ณ ดินแดนอันไกลโพ้นได้ทำการเลือกตั้ง ส.ส. ตามกติกาใหม่ล่าสุดที่เมืองไทยกำลังจะนำออกมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า (มาริโอ้)

ณ ดินแดนแห่งนี้มีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต รวมทั้งหมด 20 เขต ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขตมีจำนวนเขตละ 100 คน โดยมีพรรคที่ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้จำนวน 4 พรรค คือพรรค A B C D ตามลำดับ

ดินแดนแห่งนี้มีจำนวน ส.ส. ระบบปาร์ตี้ลิสต์(บัญชีรายชื่อ) จำนวน 5 ที่นั่ง โดยใช้กติกาในการคิดคะแนนคือ "จะใช้ระบบการเลือกตั้งที่กำหนดให้เอาคะแนนของผู้สมัคร ส.ส. ที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส. ระบบเขตเลือกตั้ง ไปคำนวนหาจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ โดยประชาชนจะลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการยกตัวอย่าง ว่า สมมติเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้สมัคร ส.ส. จำนวน 5 พรรค หากพรรค ก. ได้รับคะแนนสูงสุดให้ถือว่าผู้สมัครพรรคนั้นได้เป็น ส.ส. ทันที แต่ให้เอาคะแนนของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครไม่ได้รับเลือกตั้งจำนวน 4 พรรคไปคำนวณเพื่อหาจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคต่อไป ขณะที่คะแนนของพรรคที่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส. เขต แล้วจะไม่ถูกนำมาคำนวณหาจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่ออีก"

ผลการเลือกตั้งออกมาดังนี้


ผมสรุปผลการเลือกตั้งออกมาคร่าวๆได้ดังนี้ครับ

- พรรค A ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตมากที่สุดจำนวน 9 ที่นั้ง พรรค B ได้จำนวน 8 ที่นั่ง ส่วนพรรค C และ พรรค D ได้จำนวน 2 ที่นั่งและ 1 ที่นั่งตามลำดับ

- ในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์พรรค B ได้ที่นั่งมากที่สุด คือ 2 ที่นั่ง ส่วนพรรค A C และ D ได้พรรคละ 1 ที่นั่ง

- จำนวน ส.ส. ทั้ง 2 ระบบรวมกัน พรรค A และ พรรค B ได้ ส.ส. เท่ากันคือ 10 ที่นั่ง และมีตัวแปรสำคัญในการจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลคือพรรค C และพรรค D ที่มีจำนวน ส.ส. 3 และ 2 ที่นั่งตามลำดับ

จเห็นได้ว่าตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ จำนวน ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อแม้จะมีไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะพลิกเกมขึ้นมาชนะ และจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกันสำหรับพรรคที่พ่ายแพ้ในระบบเขต เพียงเพื่อจับมือกับพรรคตัวแปรและแบ่งสรรผลประโยชน์และเก้าอี้ในกระทรวงสำคัญๆให้ ก็เพียงพอแล้วที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้ว่าคะแนนเลือกตั้งในระบบเขตโดยรวมพรรค B จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ตาม

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เขาเคยเลือกทั้งคน เลือกทั้งพรรคในคราวเดียวกัน แต่กติกาใหม่ในครั้งนี้มันกลับทำให้สิทธิ์ของพวกเขาเหล่านั้นต้องหายไปในการลงคะแนนระบอบบัญชีรายชื่อให้กับพรรคที่เขาต้องการ  ผมจึงอยากจะถามดังๆว่าคุณเอาสิทธิของพวกเขาเหล่านั้นไปทิ้งไว้ที่ไหน

กติกามันเขียนให้เอาเปรียบยังไงก็ได้ แต่ถ้าชนะขึ้นมาภายใต้กติกาที่เอารัดเอาเปรียบผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ มันน่าภูมิใจนักหรือ แต่ถ้าแพ้ขึ้นมาเนี่ย เสียหมาเลยนะครับ


มาริโอ้ 31 ตุลาคม 2558
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 17
เขียนกติกา...เพื่อสัปขาลอก .. เพื่อกลุ่มเดิมๆนั้นแหละ ปชป แค่ตัวประกอบละครลิง อมยิ้ม16ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกค่ะ....กี่ปี... กี่พ.ศ. ????  การปกครองของประเทศไทยก็อยู่ใน ... การปกครองแบบทหารซ่อนรูป ...ไอคนที่เคยเขียน รธน ก็คนกลุ่มเดิมๆ เขียนเองด้วยมือ ลบเองด้วยเท้า ดูอย่างคุณมีชัย แก่มากๆแล้วยังไม่ยอมปลดระว่างตัวเองเลย  ทหารก็ติดใจคำว่า ...บิ๊ก... บิ๊กนั้น...บิ๊กนี้...หยอกเย้า

นานาเรียน เอ้อ  ออ  แค่เล่นละครลิง.. ยึดติดอำนาจ.. และเงินกองกลางของประเทศ.. พวกนี้เห็นแก่ตัวและไม่เคยคิดถึงประเทศชาติและประชาชนจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 14
ขอบคุณค่ะพี่โอ้ ที่ทำแบบจำลองทางสถิติให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

สส. เขต เลือกคนที่รัก
สส. ปาร์ตี้ลิสต์ เลือกพรรคที่ชอบ

มันคนละส่วนกันอ้างได้ยังไงคะแนนเสียเปล่า ในบางเขตประชาชนอาจชอบนโยบายพรรค A แต่ สส.เขตพรรค B ทำหน้าที่ดีกว่า คนก็เลือกกันไปตามเนื้อผ้า ทำให้พรรคการเมืองต้องพัฒนาทั้งภาพรวมพรรค และคุณภาพ สส.เขต

แทนที่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จะได้มาเพราะคะแนนของประชาชนต้องการเลือกจริงๆ แต่กลับได้มาจากคะแนนทิ้งของ สส.เขต นอกจากจะไม่ยุติธรรมแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือเรื่องแนวคิด ควรต้องยึดหลักว่า "ให้ยกระดับตัวเอง ไม่ใช่คิดทำลายผู้อื่น" หากอ้างว่าเพื่อคานอำนาจ ฝ่ายจะมาคานอำนาจต้องหาทางยกระดับตัวเอง ไม่ใช่ไปตัดสิทธิ์ของฝ่ายที่มีความพร้อมรับใช้ประชาชนมากกว่า

การเลือกผู้แทนมาบริหารประเทศ เราต้องการมืออาชีพ ต้องการระบบที่มุ่งพัฒนาคุณภาพ สส. ต้องยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่หาทางให้เอื้อกับพรรคการเมืองที่แพ้ประจำเพราะไร้ผลงาน ประเทศไม่ใช่สนามเด็กเล่นให้คนที่ไม่พร้อมได้เข้ามาบริหารประเทศ

ความคิดเห็นที่ 9
ระบบประชาธิปไตยที่ประชาชนใช้อำนาจผ่านตัวแทนที่ตนเลือก
แต่กติการะบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆกลับให้ความสำคัญกับคนที่ประชาชนไม่ได้เลือกหรือลงคะแนนให้มากที่สุด เพื่อให้มาดำรงตำแหน่งตัวแทน

คงร้องได้คำเดียวว่า Amazing Thailand
หากไม่ดัดจริตแบบไทยๆคิดไม่ได้นะ กติกาแบบนี้


เมื่อคนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าสิทธิ์และเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นปัญหากับการครองและครอบงำประเทศของพวกพ้องตนเอง ก็กล้าที่จะฉีกสิ่งที่เคยถูกพร่ำสอนเรื่องประชาธิปไตยในตำราทุกเล่ม

แล้วเรายังจะเรียนเรื่องนี้ หรือสอนลูกหลานของเราต่อไปทำไม ในเมื่อความเป็นประชาธิปไตยของไทย คือการกีดกันประชาชนออกจากอำนาจ มิใช่ให้ประชาชนใช้อำนาจผ่านตัวแทนที่ตนเลือก

เผาตำราเรียน รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ทิ้งเถอะครับ แล้วเขียนใหม่ให้มมันสอดคล้องกับความที่จริงที่สุดแสนจะ "ตลก" ของประเทศเราดีกว่า จะไปสอนเรืองโกหกที่ไม่สามารถทำได้จริงให้กับลูกหลานเรียนรู้
ความคิดเห็นที่ 8
ตามเกณฑ์แบบนี้  พรรคที่มีโอกาสจะได้ สส.บัญชีรายชื่อจะต้องส่ง สส.เขตให้มากเข้าไว้  ซึ่งพรรคแบบรักประเทศไทยที่เคยมี สส. บัญชีรายชื่อ 4 คน ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วจะหมดโอกาสในทันทีเพราะไม่ได้ สส. เขต และ การส่ง สส . เขต จำนวนมาก   ก็จะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปด้วย  เมื่อลงทุนมากโอกาสแสวงหาประโยชน์ก็น่าจะมากไปด้วย  พรรคขนาดเล็กจะมีอำนาจต่อรองมาก เช่น พรรคต่างๆ ก่อน รัฐธรรมนูญ ปี 40 ดีหรือไม่ ไม่รู้  และคะแนนที่ ปชช.เลือกสส.เขต ก็มีประสงค์ที่จะมอบคะแนนให้เฉพาะกับบุคคลที่ลง สส.เขต  เหตุใดจึงคิดจะแปลงคะแนนไปให้ใครคนอื่น ที่ ปชช .ในเขตนั้นๆ ไม่ได้เลือก  ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ ปชช. อีกส่วนหนึ่งถ้าไม่มีบัตรเลือกแบบบัญชีรายชื่อ ปชช.ในต่างประเทศจะให้เลือกอย่างไร  

อ้ออีกประเด็นหนึ่งแนวคิดที่จะไม่ให้คะแนนสูญเปล่าอย่างที่คิดมานี่นะ ถ้าเลือกกำนัน ผู้ใหญบ้าน ลองคิดซิว่าคะแนนที่อยู่อันดับ 2,3,4 จะเอาไปทำอะไร  ไม่เสียดายบ้างรึ  

เฮ้อคิดไปได้นะ ท่านผู้เฒ่า  แก่เพราะอยู่นานจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 18
เลือกตั้งระบบนี้แปรว่า สส.พรรคที่ประชาชนนิยมลงคะแนนไห้จะได้ สส.เพียงคนเดียวแต่พรรค
อีกหลายพรรครองลงมา คำนวนแล้วจะได้สส.มากกว่า มันจะไม่ผิดเพี้ยนมากไปหน่อยหรือ
จะหาวิธีช่วยพรรคผู้ดี ก็ไห้มันเนียนกว่านี้ได้มั้ย จะมาอ้างคะแนนรองลงมาจะสูญเปล่า
กรรมการบริษัท หรือขบวนความยุติธรรม ก็ไช้เสียงมากกว่าตัดสินไม่ไช่หรือ อย่าทำความอัปยศไห้วงค์ตระกุลไนยามแก่เลย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่