เรื่องเลือกตั้งระบบสัดส่วนของอาจารย์ที่จะเอาคะแนน ผู้ที่ไม่ชนะการเลือกตั้งเขต ไปเป็นคะแนนสำหรับผู้สมัครแบบรายชื่อฟังมาหลายวันแล้ว วันนี้มาฟังอาจารย์เปรียบเรื่องโหวตกับข้าวในครอบครัวแล้ว ผมว่าหากอาจารย์ไม่อายุมากจนหลงลืมไป ก็คงแสดงว่าอาจารย์สับสนไปตั้งแต่ต้นแล้ว
อาจารย์บอกว่า “"สมมติครอบครัวหนึ่งมีสิบคน แต่ละวันมีกับข้าวได้หนึ่งอย่าง
ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร สี่คนบอกกินแกงเผ็ด สามคนกินแกงจืด สองคนกินผัดผัก หนึ่งคนไม่ออกเสียง ถ้าใช้วิธีเดิมก็กินแกงเผ็ดทั้งสัปดาห์ เพราะสี่คนเป็นคะแนนเสียงมากที่สุด
เรากำลังหาทางว่าทำอย่างไรในหนึ่งสัปดาห์จะได้กินแกงจืดสักสองวัน ผัดผักสักหนึ่งวัน แล้วกินแกงเผ็ดสี่วันก็ไม่ว่ากัน ชีวิตครอบครัวก็จะไม่ขมขื่นจนเกินไป"
ฟังดูแนวคิดอาจารย์เหมือนดี เหมือนพระมาโปรดทางออกให้ครอบครัวนี้ แต่
การเปรียบเทียบแบบนี้มันขัดแย้งกันแต่แรก เพราะตัวอย่างที่อจ.ยกมา บอกว่าครอบครัวนี้จะโหวต
“ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร” นั้นก็คือตามโจทย์ที่อาจารย์ยกขึ้นมา ครอบครัวนี้เขาตั้งใจจะเลือก
ทานอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวไปตลอดสัปดาห์แล้ว(จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม อาทิเช่นเพื่อการจะประหยัดในการจัดทำอาหาร ซึ่ง
เป็นโจทย์ที่อาจารย์ตั้งขึ้นมาเอง) นั้นคือทุกคนในครอบครัวนั้นเขาตั้งใจจะทานอาหารชนิดเดียวเท่านั้นไปตลอดสัปดาห์
เขาจึงมาโหวตกัน
เพื่อจะเลือกเอารายการเดียว แต่อาจารย์มาตีความ
ให้แย้งกับโจทย์ที่ตัวเองตั้ง กลายเป็นโจทย์จะมีการเลือกกินรายการเดียว พวกเขาตั้งใจจะเลือกรายการอาหารรายการเดียว
แต่อาจารย์จะมาบังคับให้เขาเลือกกินหลายรายการ ฝืนและแย้งกับโจทย์ที่อาจารย์ตั้ง
ดังนั้น อาจารย์ควรจะตั้งโจทย์เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนแต่แรกว่า “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้า
จะกินอะไรกันบ้าง ” ไม่ใช่ไปตั้งว่า “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร”
แต่นี้ อาจารย์กำลังแย้งตัวอาจารย์เอง แล้วเอามาอ้างตีขลุมโยงไปเรื่องเลือกตั้ง
เพราะการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกผู้แทนเขตนั้น ถ้าเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวนั้นมันเท่ากับว่า “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร” นั้นคือเลือกเอาไปเลยอย่างเดียว
หากเป็นการเลือกผู้แทนหลายคนในหนึ่งเขต แบบนั้นก็คล้ายๆกับ “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไรกันบ้าง” แต่ก็ไม่ควรเอาหลักคิดเลือกผู้แทนหนึ่งคนในหนึ่งเขต มาปนกับผู้แทนหลายคนในหนึ่งเขต
แล้ว
ขโมยเอาคะแนนเสียงที่ประชาชนเขาจะเลือกผู้แทนคนเดียว ไปให้ผู้แทนคนอื่นโดยที่ประชาชนไม่ได้ยินยอม
ลองคิดถึงตรรกความจริงครับว่า ในวันที่ประชาชนไปกาบัตรให้นาย ก , นาย ข, นาย ค เพื่อให้แป็นผู้แทนนั้น เมื่อนาย ก ได้คะแนนสูงสุด อาจารย์จะเอาคะแนนที่ประชาชนลงให้นาย ข และนาย ค ที่ไม่ได้รับเลือก ขโมยไปให้นาย ฬ และ นาย ฮ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อได้อย่างไรกัน
ถามคนที่เขากาบัตรหรือยังว่า เขาต้องการให้ นาย ฬ และ นาย ฮ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อได้เป็นผู้แทนหรือไม่
อย่าลืมว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้แทนเขตเป็นคนของพรรคหนึ่ง และผู้แทนบัญชีรายชื่อเป็นคนของอีกพรรคหนึ่ง แต่ระบบที่อาจารย์กำลังจะใช้ มันกำลังบังคับตัดสิทธิประชาชนเขา เอาคะแนนที่เขาตั้งใจจะให้แก่ นาย ข หรือนาย ค
ขโมยไปให้ นาย ฬ และ นาย ฮ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เขาไม่ต้องการให้เป็นผู้แทนเลย
นี้หรือครับระบบที่เคารพสิทธิเคารพเสียงของประชาชน การทึกทักขโมยคะแนนเสียงของประชาชน ที่กาให้ผู้สมัครคนหนึ่ง เอาไปให้ผู้สมัครคนอื่นที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่เขาอาจจะไม่ยินยอมพร้อมใจจะให้เป็นผู้แทน
มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องในหลักการประชาธิปไตยแล้วหรือ
อาจารย์อายุมากขึ้น หลงหรือลืมความจริงข้อนี้ไปหรือเปล่าครับ
(ขออนุญาตแก้คำผิด)
۞۞ :::อาจารย์มีชัย อายุมากแล้ว อาจจะหลงหรือลืมความจริงอะไรไปกระมัง !?! :::۞۞ ไทโรครับ
อาจารย์บอกว่า “"สมมติครอบครัวหนึ่งมีสิบคน แต่ละวันมีกับข้าวได้หนึ่งอย่าง ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร สี่คนบอกกินแกงเผ็ด สามคนกินแกงจืด สองคนกินผัดผัก หนึ่งคนไม่ออกเสียง ถ้าใช้วิธีเดิมก็กินแกงเผ็ดทั้งสัปดาห์ เพราะสี่คนเป็นคะแนนเสียงมากที่สุด เรากำลังหาทางว่าทำอย่างไรในหนึ่งสัปดาห์จะได้กินแกงจืดสักสองวัน ผัดผักสักหนึ่งวัน แล้วกินแกงเผ็ดสี่วันก็ไม่ว่ากัน ชีวิตครอบครัวก็จะไม่ขมขื่นจนเกินไป"
ฟังดูแนวคิดอาจารย์เหมือนดี เหมือนพระมาโปรดทางออกให้ครอบครัวนี้ แต่การเปรียบเทียบแบบนี้มันขัดแย้งกันแต่แรก เพราะตัวอย่างที่อจ.ยกมา บอกว่าครอบครัวนี้จะโหวต “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร” นั้นก็คือตามโจทย์ที่อาจารย์ยกขึ้นมา ครอบครัวนี้เขาตั้งใจจะเลือกทานอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียวไปตลอดสัปดาห์แล้ว(จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม อาทิเช่นเพื่อการจะประหยัดในการจัดทำอาหาร ซึ่งเป็นโจทย์ที่อาจารย์ตั้งขึ้นมาเอง) นั้นคือทุกคนในครอบครัวนั้นเขาตั้งใจจะทานอาหารชนิดเดียวเท่านั้นไปตลอดสัปดาห์
เขาจึงมาโหวตกัน เพื่อจะเลือกเอารายการเดียว แต่อาจารย์มาตีความให้แย้งกับโจทย์ที่ตัวเองตั้ง กลายเป็นโจทย์จะมีการเลือกกินรายการเดียว พวกเขาตั้งใจจะเลือกรายการอาหารรายการเดียว แต่อาจารย์จะมาบังคับให้เขาเลือกกินหลายรายการ ฝืนและแย้งกับโจทย์ที่อาจารย์ตั้ง
ดังนั้น อาจารย์ควรจะตั้งโจทย์เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนแต่แรกว่า “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไรกันบ้าง ” ไม่ใช่ไปตั้งว่า “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร”
แต่นี้ อาจารย์กำลังแย้งตัวอาจารย์เอง แล้วเอามาอ้างตีขลุมโยงไปเรื่องเลือกตั้ง
เพราะการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกผู้แทนเขตนั้น ถ้าเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวนั้นมันเท่ากับว่า “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไร” นั้นคือเลือกเอาไปเลยอย่างเดียว
หากเป็นการเลือกผู้แทนหลายคนในหนึ่งเขต แบบนั้นก็คล้ายๆกับ “ลงคะแนนกันว่าสัปดาห์หน้าจะกินอะไรกันบ้าง” แต่ก็ไม่ควรเอาหลักคิดเลือกผู้แทนหนึ่งคนในหนึ่งเขต มาปนกับผู้แทนหลายคนในหนึ่งเขต
แล้วขโมยเอาคะแนนเสียงที่ประชาชนเขาจะเลือกผู้แทนคนเดียว ไปให้ผู้แทนคนอื่นโดยที่ประชาชนไม่ได้ยินยอม
ลองคิดถึงตรรกความจริงครับว่า ในวันที่ประชาชนไปกาบัตรให้นาย ก , นาย ข, นาย ค เพื่อให้แป็นผู้แทนนั้น เมื่อนาย ก ได้คะแนนสูงสุด อาจารย์จะเอาคะแนนที่ประชาชนลงให้นาย ข และนาย ค ที่ไม่ได้รับเลือก ขโมยไปให้นาย ฬ และ นาย ฮ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อได้อย่างไรกัน
ถามคนที่เขากาบัตรหรือยังว่า เขาต้องการให้ นาย ฬ และ นาย ฮ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อได้เป็นผู้แทนหรือไม่
อย่าลืมว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้แทนเขตเป็นคนของพรรคหนึ่ง และผู้แทนบัญชีรายชื่อเป็นคนของอีกพรรคหนึ่ง แต่ระบบที่อาจารย์กำลังจะใช้ มันกำลังบังคับตัดสิทธิประชาชนเขา เอาคะแนนที่เขาตั้งใจจะให้แก่ นาย ข หรือนาย ค ขโมยไปให้ นาย ฬ และ นาย ฮ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เขาไม่ต้องการให้เป็นผู้แทนเลย
นี้หรือครับระบบที่เคารพสิทธิเคารพเสียงของประชาชน การทึกทักขโมยคะแนนเสียงของประชาชน ที่กาให้ผู้สมัครคนหนึ่ง เอาไปให้ผู้สมัครคนอื่นที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ที่เขาอาจจะไม่ยินยอมพร้อมใจจะให้เป็นผู้แทน มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องในหลักการประชาธิปไตยแล้วหรือ
อาจารย์อายุมากขึ้น หลงหรือลืมความจริงข้อนี้ไปหรือเปล่าครับ
(ขออนุญาตแก้คำผิด)