับจะถือว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

เมื่อถามว่าจะมีการนำปัญหาของการไม่มีนายกฯที่มีอำนาจเต็มก่อนเกิดการรัฐประหารปี 2557 มาพิจารณาหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการพิจารณาในรายละเอียด แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรมีการกำหนดระยะเวลาและขอบเขตอำนาจของการทำหน้าที่รักษาการของนายกฯเอาไว้ เพื่อไม่ให้สภาพที่ประเทศต้องมีนายกฯอยู่นั่งในตำแหน่งรักษาการณ์แบบไม่มีกำหนด

เมื่อถามว่า กรธ.จะพิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกฯและรัฐมนตรีไปพร้อมกันหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า คุณสมบัติของนายกฯและรัฐมนตรีคงจะยืนในหลักการเดิมที่รัฐธรรมนูญในอดีตได้กำหนดเอาไว้ แต่อาจมีการพิจารณาว่าเมื่อส.ส.ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วควรลาออกจากตำแหน่งส.ส.หรือไม่

ด้านนายเธียรชัย ณ นคร กรธ.ในฐานะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหาร กล่าวว่า ที่มาของหัวหน้าฝ่ายบริหารนั้นจะถือหลักการที่นายกรัฐมนตรี ต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นหลักการสำคัญที่สังคมต้องเรียนรู้ร่วมกัน ตามความเห็นส่วนตัวเห็นว่าที่มาของนายกฯ จากรูปแบบของต่างประเทศคือนายกฯ ต้องมาจากการเห็นชอบตามเสียงข้างมากในรัฐสภา หรือในสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่กำหนดคุณสมบัติผู้เป็นนายกฯ ว่าจะต้องเป็น ส.ส.หรือไม่

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าเมื่อไม่เขียนคุณสมบัตินายกฯ ต้องเป็น ส.ส.ไว้ อาจทำให้เกิดนายกฯ คนนอก ที่ทุกคนมองภาพว่าเป็นฝ่ายทหารเหมือนกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 แต่ในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์จะพบว่าหลังจากนั้นประเทศไทยก็มีนายกฯ ที่ไม่ได้เป็นส.ส. และมีสถานะเป็นพลเรือนที่ประชาชนยอมรับ ดังนั้น ประเด็นดังกล่าวสังคมในระดับของนักการเมือง สื่อมวลชน และพรรคการเมืองต้องร่วมทำความเข้าใจใหม่เพื่อให้มองหลักการสำคัญที่ตรงกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่