ชีวิตการเป็นเจ้าของธุรกิจของผมเริ่มต้นตอนเรียนปี 4 ตอนนั้นอายุ 22 (จบช้า เพราะซิ่วไป 2 รอบ) จนเวลาผ่านไป 6 ปีกว่าๆแล้ว สิ่งที่ผมเจอในชีวิตมันอาจจะเยอะมาก แต่จะพยายามเขียนสั้นๆให้อ่านจบใน 1 กระทู้นะครับ
เริ่มต้นจากหนี้ และหนี้ พร้อมประสบการณ์การขึ้นโรงขึ้นศาลครั้งแรกในชีวิต
ธุรกิจแรกของผมจริงๆไม่ควรเรียกว่าธุรกิจเลย แต่เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีมากๆครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องเล่า คือผมพักอยู่อพาร์ทเม้นท์สมัยเรียน แล้วก็มีพี่คนหนึ่งที่เช่าห้องอยู่ในนั้นผมเห็นเขาก็ขับ รถสปอร์ท ซุปเปอร์คาร์มาจอดที่พักเป็นประจำและก็มีโอกาสได้รู้จักกันซักพัก จนวันหนึ่งพี่คนนี้ก็ชวนทำธุรกิจร้านข้าวไข่เจียว (สมัยนั้นเป็นยุคแรกๆของร้านข้าวไข่เจียว) เขาบอกว่าต้องลงทุนทั้งหมด 150,000 บาท (ที่แพงเพราะจะเปิดในห้าง) พอดีเพื่อนแฟนที่บ้านมีเงิน จึงชวนมาลงทุน แบ่งเป็น 3 หุ้น โดยการขอยืมเขาก่อนทั้งหมดทั้งผมกับแฟน 1 แสนบาท สรุปคือ ไปรู้ที่หลังว่าเขาหลอกคนแบบเดียวกันมาหลายเจ้า หลังจากแจ้งความมารู้ที่หลังว่าเขาได้เงินจากการหลอกคนมาเกือบ 10 กว่าล้านบาท (ยอมรับพี่เขาเรื่องหนึ่งเลย คือการพูดครับ เขาสามารถพูดให้คนยอมจ่ายเงินให้เขาได้ง่ายๆเลยจริงๆ) รถหรูๆที่เห็นบ่อยๆ ก็มาจากการเช่าขับรายวัน...สรุปไปจบลงที่ศาล ศาลช่วยไกล่เกลีย เขาผ่อนคืนให้ และทางผมก็ได้เงินคืนจนครบ บอกเลยว่าครั้งแรกที่ไปศาลในชีวิตจริงกับในหนังคนละเรื่องนะครับ 555 ห้องพิจารณาคดีที่ผมไปคือห้องเล็กๆ แบบห้องเรียนขนาด 30 คน และทำให้รู้เลยว่าวันๆหนึ่งมีคดีความกันเยอะมากๆจริงๆ ตั้งแต่อยู่โรงพักและ ผมนั่งอยู่ก็มีคนเข้ามาแจ้งความเรื่อยๆ (เล่าให้ฟังเพื่อบางคนไม่เคยไปโรงพัก หรือศาลเลย)
สรุป
- จะทำอะไรให้รอบคอบ การมีสัญญาไม่ได้หมายความว่าจะไม่โดนโกงนะครับ แต่อย่างน้อยคุณก็มีหลักฐาน หากคิดจะทำธุรกิจ เรื่องเอกสารสัญญาสำคัญมากๆครับ ไม่งั้นบริษัทใหญ่ๆคงไม่มีทีมกฏหมายจ้างราคาสูงๆ เพื่อเขียนข้อความไม่กี่หน้าหรอกครับ
- ว่าด้วยเรื่องคน...บางครั้งสิ่งที่คุณเห็นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป อย่าดูคนแค่ภายนอก ยิ่งถ้ากำลังมองหาหุ้นส่วน ผมเคยเจอคนแต่งตัวธรรมดาๆ แต่ฝากเงินทีเป็นร้อยล้าน ในทางกลับกันก็เคยเจอ คนขับรถหรู แต่แทบจะไม่มีเงินเติมน้ำมันก็มีครับ
- การทำธุรกิจคุณควรจะมีหุ้นส่วน...แต่การเลือกหุ้นส่วนนั้น ถ้าคุณยังไม่เคยคุยถึงเรื่องแย่ๆของกันและกัน ไม่เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบดุเด็ดเผ็ดมัน ก็คิดและดูดีๆครับ เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใครครับ และการจะตัดสินใคร ให้ดูตอนเจอปัญหาครับ เพราะวีระบุรุษจะโผล่มาตอนเจอปัญหาครับ และในวันที่คุณมีปัญญาคุณจะรู้ว่าใครบ้างที่จริงใจกับคุณ เพื่อนแท้ เพื่อนตาย หน้าตาเป็นแบบไหนก็จะได้รู้กันวันนั้นแหละครับ
เจ๊ง 3 ครั้ง สำเร็จ1 ครั้ง (คุณทำอะไรใหม่ๆ ใน 100 เรื่อง สำเร็จ 20 กว่าเรื่องก็เก่งแล้ว)
ครับผมเคยล้มมา 3 รอบครับ(ติดๆกัน) เอาเป็นว่าเครียด ท้อ จนตอนนี้ด้านชาแล้วครับ 555 ในส่วนนี้ผมขอไม่พูดรายละเอียดมากนะครับ เพราะไม่งั้นคุณอ่านจนเบื่อแน่ๆ ขอพูดแบบย่อๆสั้นๆเลยแล้วกันนะครับ
- เด็กทุกคนเกิดมาก่อนที่จะเดินเป็นไม่เคยมีเด็กคนไหนไม่เคยไม่ล้มครับ นี้เป็นสัจธรรมครับ ผู้ประกอบการทุกคนไม่เคยไม่มีใครทำธุรกิจแล้วไม่เจอปัญหา บางคนเคยถึงขั้นเกือบจะเป็นบุคคลล้มละลาย ก่อนกลับมาร่ำรวย... ความเชื่อของผมคือ “ไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่คำว่าล้มเลิก” ผมไม่เคยทำงานประจำเลยนะครับ เพราะถ้าผมคิดว่าผมจะทำงานประจำ ผมจะไม่ซิ่วเด็ดขาด เพราะด้วยคณะ และ สถาบัน ผมสามารถจบออกมา และการันตีเงินเดือนได้หลัก ครึ่งแสน (ถ้าเรียนจบนะครับ 555) ผมแค่โชคดีตรงที่รู้ตัวเองเร็ว(ตั้งแต่มัธยม ผมก็ตั้งใจบอกกับตัวเองว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองอย่างเดียว) แต่ผมอาจจะผิดก็ได้นะ เพื่อนผมบางคนตอนนี้เงินเดือนหลักแสนกันแล้วเห็นใช้ชีวิตกันชิวๆดี บางทีก็แอบอิจฉา แต่นะ..เราก็เลือกเดินแบบนี้เอง ขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้นะ ^^
- “ไม่มีบริษัทที่ประสบความสำเร็จ มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จ” หลักๆเลยที่ผมจะบอกคือ คุณอยากจะทำอะไรให้สำเร็จก็ตาม ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ คุณต้องรับผิดชอบชีวิตคุณ 100 % หากวันที่ผมถูกหลอก ถูกโกง หากผมโทษว่าเขานิสัยไม่ดี มาหลอกเรา เราจริงใจกับเขาๆไม่จริงใจกับเรา โลกเรามันแย่ น่ากลัว อยู่ยาก บลาๆๆๆ สุดท้ายเราก็จะไม่โตขึ้น ไม่เก่งขึ้น ผมคิดว่าผมผิดเองที่ไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง ไม่ตรวจสอบก่อน ทักษะการดูคนอ่อน คิดน้อยเกินไป บลาๆๆ ยิ่งเวลาผ่านไปสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือ ไม่มีใครที่ในชีวิตที่ไม่มีปัญหาครับ ทุกคนมีปัญหาชีวิตกันทั้งนั้นแหละครับ จะรูปแบบไหน มากน้อยยังไงเท่านั้นเอง(เหมือนที่เขาบอกกันว่า..เกิดมาเพื่อใช้กรรมอะครับ 555) แต่สิ่งที่ทำให้คนเราต่างกัน คือการรับมือกับปัญหาเดียวกัน ในวิธีการที่ต่างกันครับ.... คนที่เขาประสบความสำเร็จ ชีวิตเขาไม่ใช่ไม่มีปัญหานะครับ แต่เขามีวิธีการจัดการกับปัญหาได้ดี รู้จักการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส... ของแบบนี้ไม่มีสอนในโรงเรียนครับ ต้องเรียนรู้เอาจากประสบการณ์ในชีวิตล้วนๆครับ
- หาคำตอบให้ชีวิต...ตอนที่เจ๊งรอบที่ 3 ผมหยุดทุกอย่างครับ พักชีวิต และทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นว่าเราผิดตรงไหน พลาดตรงไหนบ้าง หาแรงบันดาลใจต่างๆ อยู่ปีกว่าๆ จนได้เคล็ดวิชา 3 ข้อหลักๆ
1.ว่าด้วยเรื่องของจิตใจ/ความคิด : ผมขอสารภาพว่าผมเคยคิดว่า คนรวยต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบคนอื่น บลาๆ(ทัศนคติไม่ดีกับคนรวย ประสบความสำเร็จ) เพราะผมเหมือนโดนปลูกฝังความคิดแบบนี้จากที่บ้าน(คือที่บ้านผมไม่ได้มีเงินมีทองอะไร) ด้วยความโชคดี…วันหนึ่งได้สนิทสนมกับพี่ที่รวยคนหนึ่ง ทำให้ทัศนคติของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น บลาๆ(ตรงข้ามกับที่เคยคิด) รวยจน ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่ได้บอกว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ดีหรือไม่ดี คุณก็คือคุณ เขาก็คือเขา เท่านั้นแหละครับ แต่คำถาม??? ถ้าคุณคิดหรือมีทัศนคติไม่ดีกับคนรวย...คุณก็จะไม่มีวันรวย เพราะจิตใต้สำนึกของคุณคงไม่อยากเป็นคนไม่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อคุณจะรวย คุณจะทำให้ตัวคุณเองไม่รวยโดยไม่รู้ตัว (อันนี้เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาบอกผมมา) ที่ผมเจ๊งเพราะกลัวเจ๊ง (เหมือนที่เขาบอกๆกันว่า กลัวอะไร ไม่ชอบอะไร มักจะได้อย่างนั้นอะครับ)
2.ความรู้...หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราก็เก่งนะ เรียนก็เยอะ อ่านหนังสือนู้นนี้นั้นก็ไม่น้อย ทำไมไม่สำเร็จซักที ... ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดแบบนั้นครับ เอาง่ายๆ คงเคยได้ยินสุภาษิต “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” ใช่ไหมครับ เพราะชีวิตจริงไม่เหมือนในนิยายครับ 555 ทฤษฎีกับปฏิบัติมันคนละเรื่องครับ ไม่ใช่ว่าทฤษฎีมันผิดนะครับ แต่เราต้องประยุกต์ใช้ให้เป็นต่างหากครับ ซึ่งเราจะประยุกต์มันไม่ได้ถ้าเราไม่เข้าใจมันจริงๆครับ ยกตัวอย่างง่ายๆเลยครับ วิชาเลข สมัยเด็กๆ สูตรคณิตศาสตร์มันตายตัวครับ แต่เวลาสอบอาจารย์จะมีโจทย์แปลกๆมาให้คุณหาคำตอบ คุณมีหน้าทีเอาทฤษฎีที่คุณรู้มาแก้โจทย์ หาคำตอบนั้นแหละครับ ชีวิตจริงของเราก็คล้ายๆกันแหละครับ เพียงแต่ชีวิตจริงไม่มีคนมาบอกว่าถูกหรือผิดครับ เพราะจริงๆในชีวิตผมว่าไม่มีถูกหรือผิดด้วยมั้ง 555 ถูกอีกคนอาจจะผิดของอีกคนก็ได้
3.ประสบการณ์...ความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว ไม่มีวิธีการ ไม่มีทางลัดครับ อย่างคนทำธุรกิจอสังหา บางคนก็ถนัดซื้อมา ขายไป สร้างแล้วขายเก็งกำไร ปล่อยเช่า บลาๆ คนเรามีความชอบความถนัดที่แตกต่างกันครับ ผมเคยคิดว่าเราก็แบบคนที่ประสบความสำเร็จทำทุกอย่าง แล้วทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จซักที เพราะสิ่งที่เราทำได้ ก็อาจจะคล้ายๆความรู้อะครับ ง่ายๆครับ คุณคิดว่า นักมวยสมัครเล่น กับนักมวยอาชีพ ต่างกันยังไง? ถ้าให้มาชกกัน ใครจะชนะ? ใช่ครับ ก็ต้องนักมวยอาชีพแน่นอน สิ่งที่แตกต่างกันคือ เวลาการซ้อม คู่มือในการซ้อม ในการแข่ง สิ่งที่เขาทำในแต่ละวันของชีวิตสะสมจนเป็นประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ที่เขาได้รับเข้มข้นกว่า นักมวยสมัครเล่น เขาจึงมีศักยภาพมากกว่า ก็ประมาณนั้นแหละครับ
เคล็ดลับ... คุณต้องค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าคุณเก่งเรื่องอะไร แล้วทำเรื่องนั้นเยอะๆสร้างประสบการณ์ในเรื่องที่คุณถนัด ที่คุณเก่ง แล้ววันหนึ่งคุณก็จะไปถึงฝัน... จะหาตัวเองได้ยังไง...ตอบยากเหมือนกัน ทำหลายๆอย่าง ถามใจตัวเองบ่อยๆ อาจจะทำแบบสำรวจความชอบ ความถนัด แบบประเมินนิสัย อาชีพ พวกนี้แล้วเอาพวกนั้นมาเป็นแนวทางของตัวเอง หรืออะไรประมาณนั้นก็ช่วยได้ครับ
สู้ๆครับ ยังไม่ตายก็ต้องสู้กันต่อไป 555 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ขอให้โชคดีกันทุกคนครับ
Share…ประสบการณ์การเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่สมัยเรียนจาก 0 (เผื่อมีคนที่กำลังค้นหาตนเองหรือหาลู่ทางทำธุรกิจอยู่ครับ)
ธุรกิจแรกของผมจริงๆไม่ควรเรียกว่าธุรกิจเลย แต่เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีมากๆครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องเล่า คือผมพักอยู่อพาร์ทเม้นท์สมัยเรียน แล้วก็มีพี่คนหนึ่งที่เช่าห้องอยู่ในนั้นผมเห็นเขาก็ขับ รถสปอร์ท ซุปเปอร์คาร์มาจอดที่พักเป็นประจำและก็มีโอกาสได้รู้จักกันซักพัก จนวันหนึ่งพี่คนนี้ก็ชวนทำธุรกิจร้านข้าวไข่เจียว (สมัยนั้นเป็นยุคแรกๆของร้านข้าวไข่เจียว) เขาบอกว่าต้องลงทุนทั้งหมด 150,000 บาท (ที่แพงเพราะจะเปิดในห้าง) พอดีเพื่อนแฟนที่บ้านมีเงิน จึงชวนมาลงทุน แบ่งเป็น 3 หุ้น โดยการขอยืมเขาก่อนทั้งหมดทั้งผมกับแฟน 1 แสนบาท สรุปคือ ไปรู้ที่หลังว่าเขาหลอกคนแบบเดียวกันมาหลายเจ้า หลังจากแจ้งความมารู้ที่หลังว่าเขาได้เงินจากการหลอกคนมาเกือบ 10 กว่าล้านบาท (ยอมรับพี่เขาเรื่องหนึ่งเลย คือการพูดครับ เขาสามารถพูดให้คนยอมจ่ายเงินให้เขาได้ง่ายๆเลยจริงๆ) รถหรูๆที่เห็นบ่อยๆ ก็มาจากการเช่าขับรายวัน...สรุปไปจบลงที่ศาล ศาลช่วยไกล่เกลีย เขาผ่อนคืนให้ และทางผมก็ได้เงินคืนจนครบ บอกเลยว่าครั้งแรกที่ไปศาลในชีวิตจริงกับในหนังคนละเรื่องนะครับ 555 ห้องพิจารณาคดีที่ผมไปคือห้องเล็กๆ แบบห้องเรียนขนาด 30 คน และทำให้รู้เลยว่าวันๆหนึ่งมีคดีความกันเยอะมากๆจริงๆ ตั้งแต่อยู่โรงพักและ ผมนั่งอยู่ก็มีคนเข้ามาแจ้งความเรื่อยๆ (เล่าให้ฟังเพื่อบางคนไม่เคยไปโรงพัก หรือศาลเลย)
สรุป
- จะทำอะไรให้รอบคอบ การมีสัญญาไม่ได้หมายความว่าจะไม่โดนโกงนะครับ แต่อย่างน้อยคุณก็มีหลักฐาน หากคิดจะทำธุรกิจ เรื่องเอกสารสัญญาสำคัญมากๆครับ ไม่งั้นบริษัทใหญ่ๆคงไม่มีทีมกฏหมายจ้างราคาสูงๆ เพื่อเขียนข้อความไม่กี่หน้าหรอกครับ
- ว่าด้วยเรื่องคน...บางครั้งสิ่งที่คุณเห็นอาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป อย่าดูคนแค่ภายนอก ยิ่งถ้ากำลังมองหาหุ้นส่วน ผมเคยเจอคนแต่งตัวธรรมดาๆ แต่ฝากเงินทีเป็นร้อยล้าน ในทางกลับกันก็เคยเจอ คนขับรถหรู แต่แทบจะไม่มีเงินเติมน้ำมันก็มีครับ
- การทำธุรกิจคุณควรจะมีหุ้นส่วน...แต่การเลือกหุ้นส่วนนั้น ถ้าคุณยังไม่เคยคุยถึงเรื่องแย่ๆของกันและกัน ไม่เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแบบดุเด็ดเผ็ดมัน ก็คิดและดูดีๆครับ เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใครครับ และการจะตัดสินใคร ให้ดูตอนเจอปัญหาครับ เพราะวีระบุรุษจะโผล่มาตอนเจอปัญหาครับ และในวันที่คุณมีปัญญาคุณจะรู้ว่าใครบ้างที่จริงใจกับคุณ เพื่อนแท้ เพื่อนตาย หน้าตาเป็นแบบไหนก็จะได้รู้กันวันนั้นแหละครับ
ครับผมเคยล้มมา 3 รอบครับ(ติดๆกัน) เอาเป็นว่าเครียด ท้อ จนตอนนี้ด้านชาแล้วครับ 555 ในส่วนนี้ผมขอไม่พูดรายละเอียดมากนะครับ เพราะไม่งั้นคุณอ่านจนเบื่อแน่ๆ ขอพูดแบบย่อๆสั้นๆเลยแล้วกันนะครับ
- เด็กทุกคนเกิดมาก่อนที่จะเดินเป็นไม่เคยมีเด็กคนไหนไม่เคยไม่ล้มครับ นี้เป็นสัจธรรมครับ ผู้ประกอบการทุกคนไม่เคยไม่มีใครทำธุรกิจแล้วไม่เจอปัญหา บางคนเคยถึงขั้นเกือบจะเป็นบุคคลล้มละลาย ก่อนกลับมาร่ำรวย... ความเชื่อของผมคือ “ไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่คำว่าล้มเลิก” ผมไม่เคยทำงานประจำเลยนะครับ เพราะถ้าผมคิดว่าผมจะทำงานประจำ ผมจะไม่ซิ่วเด็ดขาด เพราะด้วยคณะ และ สถาบัน ผมสามารถจบออกมา และการันตีเงินเดือนได้หลัก ครึ่งแสน (ถ้าเรียนจบนะครับ 555) ผมแค่โชคดีตรงที่รู้ตัวเองเร็ว(ตั้งแต่มัธยม ผมก็ตั้งใจบอกกับตัวเองว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองอย่างเดียว) แต่ผมอาจจะผิดก็ได้นะ เพื่อนผมบางคนตอนนี้เงินเดือนหลักแสนกันแล้วเห็นใช้ชีวิตกันชิวๆดี บางทีก็แอบอิจฉา แต่นะ..เราก็เลือกเดินแบบนี้เอง ขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้นะ ^^
- “ไม่มีบริษัทที่ประสบความสำเร็จ มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จ” หลักๆเลยที่ผมจะบอกคือ คุณอยากจะทำอะไรให้สำเร็จก็ตาม ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ คุณต้องรับผิดชอบชีวิตคุณ 100 % หากวันที่ผมถูกหลอก ถูกโกง หากผมโทษว่าเขานิสัยไม่ดี มาหลอกเรา เราจริงใจกับเขาๆไม่จริงใจกับเรา โลกเรามันแย่ น่ากลัว อยู่ยาก บลาๆๆๆ สุดท้ายเราก็จะไม่โตขึ้น ไม่เก่งขึ้น ผมคิดว่าผมผิดเองที่ไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง ไม่ตรวจสอบก่อน ทักษะการดูคนอ่อน คิดน้อยเกินไป บลาๆๆ ยิ่งเวลาผ่านไปสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือ ไม่มีใครที่ในชีวิตที่ไม่มีปัญหาครับ ทุกคนมีปัญหาชีวิตกันทั้งนั้นแหละครับ จะรูปแบบไหน มากน้อยยังไงเท่านั้นเอง(เหมือนที่เขาบอกกันว่า..เกิดมาเพื่อใช้กรรมอะครับ 555) แต่สิ่งที่ทำให้คนเราต่างกัน คือการรับมือกับปัญหาเดียวกัน ในวิธีการที่ต่างกันครับ.... คนที่เขาประสบความสำเร็จ ชีวิตเขาไม่ใช่ไม่มีปัญหานะครับ แต่เขามีวิธีการจัดการกับปัญหาได้ดี รู้จักการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส... ของแบบนี้ไม่มีสอนในโรงเรียนครับ ต้องเรียนรู้เอาจากประสบการณ์ในชีวิตล้วนๆครับ
- หาคำตอบให้ชีวิต...ตอนที่เจ๊งรอบที่ 3 ผมหยุดทุกอย่างครับ พักชีวิต และทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นว่าเราผิดตรงไหน พลาดตรงไหนบ้าง หาแรงบันดาลใจต่างๆ อยู่ปีกว่าๆ จนได้เคล็ดวิชา 3 ข้อหลักๆ
1.ว่าด้วยเรื่องของจิตใจ/ความคิด : ผมขอสารภาพว่าผมเคยคิดว่า คนรวยต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบคนอื่น บลาๆ(ทัศนคติไม่ดีกับคนรวย ประสบความสำเร็จ) เพราะผมเหมือนโดนปลูกฝังความคิดแบบนี้จากที่บ้าน(คือที่บ้านผมไม่ได้มีเงินมีทองอะไร) ด้วยความโชคดี…วันหนึ่งได้สนิทสนมกับพี่ที่รวยคนหนึ่ง ทำให้ทัศนคติของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น บลาๆ(ตรงข้ามกับที่เคยคิด) รวยจน ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่ได้บอกว่าคุณเก่งหรือไม่เก่ง ดีหรือไม่ดี คุณก็คือคุณ เขาก็คือเขา เท่านั้นแหละครับ แต่คำถาม??? ถ้าคุณคิดหรือมีทัศนคติไม่ดีกับคนรวย...คุณก็จะไม่มีวันรวย เพราะจิตใต้สำนึกของคุณคงไม่อยากเป็นคนไม่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อคุณจะรวย คุณจะทำให้ตัวคุณเองไม่รวยโดยไม่รู้ตัว (อันนี้เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาบอกผมมา) ที่ผมเจ๊งเพราะกลัวเจ๊ง (เหมือนที่เขาบอกๆกันว่า กลัวอะไร ไม่ชอบอะไร มักจะได้อย่างนั้นอะครับ)
2.ความรู้...หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราก็เก่งนะ เรียนก็เยอะ อ่านหนังสือนู้นนี้นั้นก็ไม่น้อย ทำไมไม่สำเร็จซักที ... ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดแบบนั้นครับ เอาง่ายๆ คงเคยได้ยินสุภาษิต “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” ใช่ไหมครับ เพราะชีวิตจริงไม่เหมือนในนิยายครับ 555 ทฤษฎีกับปฏิบัติมันคนละเรื่องครับ ไม่ใช่ว่าทฤษฎีมันผิดนะครับ แต่เราต้องประยุกต์ใช้ให้เป็นต่างหากครับ ซึ่งเราจะประยุกต์มันไม่ได้ถ้าเราไม่เข้าใจมันจริงๆครับ ยกตัวอย่างง่ายๆเลยครับ วิชาเลข สมัยเด็กๆ สูตรคณิตศาสตร์มันตายตัวครับ แต่เวลาสอบอาจารย์จะมีโจทย์แปลกๆมาให้คุณหาคำตอบ คุณมีหน้าทีเอาทฤษฎีที่คุณรู้มาแก้โจทย์ หาคำตอบนั้นแหละครับ ชีวิตจริงของเราก็คล้ายๆกันแหละครับ เพียงแต่ชีวิตจริงไม่มีคนมาบอกว่าถูกหรือผิดครับ เพราะจริงๆในชีวิตผมว่าไม่มีถูกหรือผิดด้วยมั้ง 555 ถูกอีกคนอาจจะผิดของอีกคนก็ได้
3.ประสบการณ์...ความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว ไม่มีวิธีการ ไม่มีทางลัดครับ อย่างคนทำธุรกิจอสังหา บางคนก็ถนัดซื้อมา ขายไป สร้างแล้วขายเก็งกำไร ปล่อยเช่า บลาๆ คนเรามีความชอบความถนัดที่แตกต่างกันครับ ผมเคยคิดว่าเราก็แบบคนที่ประสบความสำเร็จทำทุกอย่าง แล้วทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จซักที เพราะสิ่งที่เราทำได้ ก็อาจจะคล้ายๆความรู้อะครับ ง่ายๆครับ คุณคิดว่า นักมวยสมัครเล่น กับนักมวยอาชีพ ต่างกันยังไง? ถ้าให้มาชกกัน ใครจะชนะ? ใช่ครับ ก็ต้องนักมวยอาชีพแน่นอน สิ่งที่แตกต่างกันคือ เวลาการซ้อม คู่มือในการซ้อม ในการแข่ง สิ่งที่เขาทำในแต่ละวันของชีวิตสะสมจนเป็นประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ที่เขาได้รับเข้มข้นกว่า นักมวยสมัครเล่น เขาจึงมีศักยภาพมากกว่า ก็ประมาณนั้นแหละครับ
เคล็ดลับ... คุณต้องค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าคุณเก่งเรื่องอะไร แล้วทำเรื่องนั้นเยอะๆสร้างประสบการณ์ในเรื่องที่คุณถนัด ที่คุณเก่ง แล้ววันหนึ่งคุณก็จะไปถึงฝัน... จะหาตัวเองได้ยังไง...ตอบยากเหมือนกัน ทำหลายๆอย่าง ถามใจตัวเองบ่อยๆ อาจจะทำแบบสำรวจความชอบ ความถนัด แบบประเมินนิสัย อาชีพ พวกนี้แล้วเอาพวกนั้นมาเป็นแนวทางของตัวเอง หรืออะไรประมาณนั้นก็ช่วยได้ครับ
สู้ๆครับ ยังไม่ตายก็ต้องสู้กันต่อไป 555 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ขอให้โชคดีกันทุกคนครับ