เสียงพิธีกรกำลังแจงรายละเอียดกำหนดการของการเททองหล่อพระในงานกฐิน ให้แก่ผู้มีจิตศรัทธา ดังแว่วมาไกลๆ
ทำให้ลุงพุด ชายสูงวัย เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เพื่อไปให้ทันกับพิธีการที่กำลังเริ่มขึ้น
;;;;;;;;;;
หลังจากออกพรรษา ทางสำนักสงฆ์ในหมู่บ้านที่ก่อตั้งมาได้ไม่นานนัก หลวงตาสมท่านเจ้าอาวาสมีเจตนาจะสร้างพระพุทธรูป
ไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเคารพกราบไหว้บูชา และเป็นตัวแทนองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นถาวรวัตถุในทางศาสนาต่อไป
จึงกำหนดเป็นกองกฐินขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อหารายได้เข้ามาบำรุงสถานที่ อีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือ เพื่อให้สาธุชนทั้งหลายได้มีโอกาส
สืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา ที่กำหนดให้มีการทอดกฐินหลังออกพรรษาไม่เกิน 1 เดือน
และเพื่อปฎิสังขรณ์ให้เป็นถาวรวัตถุ ในโอกาสหน้าที่จะขอพระราชทาน วิสุงคามสีมาแก่สำนักสงฆ์แห่งนี้
ด้วยความที่เป็นสำนักสงฆ์ใหม่ การสร้างและดำเนินงาน คงยังต้องอาศัยแรงบุญและแรงศรัทธาจากชาวบ้านเป็นแรงเกื้อหนุน
และอุปถัมภ์ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย ลุงพุด ก็เป็นอีกหนึ่งแรงศรัทธา ที่แม้จะไม่มีกำลังทรัพย์มากมายนัก แต่ด้วยแรงศรัทธา
ลุงพุด จึงหวังที่จะใช้แรงกายหยิบช่วยอะไรได้บ้าง เพื่อต่อเติมบุญให้ตัวเอง
;;;;;;;;;;
ที่ปะรำพิธี มีพราหมณ์ ร่วมพิธีอยู่ และพระสงฆ์ กำลังเจริญพระพุทธมนต์อย่างต่อเนื่อง วงสายสินธ์ุ ล้อมพุทธศาสนิกชน
ไว้เป็นวงกว้าง... หลายคนใบหน้าอิ่มเอบด้วยรอยบุญที่ได้มากระทำร่วมกันในวันนี้ อย่างมีความสุข
ลุงพุด เดินเข้าไปด้วยความปิติ ที่เห็นคนมาทำบุญมากมายเกินกว่า ที่ตนคิดไว้ สำนักสงฆ์บ้านป่าแห่งนี้เพิ่งจะก่อตั้งไม่นานเท่าไหร่
ด้วยอำเภอเล็กๆที่อยู่ห่างออกไปจากตัวจังหวัดในภาคภาคอีสาน ทำให้ความเจริญยังมาถึงไม่ได้มากนัก
อีกทั้งคนในหมู่บ้านนี้ ก็มีแต่คนเฒ่าคนแก่ พวกหนุ่มๆสาวๆที่ไปทำงานยังต่างถิ่น หรือกรุงเทพฯก็นานๆจะกลับมาซะที
ทำให้สำนักสงฆ์แห่งนี้พัฒนาไปได้ อย่างช้าๆ
ลุงพุดเดินไปหาตามี โยมอุปฐาก รุ่นลายครามที่คงอยู่กับสำนักสงฆ์นี้มานาน เรียกได้ว่าแกเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตี
ที่เกิดพร้อมกับสำนักสงฆ์ที่ก่อตั้งมา
" ตามี แก มีไรให้ข้าช่วยได้บ้างมั้ย ข้าเพิ่งเสร็จจาก ไปช่วยซ่อมยุ้งให้ทิดมั่นมาว่ะ รีบแทบแย่กลัวมาไม่ทัน "
ตามี หันมามองลุงพุด ชายแก่ ผู้มากน้ำใจของชาวบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ
" เออ เอ็งมาพอดีเลยว่ะ ข้ากำลังจะไปดูไฟซะหน่อย"
" เอ็งช่วยไปเอาตระกร้า ที่ใส่พวกเครื่องทองเหลือ ที่อยู่ด้านโน้นมาไว้ตรงเตาหลอมที ช้าวบ้านเค้าเอามาบริจาค เยอะเลยว่ะ "
" เสร็จแล้ว เอ็งเอาขันไปวางไว้บนโต๊ะบูชาที่หน้าพิมพ์ องค์พระท่านด้วย ชาวบ้านที่เค้าศรัทธา เค้าจะได้เอาเหรียญ เอาสร้อย
เอาแหวนเก่าๆมาใส่ เพื่อหลอมเป็นองค์พระท่าน เอ็ง อย่าลืมนะโว้ย "
สิ้นเสียงสั่ง ตามีก็เดินไปดูไฟที่จะเผาเบ้าหลอมเพื่อหล่อทอง ....
ตาพุด กุลีกุจอไปยกตระกร้าอย่างทะมัดทะแมง เมื่อเสร็จภาระกิจแรก ภาระกิจสองก็ตามมา ขันเงินลายไทยใบใหญ่ ถูกนำไปวางไว้
บนโต๊ะหน้าพิมพ์องค์พระ ภายในขันมีธูปเทียนดอกไม้ เป็นสัญญลักษณ์ ของไตรสาม ที่เป็นเครื่องบูชา แด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า
ใส่ไว้อยู่ ไม่นานก็มีชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา ทยอยเดินเอาเหรียญบ้าง ตุ้มหูบ้าง สร้อยทองขาดๆ ที่เก็บไว้ เอามาใส่ขันกัน พร้อมๆกับยกมือ
สาธุ ในผลบุญที่ตัวเองกระทำในวันนี้ ด้วยหน้าตาเต็มไปด้วยบุญที่อิ่มเอิบ
ตาพุด มองภาพนั้นอย่างปลื้มใจ คราวนี้ สำนักสงฆ์แห่งนี้ คงได้มีพระประธานองค์ใหญ่ ไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ชาวบ้าน
ได้มาเคารพกราบไหว้กันซะที ....คิดแล้ว... มือแกก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเก่าที่แกใส่มา เมื่อควานเจอสิ่งที่แกต้องการ
แกกำแบงค์ร้อยใบเดียวที่มีอยู่ไว้แน่น แล้วก็ปล่อยมันคืนสู่ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม แกไม่ใช่คนร่ำรวย อาชีพของแกคือรับจ้างไปวันๆ
ไม่ว่าใครจะจ้างให้แก ทำอะไร แกทำหมดแลกกับเงิน หรือข้าวของเครื่องใช้ ของกิน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต
แต่หากใครไม่มีหรือไม่หยิบยื่นสิ่งใดให้แก แกก็ไม่เคยว่า พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกครั้งไป ความเป็นคนมีน้ำใจและใจดีของแก
แกจึงเป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน....
;;;;;;;;;;
ลุงพุดอยู่คนตัวคนเดียว แกไม่มีลูกเมีย หรือญาติพี่น้องที่ไหน ฉะนั้นความเป็นอยู่ของแก จึงไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก
คนกินง่ายอยู่ง่าย อยู่ตรงไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาของแกก็คือ อาการปวดเมื่อตัวของแกนี่แหล่ะที่ต้องรักษาด้วย 40 ดีกรีทุกวัน
วันละเป๊ก สองเป๊ก มันทำให้แก นอนหลับ และอารมณ์ดี มีเรี่ยวแรงที่จะทำงานต่อไป
นึกแล้วน้ำลายสอขึ้นมาทันที เย็นนี้ ก่อนที่ร้านแป๊ะกวงจะปิด เห็นทีต้องไปหิ้ว 40 ดีกรีสักขวด มาเก็บไว้ที่บ้าน แค่วันละเป๊ก สองเป๊ก
ขวดนี้ก็คงอยู่ได้นาน ด้วยเงินร้อยที่มี ก็ยังเหลือทอนพอที่จะซื้อไข่เพื่อจะเก็บไว้กินได้อีกหลายใบ
ขณะที่ลุงพุด คิดอะไรเพลินๆ พลันสายตาก็สะดุดไปที่สตรีสองนางต่างวัย ที่กำลังยกมือวันทาองค์พิมพ์พระ หน้าขันเงินใบใหญ่นั้นอยู่
สองคนนี้เป็นใครกันหนอ เธอสองคนนี้ไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้แน่ๆ ลุงพุดจำทุกคนในหมู่บ้านได้ดี ดูจากรูปร่างหน้าตาผิวพรรณแล้ว
เหมือนจะเป็นคนกรุงเทพหรือไง สตรีคนสูงวัยเกล้าผมม้วยสูงใส่ซิ่นขาวเสื่อคอกลมแขนทรงกระบอก พาดด้วยผ้าสไบขาว
สะอาดสะอ้านชวนสะกดสายตาให้ลุงพุดจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา ใบหน้าหน้าที่อิ่มบุญ สง่าราศรีส่องประกายเจิดจ้าออกมา
อย่างกับรัศมีของแสงจันทร์ที่ระเรื่อเป็นใยบางนวลอยู่วนรอบกาย
สตรีอีกคนที่ดูเหมือนจะอ่อนเยาว์กว่า เกล้าผมมวยใส่ซิ่นขาวเหมือนกัน สง่าราศรีไม่แพ้กันเท่าใดนัก แต่คนนี้
ไม่มีแสงรัศมีสะท้อนออกมาเหมือนคนแรก เธอสองคนกำลังหย่อนสายสร้อยเส้นใหญ่ ลงในขันอย่างช้าๆ
แสงอาทิตย์ส่องมากระทบเส้นทองนั้นอย่างวาวแวว สีเหลือสุกปลั่งของสายสร้อยสะท้อนเข้าตา ลุงพุดอย่างจัง
ช่างเป็นสีทองลูกบวบที่สวยที่สุด เท่าที่ลุงพุดเห็นมา ......
;;;;;;;;;;
ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่สว่างจ้า กลับมืดลงชั่วขณะ ลมพายุที่พัดมาอย่างเร็วและแรง ทำให้กิ่งโพธิ์ใหญ่ไหวเอนตามแรงลม
แกว่งไกวเหมือนกิ่งจะหักลงมาอย่างน่ากลัว เสียงใบไม้ลู่ลม ส่งเสียงซู่ซ่าขานรับกันโดยพร้อมเพียง ดังลั่นลานสำนักสงฆ์
ฝนเม็ดเล็กๆปรอยลงมา พอเปียกชุ่มเหมือนคล้ายดั่งน้ำมนต์ที่พรมลงมาถูกตัว ทุกคนในวัดแตกตื่น ตระหนกตกใจกันหมด
ด้วยเกรงว่าฝนอาจทำให้พีธีหล่อพระสะดุดลง
และไม่กี่อึดใจ ทุกอย่างก็เงียบสงบ เมฆที่บดบังพระอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนจากไป ลมแรงที่เป็นพายุหยุดสงบนิ่ง
แสงสว่างกลับส่องลงมายังผืนโลกตามปรกติ
....ยังมีต่อค่ะ...
เรื่องสั้น : ศรัทธา
ทำให้ลุงพุด ชายสูงวัย เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เพื่อไปให้ทันกับพิธีการที่กำลังเริ่มขึ้น
;;;;;;;;;;
หลังจากออกพรรษา ทางสำนักสงฆ์ในหมู่บ้านที่ก่อตั้งมาได้ไม่นานนัก หลวงตาสมท่านเจ้าอาวาสมีเจตนาจะสร้างพระพุทธรูป
ไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเคารพกราบไหว้บูชา และเป็นตัวแทนองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นถาวรวัตถุในทางศาสนาต่อไป
จึงกำหนดเป็นกองกฐินขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อหารายได้เข้ามาบำรุงสถานที่ อีกวัตถุประสงค์หนึ่งคือ เพื่อให้สาธุชนทั้งหลายได้มีโอกาส
สืบทอดวัฒนธรรมและประเพณีทางพุทธศาสนา ที่กำหนดให้มีการทอดกฐินหลังออกพรรษาไม่เกิน 1 เดือน
และเพื่อปฎิสังขรณ์ให้เป็นถาวรวัตถุ ในโอกาสหน้าที่จะขอพระราชทาน วิสุงคามสีมาแก่สำนักสงฆ์แห่งนี้
ด้วยความที่เป็นสำนักสงฆ์ใหม่ การสร้างและดำเนินงาน คงยังต้องอาศัยแรงบุญและแรงศรัทธาจากชาวบ้านเป็นแรงเกื้อหนุน
และอุปถัมภ์ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย ลุงพุด ก็เป็นอีกหนึ่งแรงศรัทธา ที่แม้จะไม่มีกำลังทรัพย์มากมายนัก แต่ด้วยแรงศรัทธา
ลุงพุด จึงหวังที่จะใช้แรงกายหยิบช่วยอะไรได้บ้าง เพื่อต่อเติมบุญให้ตัวเอง
;;;;;;;;;;
ที่ปะรำพิธี มีพราหมณ์ ร่วมพิธีอยู่ และพระสงฆ์ กำลังเจริญพระพุทธมนต์อย่างต่อเนื่อง วงสายสินธ์ุ ล้อมพุทธศาสนิกชน
ไว้เป็นวงกว้าง... หลายคนใบหน้าอิ่มเอบด้วยรอยบุญที่ได้มากระทำร่วมกันในวันนี้ อย่างมีความสุข
ลุงพุด เดินเข้าไปด้วยความปิติ ที่เห็นคนมาทำบุญมากมายเกินกว่า ที่ตนคิดไว้ สำนักสงฆ์บ้านป่าแห่งนี้เพิ่งจะก่อตั้งไม่นานเท่าไหร่
ด้วยอำเภอเล็กๆที่อยู่ห่างออกไปจากตัวจังหวัดในภาคภาคอีสาน ทำให้ความเจริญยังมาถึงไม่ได้มากนัก
อีกทั้งคนในหมู่บ้านนี้ ก็มีแต่คนเฒ่าคนแก่ พวกหนุ่มๆสาวๆที่ไปทำงานยังต่างถิ่น หรือกรุงเทพฯก็นานๆจะกลับมาซะที
ทำให้สำนักสงฆ์แห่งนี้พัฒนาไปได้ อย่างช้าๆ
ลุงพุดเดินไปหาตามี โยมอุปฐาก รุ่นลายครามที่คงอยู่กับสำนักสงฆ์นี้มานาน เรียกได้ว่าแกเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตี
ที่เกิดพร้อมกับสำนักสงฆ์ที่ก่อตั้งมา
" ตามี แก มีไรให้ข้าช่วยได้บ้างมั้ย ข้าเพิ่งเสร็จจาก ไปช่วยซ่อมยุ้งให้ทิดมั่นมาว่ะ รีบแทบแย่กลัวมาไม่ทัน "
ตามี หันมามองลุงพุด ชายแก่ ผู้มากน้ำใจของชาวบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ " เออ เอ็งมาพอดีเลยว่ะ ข้ากำลังจะไปดูไฟซะหน่อย"
" เอ็งช่วยไปเอาตระกร้า ที่ใส่พวกเครื่องทองเหลือ ที่อยู่ด้านโน้นมาไว้ตรงเตาหลอมที ช้าวบ้านเค้าเอามาบริจาค เยอะเลยว่ะ "
" เสร็จแล้ว เอ็งเอาขันไปวางไว้บนโต๊ะบูชาที่หน้าพิมพ์ องค์พระท่านด้วย ชาวบ้านที่เค้าศรัทธา เค้าจะได้เอาเหรียญ เอาสร้อย
เอาแหวนเก่าๆมาใส่ เพื่อหลอมเป็นองค์พระท่าน เอ็ง อย่าลืมนะโว้ย "
สิ้นเสียงสั่ง ตามีก็เดินไปดูไฟที่จะเผาเบ้าหลอมเพื่อหล่อทอง ....
ตาพุด กุลีกุจอไปยกตระกร้าอย่างทะมัดทะแมง เมื่อเสร็จภาระกิจแรก ภาระกิจสองก็ตามมา ขันเงินลายไทยใบใหญ่ ถูกนำไปวางไว้
บนโต๊ะหน้าพิมพ์องค์พระ ภายในขันมีธูปเทียนดอกไม้ เป็นสัญญลักษณ์ ของไตรสาม ที่เป็นเครื่องบูชา แด่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า
ใส่ไว้อยู่ ไม่นานก็มีชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา ทยอยเดินเอาเหรียญบ้าง ตุ้มหูบ้าง สร้อยทองขาดๆ ที่เก็บไว้ เอามาใส่ขันกัน พร้อมๆกับยกมือ
สาธุ ในผลบุญที่ตัวเองกระทำในวันนี้ ด้วยหน้าตาเต็มไปด้วยบุญที่อิ่มเอิบ
ตาพุด มองภาพนั้นอย่างปลื้มใจ คราวนี้ สำนักสงฆ์แห่งนี้ คงได้มีพระประธานองค์ใหญ่ ไว้เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ชาวบ้าน
ได้มาเคารพกราบไหว้กันซะที ....คิดแล้ว... มือแกก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเก่าที่แกใส่มา เมื่อควานเจอสิ่งที่แกต้องการ
แกกำแบงค์ร้อยใบเดียวที่มีอยู่ไว้แน่น แล้วก็ปล่อยมันคืนสู่ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม แกไม่ใช่คนร่ำรวย อาชีพของแกคือรับจ้างไปวันๆ
ไม่ว่าใครจะจ้างให้แก ทำอะไร แกทำหมดแลกกับเงิน หรือข้าวของเครื่องใช้ ของกิน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต
แต่หากใครไม่มีหรือไม่หยิบยื่นสิ่งใดให้แก แกก็ไม่เคยว่า พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกครั้งไป ความเป็นคนมีน้ำใจและใจดีของแก
แกจึงเป็นที่รักของทุกคนในหมู่บ้าน....
;;;;;;;;;;
ลุงพุดอยู่คนตัวคนเดียว แกไม่มีลูกเมีย หรือญาติพี่น้องที่ไหน ฉะนั้นความเป็นอยู่ของแก จึงไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก
คนกินง่ายอยู่ง่าย อยู่ตรงไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาของแกก็คือ อาการปวดเมื่อตัวของแกนี่แหล่ะที่ต้องรักษาด้วย 40 ดีกรีทุกวัน
วันละเป๊ก สองเป๊ก มันทำให้แก นอนหลับ และอารมณ์ดี มีเรี่ยวแรงที่จะทำงานต่อไป
นึกแล้วน้ำลายสอขึ้นมาทันที เย็นนี้ ก่อนที่ร้านแป๊ะกวงจะปิด เห็นทีต้องไปหิ้ว 40 ดีกรีสักขวด มาเก็บไว้ที่บ้าน แค่วันละเป๊ก สองเป๊ก
ขวดนี้ก็คงอยู่ได้นาน ด้วยเงินร้อยที่มี ก็ยังเหลือทอนพอที่จะซื้อไข่เพื่อจะเก็บไว้กินได้อีกหลายใบ
ขณะที่ลุงพุด คิดอะไรเพลินๆ พลันสายตาก็สะดุดไปที่สตรีสองนางต่างวัย ที่กำลังยกมือวันทาองค์พิมพ์พระ หน้าขันเงินใบใหญ่นั้นอยู่
สองคนนี้เป็นใครกันหนอ เธอสองคนนี้ไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้แน่ๆ ลุงพุดจำทุกคนในหมู่บ้านได้ดี ดูจากรูปร่างหน้าตาผิวพรรณแล้ว
เหมือนจะเป็นคนกรุงเทพหรือไง สตรีคนสูงวัยเกล้าผมม้วยสูงใส่ซิ่นขาวเสื่อคอกลมแขนทรงกระบอก พาดด้วยผ้าสไบขาว
สะอาดสะอ้านชวนสะกดสายตาให้ลุงพุดจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา ใบหน้าหน้าที่อิ่มบุญ สง่าราศรีส่องประกายเจิดจ้าออกมา
อย่างกับรัศมีของแสงจันทร์ที่ระเรื่อเป็นใยบางนวลอยู่วนรอบกาย
สตรีอีกคนที่ดูเหมือนจะอ่อนเยาว์กว่า เกล้าผมมวยใส่ซิ่นขาวเหมือนกัน สง่าราศรีไม่แพ้กันเท่าใดนัก แต่คนนี้
ไม่มีแสงรัศมีสะท้อนออกมาเหมือนคนแรก เธอสองคนกำลังหย่อนสายสร้อยเส้นใหญ่ ลงในขันอย่างช้าๆ
แสงอาทิตย์ส่องมากระทบเส้นทองนั้นอย่างวาวแวว สีเหลือสุกปลั่งของสายสร้อยสะท้อนเข้าตา ลุงพุดอย่างจัง
ช่างเป็นสีทองลูกบวบที่สวยที่สุด เท่าที่ลุงพุดเห็นมา ......
;;;;;;;;;;
ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่สว่างจ้า กลับมืดลงชั่วขณะ ลมพายุที่พัดมาอย่างเร็วและแรง ทำให้กิ่งโพธิ์ใหญ่ไหวเอนตามแรงลม
แกว่งไกวเหมือนกิ่งจะหักลงมาอย่างน่ากลัว เสียงใบไม้ลู่ลม ส่งเสียงซู่ซ่าขานรับกันโดยพร้อมเพียง ดังลั่นลานสำนักสงฆ์
ฝนเม็ดเล็กๆปรอยลงมา พอเปียกชุ่มเหมือนคล้ายดั่งน้ำมนต์ที่พรมลงมาถูกตัว ทุกคนในวัดแตกตื่น ตระหนกตกใจกันหมด
ด้วยเกรงว่าฝนอาจทำให้พีธีหล่อพระสะดุดลง
และไม่กี่อึดใจ ทุกอย่างก็เงียบสงบ เมฆที่บดบังพระอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนจากไป ลมแรงที่เป็นพายุหยุดสงบนิ่ง
แสงสว่างกลับส่องลงมายังผืนโลกตามปรกติ
....ยังมีต่อค่ะ...