กรณีร่าง
พ.ร.บ.เซลล์ทางการแพทย์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่ได้นำเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการไปแล้วนั้น (
ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ และมีการทักท้วงและคัดค้านจากหลายฝ่าย อาทิ แพทยสภา กรมการแพทย์ ฯลฯ แต่ก็มีการนำเสนอร่างกฎหมายต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยละเว้นคำคัดค้านจากมติคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่อย่างเป็นทางการที่ให้ชะลอรา่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไปเนื่องจากขัดหลักสากล) ทำให้คณะรัฐมนตรีเข้าใจว่าร่าง พ.ร.บ. เซลล์ทางการแพทย์ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วจะต้องคำนึงถึงมติคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ซึ่งเป็นความเห็นของหน่วยงานควบคุมวิชาชีพเวชกรรมที่สำคัญที่สุด เพราะร่างพ.ร.บ. เซลล์ทางการแพทย์คือกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ยกร่างกฎหมายพ.ร.บ.เซลล์ทางการแพทย์เพื่อควบคุมวิชาชีพเวชกรรมจะต้องให้เกียรติและเคารพต่อมติคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ที่เป็นผู้แทนของแพทย์ทั่วประเทศกว่าห้าหมื่นคน ซึ่งคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ดังกล่าวประกอบด้วยคณบดี คณะแพทยศาสตร์จากทุกสถาบันทั่วประเทศ เจ้ากรมแพทย์ทุกเหล่าทัพ และกรรมการแพทยสภาที่มาจากการเลือกตั้งกว่า 50 ท่าน นอกจากนี้ การออกกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยกำหนดโทษรุนแรงกับแพทย์เช่น จำคุกและปรับหนัก จะส่งผลให้แพทย์ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมถึงขั้นหมดอนาคต นอกจากนี้ การบัญญัติกฎหมายนี้ให้มีอำนาจเหนือกฎหมายแพทยสภาจึงเป็นเรื่องร้ายแรง มีความเสี่ยงที่อาจทำให้แพทย์ทั่วประเทศลุกฮือขึ้นต่อต้านและสร้างความแตกแยกไปทั่วประเทศ
ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ. เซลล์ทางการแพทย์ฉบับสุดท้ายมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากร่างฉบับที่ 5 โดยมีการตัดบางประเด็นที่ไม่สำคัญออกไป ซึ่งผู้เขียนเคยทำการวิเคราะห์ร่างฯฉบับที่ 5 ให้กับกรมการแพทย์และแพทยสภาไว้อย่างละเอียดมาแล้ว อย่างไรก็ตามสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ยังคงมีข้อผิดพลาดในส่วนที่สำคัญที่สุดเช่นเดิม กล่าวคือ นิยามกฎหมายผิดพลาดสับสนในเรื่องการแบ่งประเภทการใช้เซลล์ในทางการแพทย์ซึ่งผิดหลักการสากลโดยสิ้นเชิงเพราะไปนำหลักการมาจากงานวิจัยเซลลแ์บบพ้ืนฐานมาใช้แบ่งกลุ่มการใช้เซลล์รักษาโรคในผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นคนละเรื่องกันและเป็นวิธีคิดที่ต่างกัน
ร่าง พรบ. เซลล์ทางการแพทย์ดังกล่าวนี้แบ่งกลุ่มการใช้เซลล์ในการรักษาโรคตามแหล่งที่มาของเซลล์ เช่น เซลล์มนุษย์ เซลล์สัตว์ เซลล์พืช หรือ สเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ ซึ่งการแบ่งลักษณะน้ีไม่มีประโยชน์เพราะไม่สามารถใช้ในควบคุมการรักษาโรคทางการแพทย์ด้วยเซลล์ได้จึงไม่มีประเทศใดนำระบบนี้ มาใช้ในระบบควบคุมสุขภาพแม้แต่ประเทศเดียว
การให้นิยามกฎหมายที่ผิดพลาด ทำให้สาระควบคุมของกฎหมายที่บัญญัติตามหลังเกิดความผิดพลาดท้งัหมด แบบที่เรียกง่ายๆ ว่า ไปไม่ถูกทาง ต้องประกาศแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ หากมีผลบังคับใช้จะส่งผลกระทบและสร้างความสับสนต่อระบบควบคุมสุขภาพของประเทศร้ายแรงอย่างไม่มีมาก่อน เพราะอาจทำให้วงการแพทย์ต้องแตกแยกเป็น 2 ส่วนจากกฎหมายฉบับนี้ คือแพทย์ส่วนหนึ่งอยู่ในการควบคุมของแพทยสภาในขณะที่แพทย์อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใช้เซลล์ในการรักษาตกอยู่ในการควบคุมของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในขณะเดียวกัน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพก็กลายเป็ นผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว เพราะมีอำนาจควบคุมทั้งแพทย์ สถานพยาบาล และผลิตภัณฑ์เซลล์(แฝงอยู่ในเซลล์พืช เซลล์สัตว์) ซึ่งในนามของคณะกรรมการเซลล์ทางการแพทย์ถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบควบคุมสุขภาพอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดความผิดพลาดของระบบควบคุมข้ึนในหน่วยงานเดียวที่รวบอำนาจไว้จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ประชาชนจำนวนมากอาจเจ็บป่วยล้มตายจากระบบควบคุมที่ผิดพลาดได้ดังนั้น ในระบบควบคุมสุขภาพสากลจึงห้ามมิให้มีการรวบอำนาจไว้ในหน่วยงานเดียวโดยเด็ดขาด เพราะไม่มีหน่วยงานถ่วงดุลตรวจสอบ นอกจากนี้ หากระบควบคุมด้วยหน่วยงานเดียวผิดพลาดจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนทั่วประเทศพร้อมกันทันที
การให้นิยามศัพท์กฎหมายผิดพลาด ทำให้ ร่าง พรบ. เซลล์ทางการแพทย์มองไม่เห็นหมวดหมู่ควบคุมการใช้เซลล์ในการรักษาผู้ป่วยตามระบบสากล หมวดควบคุมในบัญญัติกฎหมายดังกล่าวจึงไม่สามารถนำนิยามศัพท์มาใช้ประโยชน์แบ่งหมวดหมู่และระดับการควบคุมได้อย่างเป็นระบบสากล จึงใช้วิธีแบบง่ายๆ สำหรับงานควบคุมทั่วไปมาควบคุมแทนระบบควบคุมเซลล์สากลที่สลับซับซ้อน คือ บงัคบัใหข้ึนทะเบียนให้หมดทุกประเภท ทั้งแพทย์ สถานพยาบาล ผลิตภัณฑ์เซลล์(ซึ่งแฝงอยู่ในหมวดเซลล์พืช เซลล์สัตว์) และใช้วิธีง่ายๆ ในการควบคุม คือ ออกประกาศกฎหมายบังคับ ห้ามทำหรืออนุญาตให้ทำ ซึ่งตามความเห็นของคณะกรรมการเซลล์ทางการแพทย์เป็นผู้กำหนด ถือเป็นการ ลิดรอนสิทธิในการรักษาโรคของแพทย์ทั่วประเทศในอนาคตด้วยวิธีแบบขวานผ่าซากคือ ข้อบ่งช้ีการรักษาโรคด้วยเซลลจ์ะถูกประกาศบังคับโดยกฎหมายเป็นกรณีๆไป เป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศใดทำกัน นับเป็นความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐ ที่ร่างกฎหมายสับสนในเรื่องหลักการและปรัชญาการควบคุม ซ ้าเติมปัญหาให้กับประเทศไทย เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้มีอ านาจไม่ได้ทำความเข้าใจถึงตรรกะการควบคุมระบบสุขภาพสากลอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถผลักดันการพัฒนาประเทศให้ถูกต้องตามหลักสากล หากต้องการควบคุมการรักษาโรคด้วยเซลล์ให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามแบบสากลอารยะประเทศก็ควรทำการศึกษาว่าประเทศอื่นในโลกนี้ ที่พัฒนาระบบดีแล้วเขาทำกันอย่างไไม่ใช่นึกคิดจินตนาการระบบขึ้นเอง ประเทศไม่ใช่ของเล่นที่จะทดสอบความคิดของใคร ควรศึกษาให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้แตกฉานถึงปรัชญา ตรรกะควบคุมอย่างรอบคอบและดำเนินการด้วยความระมัดระวังที่สุด ไม่ใช่มุ่งแต่จะลงโทษ เพราะหลักการของกฎหมายสุขภาพคือกฎหมายควบคุมให้ถูกทิศทาง ไม่ใช่กฎหมายอาญา แม้ระบบกฎหมายแต่ละประเทศจะต่างกัน กฎหมายไม่เหมือนกัน แต่หลักการสำคัญ ตรรกะ วิธีคิดเป็ นเรื่องเดียวกันและยังคงเหมือนกัน จึงควรทำการบ้านให้เข้าใจแตกฉาน ปรึกษาหารือและถกเถียงกันอย่างกว้างขวางก่อนร่างกฎหมาย ประเทศจึงจะไม่ตกอยู่ในหลุมดำทางกฎหมาย
เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการบัญญัติพระราชบัญญัติเซลล์ทางการแพทย์ในรายละเอียดเชิงลึก แม้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการแก้ปัญหาการใช้เซลล์รักษาโรคในประเทศไทยก็ตาม แต่กฎหมายมีข้อผิดพลาดร้ายแรงในเชิงหลักการควบคุม หากมีผลบังคับใช้จะท าให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวงมากกว่าการใช้สเต็มเซลล์แบบผิดๆ ในประเทศอย่างมาก สิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำคือ ยกร่างกฎหมายควบคุมการใช้เซลล์รักษาโรคขึ้นใหม่ให้สอดคล้องหลักการสากล ไม่ใช่เร่งผลักดันกฎหมายที่ผิดหลักการสากลไปบังคับใช้จนเกิดผลเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง จึงมีคำถามว่า การเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้เร็วขึ้นเพียงไม่กี่เดือนจะมีประโยชน์อะไรเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ? ทำไมไม่รอให้(ร่าง)พระราชบัญญัติเซลล์บำบัด ที่แพทยสภาเป็นเจ้าภาพดำเนินการจัดทำอยู่ให้แล้วเสร็จเสียก่อน จึงจะนำมาประชาพิจารณ์เปรียบเทียบกัน แล้วเลือกนำเสนอกฎหมายฉบับที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าจะรีบเร่งไปทำไม ? แค่อีกเพียง 2-3 เดือน (ร่าง)พระราชบัญญัติเซลล์บำบัด ก็จะแล้วเสร็จ
ร่าง พรบ.เซลล์ทางการแพทย์ นิยามสับสน- วงการแพทย์แตกแยก
ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ. เซลล์ทางการแพทย์ฉบับสุดท้ายมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากร่างฉบับที่ 5 โดยมีการตัดบางประเด็นที่ไม่สำคัญออกไป ซึ่งผู้เขียนเคยทำการวิเคราะห์ร่างฯฉบับที่ 5 ให้กับกรมการแพทย์และแพทยสภาไว้อย่างละเอียดมาแล้ว อย่างไรก็ตามสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ยังคงมีข้อผิดพลาดในส่วนที่สำคัญที่สุดเช่นเดิม กล่าวคือ นิยามกฎหมายผิดพลาดสับสนในเรื่องการแบ่งประเภทการใช้เซลล์ในทางการแพทย์ซึ่งผิดหลักการสากลโดยสิ้นเชิงเพราะไปนำหลักการมาจากงานวิจัยเซลลแ์บบพ้ืนฐานมาใช้แบ่งกลุ่มการใช้เซลล์รักษาโรคในผู้ป่วย ซึ่งถือเป็นคนละเรื่องกันและเป็นวิธีคิดที่ต่างกัน
ร่าง พรบ. เซลล์ทางการแพทย์ดังกล่าวนี้แบ่งกลุ่มการใช้เซลล์ในการรักษาโรคตามแหล่งที่มาของเซลล์ เช่น เซลล์มนุษย์ เซลล์สัตว์ เซลล์พืช หรือ สเต็มเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ ซึ่งการแบ่งลักษณะน้ีไม่มีประโยชน์เพราะไม่สามารถใช้ในควบคุมการรักษาโรคทางการแพทย์ด้วยเซลล์ได้จึงไม่มีประเทศใดนำระบบนี้ มาใช้ในระบบควบคุมสุขภาพแม้แต่ประเทศเดียว
การให้นิยามกฎหมายที่ผิดพลาด ทำให้สาระควบคุมของกฎหมายที่บัญญัติตามหลังเกิดความผิดพลาดท้งัหมด แบบที่เรียกง่ายๆ ว่า ไปไม่ถูกทาง ต้องประกาศแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ หากมีผลบังคับใช้จะส่งผลกระทบและสร้างความสับสนต่อระบบควบคุมสุขภาพของประเทศร้ายแรงอย่างไม่มีมาก่อน เพราะอาจทำให้วงการแพทย์ต้องแตกแยกเป็น 2 ส่วนจากกฎหมายฉบับนี้ คือแพทย์ส่วนหนึ่งอยู่ในการควบคุมของแพทยสภาในขณะที่แพทย์อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใช้เซลล์ในการรักษาตกอยู่ในการควบคุมของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในขณะเดียวกัน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพก็กลายเป็ นผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว เพราะมีอำนาจควบคุมทั้งแพทย์ สถานพยาบาล และผลิตภัณฑ์เซลล์(แฝงอยู่ในเซลล์พืช เซลล์สัตว์) ซึ่งในนามของคณะกรรมการเซลล์ทางการแพทย์ถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบควบคุมสุขภาพอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดความผิดพลาดของระบบควบคุมข้ึนในหน่วยงานเดียวที่รวบอำนาจไว้จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ประชาชนจำนวนมากอาจเจ็บป่วยล้มตายจากระบบควบคุมที่ผิดพลาดได้ดังนั้น ในระบบควบคุมสุขภาพสากลจึงห้ามมิให้มีการรวบอำนาจไว้ในหน่วยงานเดียวโดยเด็ดขาด เพราะไม่มีหน่วยงานถ่วงดุลตรวจสอบ นอกจากนี้ หากระบควบคุมด้วยหน่วยงานเดียวผิดพลาดจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนทั่วประเทศพร้อมกันทันที
การให้นิยามศัพท์กฎหมายผิดพลาด ทำให้ ร่าง พรบ. เซลล์ทางการแพทย์มองไม่เห็นหมวดหมู่ควบคุมการใช้เซลล์ในการรักษาผู้ป่วยตามระบบสากล หมวดควบคุมในบัญญัติกฎหมายดังกล่าวจึงไม่สามารถนำนิยามศัพท์มาใช้ประโยชน์แบ่งหมวดหมู่และระดับการควบคุมได้อย่างเป็นระบบสากล จึงใช้วิธีแบบง่ายๆ สำหรับงานควบคุมทั่วไปมาควบคุมแทนระบบควบคุมเซลล์สากลที่สลับซับซ้อน คือ บงัคบัใหข้ึนทะเบียนให้หมดทุกประเภท ทั้งแพทย์ สถานพยาบาล ผลิตภัณฑ์เซลล์(ซึ่งแฝงอยู่ในหมวดเซลล์พืช เซลล์สัตว์) และใช้วิธีง่ายๆ ในการควบคุม คือ ออกประกาศกฎหมายบังคับ ห้ามทำหรืออนุญาตให้ทำ ซึ่งตามความเห็นของคณะกรรมการเซลล์ทางการแพทย์เป็นผู้กำหนด ถือเป็นการ ลิดรอนสิทธิในการรักษาโรคของแพทย์ทั่วประเทศในอนาคตด้วยวิธีแบบขวานผ่าซากคือ ข้อบ่งช้ีการรักษาโรคด้วยเซลลจ์ะถูกประกาศบังคับโดยกฎหมายเป็นกรณีๆไป เป็นเรื่องที่ไม่มีประเทศใดทำกัน นับเป็นความล้มเหลวของหน่วยงานภาครัฐ ที่ร่างกฎหมายสับสนในเรื่องหลักการและปรัชญาการควบคุม ซ ้าเติมปัญหาให้กับประเทศไทย เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้มีอ านาจไม่ได้ทำความเข้าใจถึงตรรกะการควบคุมระบบสุขภาพสากลอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถผลักดันการพัฒนาประเทศให้ถูกต้องตามหลักสากล หากต้องการควบคุมการรักษาโรคด้วยเซลล์ให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามแบบสากลอารยะประเทศก็ควรทำการศึกษาว่าประเทศอื่นในโลกนี้ ที่พัฒนาระบบดีแล้วเขาทำกันอย่างไไม่ใช่นึกคิดจินตนาการระบบขึ้นเอง ประเทศไม่ใช่ของเล่นที่จะทดสอบความคิดของใคร ควรศึกษาให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้แตกฉานถึงปรัชญา ตรรกะควบคุมอย่างรอบคอบและดำเนินการด้วยความระมัดระวังที่สุด ไม่ใช่มุ่งแต่จะลงโทษ เพราะหลักการของกฎหมายสุขภาพคือกฎหมายควบคุมให้ถูกทิศทาง ไม่ใช่กฎหมายอาญา แม้ระบบกฎหมายแต่ละประเทศจะต่างกัน กฎหมายไม่เหมือนกัน แต่หลักการสำคัญ ตรรกะ วิธีคิดเป็ นเรื่องเดียวกันและยังคงเหมือนกัน จึงควรทำการบ้านให้เข้าใจแตกฉาน ปรึกษาหารือและถกเถียงกันอย่างกว้างขวางก่อนร่างกฎหมาย ประเทศจึงจะไม่ตกอยู่ในหลุมดำทางกฎหมาย
เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการบัญญัติพระราชบัญญัติเซลล์ทางการแพทย์ในรายละเอียดเชิงลึก แม้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการแก้ปัญหาการใช้เซลล์รักษาโรคในประเทศไทยก็ตาม แต่กฎหมายมีข้อผิดพลาดร้ายแรงในเชิงหลักการควบคุม หากมีผลบังคับใช้จะท าให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวงมากกว่าการใช้สเต็มเซลล์แบบผิดๆ ในประเทศอย่างมาก สิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำคือ ยกร่างกฎหมายควบคุมการใช้เซลล์รักษาโรคขึ้นใหม่ให้สอดคล้องหลักการสากล ไม่ใช่เร่งผลักดันกฎหมายที่ผิดหลักการสากลไปบังคับใช้จนเกิดผลเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง จึงมีคำถามว่า การเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้เร็วขึ้นเพียงไม่กี่เดือนจะมีประโยชน์อะไรเมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ? ทำไมไม่รอให้(ร่าง)พระราชบัญญัติเซลล์บำบัด ที่แพทยสภาเป็นเจ้าภาพดำเนินการจัดทำอยู่ให้แล้วเสร็จเสียก่อน จึงจะนำมาประชาพิจารณ์เปรียบเทียบกัน แล้วเลือกนำเสนอกฎหมายฉบับที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าจะรีบเร่งไปทำไม ? แค่อีกเพียง 2-3 เดือน (ร่าง)พระราชบัญญัติเซลล์บำบัด ก็จะแล้วเสร็จ