สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ไปเที่ยว Iceland กลับมาแล้วค่ะ เลยจะมาเล่าประสบการณ์เล็กๆน้อยๆ เท่าที่จำได้สำหรับคนที่กำลังจะไปนะคะ
คำเตือน : กระทู้นี้ไม่มีรูปสวยๆนะคะ มีแค่รูปประกอบนิดหน่อยเท่านั้น
จะมีสรุปค่าใช้จ่ายให้ตอนท้ายนะคะ เริ่มกันเลยดีกว่า
ทริปนี้ ไปวันที่ 20-30 ตุลาคม ค่ะ ความตั้งใจเลยคือจะไปดูแสงเหนือ ข้อมูลส่วนใหญ่ก็หาจากในห้องบลูเนี่ยค่ะต้องขอบคุณหลายๆ ท่านที่ช่วยตอบคำถามท้งหลังไมค์ และในกระทู้ด้วยค่ะ
1.วีซ่า
- อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าขอที่ศูนย์รับยื่นวีซ๋าเดนมาร์คนะคะ จะบอกว่าของเรารอวีซ่า 11 วันทำการเลยค่ะถึงจะได้เห็นเพื่อนๆบางคนในนี้รอแค่ไม่เกินอาทิตย์ก็ได้กันแล้ว
2.ตั๋วเครื่องบิน
- ครั้งนี้ใช้บริการสายการบิน Aeroflot ค่ะ บินไปลงที่ Oslo โดย transit ที่ Moscow ก่อน ที่นั่งกว้างดีค่ะ นั่งสบาย มีจอส่วนตัวหนังใหม่ๆ เยอะเหมือนกัน เสิร์ฟอาหาร 2 มื้อ รสชาดใช้ได้เลยนะคะ เราจองได้ที่ราคา 20000 บาทต่อคน
- จาก Oslo ไป Iceland โดยสายการบิน SAS ค่ะ ราคาไปกลับ 5000 บาทต่อคน
3.รถเช่า
- เช่าจาก Thrifty ค่ะ เป็น FORD FOCUS ไม่ได้ซื้อประกันอะไรเพิ่มเติมค่ะ เนื่องจากเราซื้อประกันมาต่างหากแล้ว
- ประกันที่ซื้อมาต่างหาก คือ ประกันค่าเสียหายส่วนแรกของรถเช่าค่ะ เป็นบริษัทประกันของอังกฤษ ลองsearch หากันได้จาก Google หรือใครอยากทราบก็หลังไมค์มาถามได้ค่ะ ค่าประกันเค้าจะคิดเป็นวัน ของเรา 11 วัน ก็ประมาณ 26.4 ปอนด์ ตกประมาณ 1452 บาทค่ะ ประกันที่ว่านี้ก็จะครอบคลุมค่าเสียหายส่วนแรกจาก CDW แล้วก็รวมถึงพวกกระจกแตก ยางแตก อะไรพวกนี้ด้วยนะคะ ถามว่ามันใช้ได้จริงมั้ยคือเรายังไม่เคยต้องเคลมเลยค่ะ แต่อ่านดูจาก Tripadvisor แล้วมีคนเคลมได้ค่ะ
- แล้วเราก็ยังซื้อประกันอุบัติเหตุที่ต้องซื้ออยู่แล้วเพื่อทำวีซ่า แต่เพิ่มเงินอีกนิดให้มีประกันค่าเสียหายส่วนแรกของรถเช่าด้วยค่ะ อันนี้ก็เห็นมีอยู่หลายบริษัทนะคะ
- ที่สำคัญถ้าจะไปช่วงเดือนตุลา หรือช่วงหน้าหนาว อย่าลืม request เป็น winter tyre with spike or nail ด้วยนะคะ เพราะเวลาขับบนพื้นถนนที่มีหิมะจะได้ไม่ลื่นค่ะ (อันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนๆ หลายๆคนที่แนะนำไว้เลยค่ะ)

ถนนประมาณนี้ขับได้สบายค่ะ ไม่ลื่น ไม่ต้องใช้ 4x4
4.sim โทรศัพท์
- เราใช้ของ siminn ค่ะ ตามที่ได้รับคำแนะนำจากในนี้เช่นกัน ซื้อจากตรงร้านขายของหลังจากรับกระเป๋าออกมาแล้วด้านนอกเลยค่ะเพราะซื้อตรง dutyfree บริเวณที่รอรับกระเป๋าไม่มี มีแต่ของ vodafone
- สัญญาณโทรศัพท์และเน็ต มีเกือบตลอดเส้นทางรอบเกาะนะคะ เพราะเราใช้ดู google map ตลอดทาง มีที่ไม่มีสัญญาณคือแถวๆ Jokusalon glacier lagoon ค่ะ
- เน็ตโทรศัพท์ เราไป 11 วัน ใช้ดู google map เกือบตลอด ใช้ line และ FB ใช้ไปประมาณ 1 gig เท่านั้นเองค่ะ
- แล้วที่บอกไว้ตามหัวข้อกระทู้เลยค่ะ
เรามี sim โทรศัพท์ ที่มี เน็ตเหลือ 5 gig โทรได้ 99 นาที ใครจะไปภายในเดือน พย.นี้ หลังไมค์มาได้เลยค่ะ จะส่งไปให้
5.การเติมน้ำมัน
- เป็นสิ่งที่กังวลที่สุดเลยก่อนจะไปค่ะ สรุปว่า ใช้บัตรเครดิตได้ โดยที่ต้องมี pin ไป ซึ่งก็คือ pin สำหรับกดเงินสดที่ได้มาตอนทำบัตรเครดิตใหม่ๆ นั่นแหล่ะค่ะ ส่วนใครที่ทำหายไปแล้วหรือลืม โทรไปขอกับทางธนาคารใหม่ได้เลยค่ะ ถ้าเค้าบอกมีค่าธรรมเนียม ก็ทำเสียงออดอ้อนเล็กน้อย เค้าก็จะตอบว่า เดี๋ยวจะทำการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ค่ะ อิอิ (ประมาณ 214 บาทค่ะ ค่าธรรมเนียม)
- ขั้นตอนการเติม เหมือนเคยมีคนบอกไว้แล้วค่ะ แต่จะบอกให้อีกที คล้ายๆ กันในทุกปั๊มค่ะ
1. ใส่บัตรเครดิตเข้าไปก่อน บางปั๊มจะมีให้เลือกว่าใช้ภาษาอังกฤษก่อนนะคะ ส่วนปั๊มที่ไม่มีให้เลือก ไม่ต้องตกใจ เมื่อใส่บัตรเข้าไป พอมันรู้ว่าเป็นบัตรต่างชาติมันจะเปลี่ยนจากภาษาไอซ์แลนด์เป็นอังกฤษให้อัตโนมัติค่ะ (รู้เพราะว่าเข้าไปถามที่เค้าเตอร์ด้านในมาค่ะ ตอนแรกตกใจเหมือนกันว่าไม่มีภาษาอังกฤษจะรู้เรื่องมั้ย)
2. หลังจากนั้น ใส่ pin code แล้วกดตกลง (เป็นปุ่มสีเขียวด้านล่างขวาของแป้นกดค่ะ)
3. ใส่จำนวนเงินที่จะเติม บางเครื่องจะมีให้เลือกตัวเลข บางเครื่องให้กดเองค่ะ ก็ใส่เยอะๆไว้ก่อน (เราใส่ทีละ 5000 isk) พอเติมเสร็จยอดที่ตัดบัตรจะเป็นยอดจริงที่เติมค่ะ (บางเครื่องมีให้เลือกว่า full tank ด้วยค่ะ)
4. ถ้าปั๊มนั้นมีหลายตู้หัวจ่าย จะให้เลือกว่าเราจะเติมที่ตู้หัวจ่ายเบอร์อะไร ก็กดไป
5. เอาบัตรออก (มันจะเด้งออกมาอยู่แล้ว)
6. มันจะขึ้นว่า pump ready ก็เริ่มเติมได้ พอเติมเสร็จก็เอาหัวเติมกลับเข้าที่ ให้เรียบร้อยก่อน
7. ใส่บัตรเข้าไปอีกครั้ง
8. กดรับใบเสร็จ รับบัตรคืน เรียบร้อย ทำหลายๆ ครั้งก็คล่องเองค่ะ
- ปั๊มน้ำมันมีทุกเมืองที่ผ่านค่ะ ถ้าเมืองใหญ่ก็จะปั๊มใหญ่มีหลายปั๊ม แต่ถ้าเมืองเล็กๆ จะมีปั๊มน้อยๆ ต้องสังเกตกันหน่อยค่ะ เพราะมันจะมีตู้เติมน้ำมันตั้งไว้โดดๆ อันเดียวเลยค่ะ บางทีแทบไม่มีป้ายว่าเป็นปั๊มอ่ะ ของเราพอหมดประมาณครึ่งถังจะเติมเต็มไว้ก่อนเลยค่ะ เพื่อความสบายใจ
6.การขับรถ
- ต้องเปิดไฟหน้าตลอดเวลา (ส่วนใหญ่รถเช่าจะตั้งมาให้อยู่แล้ว)
- ถนนนอกเมือง ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 แต่เราก็เห็นเค้าขับเกินกันค่ะ เนื่องจากเราขับ 90 มีรถแซงตลอดเวลา - -"
- ในอุโมงค์ ใช้ความเร็วไม่เกิน 70 และมีกล้องจับความเร็วเป็นระยะตลอดอุโมงค์ค่ะ ถ้าขับรอบเกาะจะเข้าประมาณ 3 อุโมงค์
- อุโมงค์ที่เสียเงินคือทางจาก Borganes มา Reykjavik ค่ะ 1000 isk เป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเล
- กล้องจับความเร็ว จะมีป้ายเตือนก่อนจะมีกล้องค่ะ ตามถนนหมายเลข 1 นะที่เห็น ถนนด้านนอกไม่ค่อยเห็น แต่ไม่แน่ใจว่าเค้าแอบซ่อนกล้องไว้ตรงไหนรึเปล่า 555

หน้าตาป้าย ประมาณนี้ค่ะ ส่วนกล้องที่เห็นก็ใหญ่โตเห็นได้ชัดเจนค่ะ หลังจากผ่านป้ายมานิดนึง (เครดิต:ภาพจากอินเตอร์เน็ต)
- ตามแยกที่ไม่มีไฟ หรือบางทีก็มีไฟแดง ถ้ามีป้ายสามเหลี่ยมสีเหลืองขอบแดง แปลว่าทางที่เราวิ่งเป็นทางรองค่ะ ต้องหยุดรถให้ทางหลักไปก่อน

ป้ายแบบนี้ค่ะ
- ทางไปฝั่ง east เห็นมีคนสงสัยว่าให้วิ่งเส้นไหนกันแน่ คือถ้าหน้าร้อนไปได้หมด หน้าหนาวถนนเบอร์ 939 และเบอร์ 1 จะปิดค่ะ ต้องไปวิ่งเส้น 96 แล้วลอดอุโมงค์ไปต่อ เส้น 92 ค่ะ ส่วนช่วงที่เราไปเบอร์ 1 ยังไม่ปิด แต่เห็นมีคนเตือนว่ามันขับยาก เราเลยไปเส้น 96 แทนค่ะ อ้อมกว่ากันนิดหน่อย ลองไปดูแผนที่ประกอบกันเองนะ
- Seyðisfjörður เราไปพักที่เมืองนี้ด้วย ขอเตือนว่าก่อนจะถึงเมืองมันต้องขับข้ามเขาลูกนึงค่ะ คือขึ้นไปบนยอดเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะไปช่วงที่มีหิมะ ไปให้ถึงก่อนจะมืดค่ะ เพราะทางบนเขาไม่มีที่กั้นด้านข้าง และมีหิมะเต็มเลย ขับไปก็หวาดเสียวไปค่ะ ถ้าไปมืดๆ คงแย่
7.การดูแสงเหนือ
-
http://en.vedur.is/weather/forecasts/areas/ ก็ใช้เวปนี้เป็นหลักค่ะ แต่ขอบอกว่ามันมักทำให้เราอกหักอยู่เรื่อยค่ะ เรื่องของเมฆนี่เชื่อถือได้ค่ะ ไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เรื่อง KP index ต้องดูเป็นรายชั่วโมงค่ะ เค้าจะ update ทุกชั่วโมง คือ กด refresh ดูเรื่อยๆ ที่บอกว่าทำให้อกหักก็เช่นเราดูมาช่วง 18.00 ว่าตอน 21.00 ฟ้าโปร่ง และ KP 3-4 แต่พอจะออกไปจริงๆ ช่วง 20.00 มากดดูอีกที เหลือ KP 0 บ้าง 1 บ้าง คือแบบว่ามันคืออะไร T-T แล้วมันไม่ได้เป็นแค่วันเดียวค่ะ มันเป็นหลายวันเลย
- เคยมีคนบอกว่าจะเห็นแสงเหนือ ต้องอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และมีโชค เราว่าอันหลังนี่สำคัญมาก เพราะเราไม่มีโชคเอาซะเลยค่ะ ฮืออออออ มีวันนึงที่ฟ้าโปร่งมาก ขาวทั้งเกาะ แต่วันนั้นค่า KP 0-1 ค่ะ จำแม่นเลย ตรงกับวันออกพรรษา พระจันทร์เต็มดวง คือแบบสว่างมาก เหมือนมีคนมาเปิดสปอร์ตไลท์
บนฟ้าเลยอ่ะค่ะ แต่เราก็ยังออกไปลุ้นนะ ก็ผิดหวังกันตามระเบียบ แง......
- แต่ในที่สุดเราก็เห็นจนได้ในวันสุดท้ายก่อนกลับ เห็นแค่ไม่ถึง 10 นาที เมฆก็มาบังไปหมด ฝนตกปิดท้ายอีกต่างหาก (ไปทั้งหมด 11 วัน ฝนตก หิมะตก ฟ้าครึ้ม ไป9 วันค่ะ เห็นแดดอยู่แค่ 2 วัน)
- พยากรณ์อากาศ เราว่าไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่นะ คือ ถ้าเห็นรูปเมฆดำๆ ไม่มีรูปฝน เค้าบอกว่าแค่ cloudy แต่จริงๆ แล้วฝนตกค่ะ ตกเยอะด้วย แต่ถ้าวันไหนเป็นรูปพระอาทิตย์โดดๆ คือเชื่อได้ แดดเปรี้ยงเลย
ยาวมาก ขี้เกียจอ่านกันรึยังคะ ใกล้จบแล้วล่ะ แต่เดี๋ยวมาต่อนะ
[CR] ICELAND in OCTOBER แบ่งปันประสบการณ์ (มี sim โทรศัพท์ส่งต่อด้วยนะคะ ;) )
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ไปเที่ยว Iceland กลับมาแล้วค่ะ เลยจะมาเล่าประสบการณ์เล็กๆน้อยๆ เท่าที่จำได้สำหรับคนที่กำลังจะไปนะคะ
คำเตือน : กระทู้นี้ไม่มีรูปสวยๆนะคะ มีแค่รูปประกอบนิดหน่อยเท่านั้น
จะมีสรุปค่าใช้จ่ายให้ตอนท้ายนะคะ เริ่มกันเลยดีกว่า
ทริปนี้ ไปวันที่ 20-30 ตุลาคม ค่ะ ความตั้งใจเลยคือจะไปดูแสงเหนือ ข้อมูลส่วนใหญ่ก็หาจากในห้องบลูเนี่ยค่ะต้องขอบคุณหลายๆ ท่านที่ช่วยตอบคำถามท้งหลังไมค์ และในกระทู้ด้วยค่ะ
1.วีซ่า
- อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าขอที่ศูนย์รับยื่นวีซ๋าเดนมาร์คนะคะ จะบอกว่าของเรารอวีซ่า 11 วันทำการเลยค่ะถึงจะได้เห็นเพื่อนๆบางคนในนี้รอแค่ไม่เกินอาทิตย์ก็ได้กันแล้ว
2.ตั๋วเครื่องบิน
- ครั้งนี้ใช้บริการสายการบิน Aeroflot ค่ะ บินไปลงที่ Oslo โดย transit ที่ Moscow ก่อน ที่นั่งกว้างดีค่ะ นั่งสบาย มีจอส่วนตัวหนังใหม่ๆ เยอะเหมือนกัน เสิร์ฟอาหาร 2 มื้อ รสชาดใช้ได้เลยนะคะ เราจองได้ที่ราคา 20000 บาทต่อคน
- จาก Oslo ไป Iceland โดยสายการบิน SAS ค่ะ ราคาไปกลับ 5000 บาทต่อคน
3.รถเช่า
- เช่าจาก Thrifty ค่ะ เป็น FORD FOCUS ไม่ได้ซื้อประกันอะไรเพิ่มเติมค่ะ เนื่องจากเราซื้อประกันมาต่างหากแล้ว
- ประกันที่ซื้อมาต่างหาก คือ ประกันค่าเสียหายส่วนแรกของรถเช่าค่ะ เป็นบริษัทประกันของอังกฤษ ลองsearch หากันได้จาก Google หรือใครอยากทราบก็หลังไมค์มาถามได้ค่ะ ค่าประกันเค้าจะคิดเป็นวัน ของเรา 11 วัน ก็ประมาณ 26.4 ปอนด์ ตกประมาณ 1452 บาทค่ะ ประกันที่ว่านี้ก็จะครอบคลุมค่าเสียหายส่วนแรกจาก CDW แล้วก็รวมถึงพวกกระจกแตก ยางแตก อะไรพวกนี้ด้วยนะคะ ถามว่ามันใช้ได้จริงมั้ยคือเรายังไม่เคยต้องเคลมเลยค่ะ แต่อ่านดูจาก Tripadvisor แล้วมีคนเคลมได้ค่ะ
- แล้วเราก็ยังซื้อประกันอุบัติเหตุที่ต้องซื้ออยู่แล้วเพื่อทำวีซ่า แต่เพิ่มเงินอีกนิดให้มีประกันค่าเสียหายส่วนแรกของรถเช่าด้วยค่ะ อันนี้ก็เห็นมีอยู่หลายบริษัทนะคะ
- ที่สำคัญถ้าจะไปช่วงเดือนตุลา หรือช่วงหน้าหนาว อย่าลืม request เป็น winter tyre with spike or nail ด้วยนะคะ เพราะเวลาขับบนพื้นถนนที่มีหิมะจะได้ไม่ลื่นค่ะ (อันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนๆ หลายๆคนที่แนะนำไว้เลยค่ะ)
ถนนประมาณนี้ขับได้สบายค่ะ ไม่ลื่น ไม่ต้องใช้ 4x4
4.sim โทรศัพท์
- เราใช้ของ siminn ค่ะ ตามที่ได้รับคำแนะนำจากในนี้เช่นกัน ซื้อจากตรงร้านขายของหลังจากรับกระเป๋าออกมาแล้วด้านนอกเลยค่ะเพราะซื้อตรง dutyfree บริเวณที่รอรับกระเป๋าไม่มี มีแต่ของ vodafone
- สัญญาณโทรศัพท์และเน็ต มีเกือบตลอดเส้นทางรอบเกาะนะคะ เพราะเราใช้ดู google map ตลอดทาง มีที่ไม่มีสัญญาณคือแถวๆ Jokusalon glacier lagoon ค่ะ
- เน็ตโทรศัพท์ เราไป 11 วัน ใช้ดู google map เกือบตลอด ใช้ line และ FB ใช้ไปประมาณ 1 gig เท่านั้นเองค่ะ
- แล้วที่บอกไว้ตามหัวข้อกระทู้เลยค่ะ เรามี sim โทรศัพท์ ที่มี เน็ตเหลือ 5 gig โทรได้ 99 นาที ใครจะไปภายในเดือน พย.นี้ หลังไมค์มาได้เลยค่ะ จะส่งไปให้
5.การเติมน้ำมัน
- เป็นสิ่งที่กังวลที่สุดเลยก่อนจะไปค่ะ สรุปว่า ใช้บัตรเครดิตได้ โดยที่ต้องมี pin ไป ซึ่งก็คือ pin สำหรับกดเงินสดที่ได้มาตอนทำบัตรเครดิตใหม่ๆ นั่นแหล่ะค่ะ ส่วนใครที่ทำหายไปแล้วหรือลืม โทรไปขอกับทางธนาคารใหม่ได้เลยค่ะ ถ้าเค้าบอกมีค่าธรรมเนียม ก็ทำเสียงออดอ้อนเล็กน้อย เค้าก็จะตอบว่า เดี๋ยวจะทำการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ค่ะ อิอิ (ประมาณ 214 บาทค่ะ ค่าธรรมเนียม)
- ขั้นตอนการเติม เหมือนเคยมีคนบอกไว้แล้วค่ะ แต่จะบอกให้อีกที คล้ายๆ กันในทุกปั๊มค่ะ
1. ใส่บัตรเครดิตเข้าไปก่อน บางปั๊มจะมีให้เลือกว่าใช้ภาษาอังกฤษก่อนนะคะ ส่วนปั๊มที่ไม่มีให้เลือก ไม่ต้องตกใจ เมื่อใส่บัตรเข้าไป พอมันรู้ว่าเป็นบัตรต่างชาติมันจะเปลี่ยนจากภาษาไอซ์แลนด์เป็นอังกฤษให้อัตโนมัติค่ะ (รู้เพราะว่าเข้าไปถามที่เค้าเตอร์ด้านในมาค่ะ ตอนแรกตกใจเหมือนกันว่าไม่มีภาษาอังกฤษจะรู้เรื่องมั้ย)
2. หลังจากนั้น ใส่ pin code แล้วกดตกลง (เป็นปุ่มสีเขียวด้านล่างขวาของแป้นกดค่ะ)
3. ใส่จำนวนเงินที่จะเติม บางเครื่องจะมีให้เลือกตัวเลข บางเครื่องให้กดเองค่ะ ก็ใส่เยอะๆไว้ก่อน (เราใส่ทีละ 5000 isk) พอเติมเสร็จยอดที่ตัดบัตรจะเป็นยอดจริงที่เติมค่ะ (บางเครื่องมีให้เลือกว่า full tank ด้วยค่ะ)
4. ถ้าปั๊มนั้นมีหลายตู้หัวจ่าย จะให้เลือกว่าเราจะเติมที่ตู้หัวจ่ายเบอร์อะไร ก็กดไป
5. เอาบัตรออก (มันจะเด้งออกมาอยู่แล้ว)
6. มันจะขึ้นว่า pump ready ก็เริ่มเติมได้ พอเติมเสร็จก็เอาหัวเติมกลับเข้าที่ ให้เรียบร้อยก่อน
7. ใส่บัตรเข้าไปอีกครั้ง
8. กดรับใบเสร็จ รับบัตรคืน เรียบร้อย ทำหลายๆ ครั้งก็คล่องเองค่ะ
- ปั๊มน้ำมันมีทุกเมืองที่ผ่านค่ะ ถ้าเมืองใหญ่ก็จะปั๊มใหญ่มีหลายปั๊ม แต่ถ้าเมืองเล็กๆ จะมีปั๊มน้อยๆ ต้องสังเกตกันหน่อยค่ะ เพราะมันจะมีตู้เติมน้ำมันตั้งไว้โดดๆ อันเดียวเลยค่ะ บางทีแทบไม่มีป้ายว่าเป็นปั๊มอ่ะ ของเราพอหมดประมาณครึ่งถังจะเติมเต็มไว้ก่อนเลยค่ะ เพื่อความสบายใจ
6.การขับรถ
- ต้องเปิดไฟหน้าตลอดเวลา (ส่วนใหญ่รถเช่าจะตั้งมาให้อยู่แล้ว)
- ถนนนอกเมือง ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 แต่เราก็เห็นเค้าขับเกินกันค่ะ เนื่องจากเราขับ 90 มีรถแซงตลอดเวลา - -"
- ในอุโมงค์ ใช้ความเร็วไม่เกิน 70 และมีกล้องจับความเร็วเป็นระยะตลอดอุโมงค์ค่ะ ถ้าขับรอบเกาะจะเข้าประมาณ 3 อุโมงค์
- อุโมงค์ที่เสียเงินคือทางจาก Borganes มา Reykjavik ค่ะ 1000 isk เป็นอุโมงค์ลอดใต้ทะเล
- กล้องจับความเร็ว จะมีป้ายเตือนก่อนจะมีกล้องค่ะ ตามถนนหมายเลข 1 นะที่เห็น ถนนด้านนอกไม่ค่อยเห็น แต่ไม่แน่ใจว่าเค้าแอบซ่อนกล้องไว้ตรงไหนรึเปล่า 555
หน้าตาป้าย ประมาณนี้ค่ะ ส่วนกล้องที่เห็นก็ใหญ่โตเห็นได้ชัดเจนค่ะ หลังจากผ่านป้ายมานิดนึง (เครดิต:ภาพจากอินเตอร์เน็ต)
- ตามแยกที่ไม่มีไฟ หรือบางทีก็มีไฟแดง ถ้ามีป้ายสามเหลี่ยมสีเหลืองขอบแดง แปลว่าทางที่เราวิ่งเป็นทางรองค่ะ ต้องหยุดรถให้ทางหลักไปก่อน
ป้ายแบบนี้ค่ะ
- ทางไปฝั่ง east เห็นมีคนสงสัยว่าให้วิ่งเส้นไหนกันแน่ คือถ้าหน้าร้อนไปได้หมด หน้าหนาวถนนเบอร์ 939 และเบอร์ 1 จะปิดค่ะ ต้องไปวิ่งเส้น 96 แล้วลอดอุโมงค์ไปต่อ เส้น 92 ค่ะ ส่วนช่วงที่เราไปเบอร์ 1 ยังไม่ปิด แต่เห็นมีคนเตือนว่ามันขับยาก เราเลยไปเส้น 96 แทนค่ะ อ้อมกว่ากันนิดหน่อย ลองไปดูแผนที่ประกอบกันเองนะ
- Seyðisfjörður เราไปพักที่เมืองนี้ด้วย ขอเตือนว่าก่อนจะถึงเมืองมันต้องขับข้ามเขาลูกนึงค่ะ คือขึ้นไปบนยอดเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะไปช่วงที่มีหิมะ ไปให้ถึงก่อนจะมืดค่ะ เพราะทางบนเขาไม่มีที่กั้นด้านข้าง และมีหิมะเต็มเลย ขับไปก็หวาดเสียวไปค่ะ ถ้าไปมืดๆ คงแย่
7.การดูแสงเหนือ
- http://en.vedur.is/weather/forecasts/areas/ ก็ใช้เวปนี้เป็นหลักค่ะ แต่ขอบอกว่ามันมักทำให้เราอกหักอยู่เรื่อยค่ะ เรื่องของเมฆนี่เชื่อถือได้ค่ะ ไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เรื่อง KP index ต้องดูเป็นรายชั่วโมงค่ะ เค้าจะ update ทุกชั่วโมง คือ กด refresh ดูเรื่อยๆ ที่บอกว่าทำให้อกหักก็เช่นเราดูมาช่วง 18.00 ว่าตอน 21.00 ฟ้าโปร่ง และ KP 3-4 แต่พอจะออกไปจริงๆ ช่วง 20.00 มากดดูอีกที เหลือ KP 0 บ้าง 1 บ้าง คือแบบว่ามันคืออะไร T-T แล้วมันไม่ได้เป็นแค่วันเดียวค่ะ มันเป็นหลายวันเลย
- เคยมีคนบอกว่าจะเห็นแสงเหนือ ต้องอยู่ถูกที่ ถูกเวลา และมีโชค เราว่าอันหลังนี่สำคัญมาก เพราะเราไม่มีโชคเอาซะเลยค่ะ ฮืออออออ มีวันนึงที่ฟ้าโปร่งมาก ขาวทั้งเกาะ แต่วันนั้นค่า KP 0-1 ค่ะ จำแม่นเลย ตรงกับวันออกพรรษา พระจันทร์เต็มดวง คือแบบสว่างมาก เหมือนมีคนมาเปิดสปอร์ตไลท์
บนฟ้าเลยอ่ะค่ะ แต่เราก็ยังออกไปลุ้นนะ ก็ผิดหวังกันตามระเบียบ แง......
- แต่ในที่สุดเราก็เห็นจนได้ในวันสุดท้ายก่อนกลับ เห็นแค่ไม่ถึง 10 นาที เมฆก็มาบังไปหมด ฝนตกปิดท้ายอีกต่างหาก (ไปทั้งหมด 11 วัน ฝนตก หิมะตก ฟ้าครึ้ม ไป9 วันค่ะ เห็นแดดอยู่แค่ 2 วัน)
- พยากรณ์อากาศ เราว่าไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่นะ คือ ถ้าเห็นรูปเมฆดำๆ ไม่มีรูปฝน เค้าบอกว่าแค่ cloudy แต่จริงๆ แล้วฝนตกค่ะ ตกเยอะด้วย แต่ถ้าวันไหนเป็นรูปพระอาทิตย์โดดๆ คือเชื่อได้ แดดเปรี้ยงเลย
ยาวมาก ขี้เกียจอ่านกันรึยังคะ ใกล้จบแล้วล่ะ แต่เดี๋ยวมาต่อนะ