พระแก้วมาเยี่ยม สวยสดงดงามเป็นแก้วแพรวพราวสว่างไสวทั้งองค์

ปกติก็ภาวนาทำสมาธิปกติ ตั้งแต่ตี1ถึงตี4เกือบจะทุกวัน เวลาออกจากสมาธิ ก็เจริญบริกรรม หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ตลอดเวลา เพื่อให้จิตมีปฐมฌาณล่อเลี้ยงจิตใจเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้นิวรณ์5ประการเกิดขึ้นมีไม่ได้ ใจก็จะตื่นรู้ขึ้นมา แล้วเอาสติไปแนบใว้กับใจตื่นรู้นั้นตลอดเวลา รู้ก็สักแต่ว่ารู้ ไม่บัญญัติในรู้นั้น แล้วไม่ปรุงแต่งต่อในสิ่งที่รู้ ตัดกระแสกิเลสตามลำดับ ตามมหาสติมหาปัญญา คราวนี้จิตใจก็จะสว่างไสวแพรวพราวประกายพรึกเป็นแก้วใส ตลอดเวลาทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน เป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นของจิต เอาละเข้าเรื่องเลยนอกเรื่องมามาก เหตุการณ์มันมีอยู่ว่า หลังจากทำสมาธิจิตมีความสงบสว่างไสว จู่ๆมันก็เป็นไปเองของมันควบคุมอะไรไม่ได้เลย เดี๋ยวร่างกายหาย เดี๋ยวร่างกายปรากฏมี เดี๋ยวร่างกายปรากฏหาย เป็นแบบนี้สลับกันไปสลับกันมา 10กว่ารอบหรือนับไม่ถ้วน ควบคุมอะไรไม่ได้เลยมันเป็นไปเอง 10วินาที มันมาๆหายๆไม่รู้กี่รอบ มันเร็วขนาดนั้น นึกว่าจะขาดใจตายไปแล้ว ลมหายใจมันก็ติดๆขัดๆเหมือนคนกำลังจะตาย จู่ๆมันก็วูบลงไปปรากฏมีนิมิตแขนขึ้นมาให้พิจารณา มันพิจารณมของมันเอง ความคิดมันก็ไม่มี ได้แต่รู้ ได้แต่เห็น แขนมันก็สว่างไสวเป็นแก้วแพรวพราวแล้วดับหายไป แล้วก็โผล่ขึ้นมา แล้วก็ดับหายไป เป็นแบบนี้อยู่หลายรอบ ใจดวงนี้ก็สว่างไสวจ้าสะเทือนไปหมดหัวใจดวงนี้ แล้วก็มีพระแก้ว ไม่ทราบมาจากไหน มาหลายองค์เลย ลงมาเสียงสะนั่นหวั่นไหว ยังกับหัวใจดวงนี้กำลังจะระเบิดสว่างไสวจ้า คราวนี้พอพระแก้วมาหา จิตมันไม่ยอมจะอยู่ในร่างกายแล้ว มันทำท่าจะออกไปต้อนรับสื่อสาร แต่ใจมันบอกเบื่อ ไม่อยากรับแขก จิตมันก็ต้านทานรู้เข้าไปในใจสว่างไสวจ้าแพรวพราวประกายพรึก สุดท้ายทำท่าจะเอาไม่อยู่ จิตมันจะออกไปเสียท่าเดียว จขกท ก็เลยออกจากสมาธิทันที แต่หาทางออกไม่เจอ กำเลยคราวนี้ เพราะร่างกายมันไม่มี มันหายไปหมด คว้าอะไรไม่ได้เลย สุดท้ายใจระลึกได้ เห็นคืออะไร คนที่เห็นความสว่างไสวจ้านี้คือไคร สติกลับมาเต็มกำลัง ลืมตาทันที พอลืมตาขึ้นมา สมาธิมันก็เคลื่อน ร่างกายก็มาละคราวนี้ ความคิดก็มาตาม เครื่องมือมาครบละคราวนี้ แม้เหตุผลเดียว คือเบื่อการต้อนรับแขก เพราะต้อนรับมาเยอะ ถ้าผีมาก็มาขอส่วนบุญ ถ้าเทวดามาก็มาสนทนาธรรม มันก็วนๆเวียนๆแบบนี้ ก็เบื่อละซิ จิตก็เลยไม่ยอมออกไปต้อนรับพระแก้วนั้น คราวนี้พอออกจากสมาธิมา มามองดูเท้า เท้าก็เป็นแก้วใสแพรวพราวสว่างไสว แล้วเท้าก็หายไป เอาละซิ มองแขน แขนก็สว่างไสวแพรวพราวประกายพรึกเป็นแก้ว แล้วแขนก็หายไป คราวนี้ลุกขึ้นเลย ก้มมองดูร่างกาย ร่างกายก็สว่างไสวจ้าเป็นแก้วแพรวพราวประกายพรึกแล้วร่างกายก็หายไป เอาละซิ งานเข้า เข้าใจตอนนั้นคิดว่า กูตายแล้วใช่ไหม? เดินไปเลยคราวนี้ไปเปิดไฟ พอเปิดไฟเชคเลยคราวนี้ เชคว่าร่างกายมันอยู่ครบไหม เหมือนเดิมมันอยู่ครบ แต่ใจมันสว่างไสวแพรวพราวประกายพรึกเป็นแก้วใส มองส่วนไหนก็เป็นแก้วไปหมด เออแปลกแต่จริง คราวนี้เดินไปปิดไฟ พิจารณามอง ส่วนต่างๆของร่างกาย ยันเช้า เออแปลกแต่จริง พิจารณาส่วนไหน ส่วนนั้นก็เป็นแก้วสว่างไสวแพรวพราวประกายพรึกไปหมด เดิน ยืน นั่ง นอน มันก็สว่างไสวเป็นแก้วแพรวพราวประกายพรึก เออแปลกดี แต่ก็ไม่ติดใจอะไร เพราะมันคงเกิดจากการปฏิบัติ คราวนี้ใจที่สว่างไสวแพรวพราวมันจะรู้จะเห็นอะไร ของมันเรื่อยๆ เราก็รู้แต่อย่าไปปรุงแต่งตาม ตัดกระแส เออมันก็ไม่มีอะไรน่าวิเศษ แต่ประการใด เอาละจบแค่นี้ก่อน ไครไม่เชื่อ นรก-สวรรค์ ชาตินี้ ชาติหน้า ให้พากันปฏิบัติธรรม อย่าปักใจว่ามันไม่มี ทั้งๆที่ยังไม่ปฏิบัติ เดี๋ยวจะโง่แบบไม่น่าให้อภัย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่