สวัสดีค่ะ
หากคุณเป็นอีกคนนึงที่เคยเข้าไปอ่านกระทู้แนวๆว่าจะทำแท้งดีมั๊ย
ท้องแล้วอีกฝ่ายไม่รับผิดชอบ เก็บลูกไว้ดีมั๊ย
แม้จะโดนผัวทิ้ง ก็จะเก็บลูกไว้แน่ๆ
หรือต้องเป็น single mom แล้วต้องทำไงบ้าง บลาๆๆๆ
แล้วไปเจอคอมเม้นร้อยละ 88.57455 บอกให้เก็บเด็กไว้
หรือเจอบางคอมเม้นก็ไม่ได้สนับสนุนให้เก็บไว้เท่าไหร่
คุณอาจจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องดำสนิท
หรืออาจจะแค่ลังเล ไม่รู้จะช่วยแนะนำหรือตัดสินใจไปในด้านไหน
ลองมาอ่านกระทู้นี้ดูค่ะ คุณอาจจะได้เจอมุมมองอะไรใหม่ๆในเรื่องนี้
และลองไปดูขีวิตของเด็กที่เกือบจะโดนทำแท้งแต่โผล่มาเกิดบนโลกมนุษย์อันแสนประเสริฐเลิศเลอนี้
ว่าเมื่อเกิดมาแล้ว
เด็กคนนั้น ...ต้องเจอกับอะไรบ้าง ^^
ปัจจุบัน จขกท. ไม่ได้เป็นเด็กหญิงแล้วนะคะ ตอนนี้ 23 กว่าๆแล้วค่ะ
และก็เพิ่งมารู้เมื่อตอนอายุ 23 ต้นๆว่า จริงๆแล้วแม่อยากจะทำแท้งเราด้วยนะเว่ย
แม่พูดให้ฟังกลางวงหมูกะทะมันเลยนิแหละค่ะ จนญาติบอกแม่เราว่า อย่าพูดแบบนี้มันไม่ดี
แต่เราคือของกลางที่เกือบโดนทำแท้งในวันนั้น กลับไม่คิดไรเลย ขำๆด้วยซ้ำ
ย้อนไปเมื่อตอนเด็กๆที่เริ่มจำความได้
ช่วงประถมนี้ก็ใช้ชีวิตแบบสโลวไฟล์สนุกสนานตามวัย ไม่ได้รับรู้ว่าบ้านตัวเองจน เพราะระแวกบ้านคือมีคนจนกว่า
ของเล่นมีให้เล่นบ้างประปราย มีเลโก้กล่องนึงแบ่งกันเล่นกับน้องชายยันโต มีตุ๊กตาบาร์บีของปลอมเล่น 1 ตัว
ขอแม่ซื้อของเล่นไม่เคยได้เป็นเรื่องปกติ จนเลิกขอไปเอง อาศัยไปเล่นตำผักตำหญ้าหลังบ้านเอา
ชีวิตไม่ได้รู้สึกว่ารวย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไร อาจเป็นเพราะว่าตัวเองเป็นเด็ก
แต่มาช่วงตอนป.4
จำได้ว่า เรากับน้องชายเป็นไม่กี่คนในระแวกบ้านที่ได้เรียนโรงเรียนเอกชน (ส่วนใหญ่เรียนโรงเรียนวัด)
ซึ่งปัญหามันจะไม่เกิดเลย หากเราได้เรียนโรงเรียนวัด (แต่ถ้าเราได้เรียนโรงเรียนวัดในวันนั้น อาจไม่มีตัวเองในวันนี้)
แม้ว่าพ่อจะเป็นคนผลักดันริเริ่มให้เราได้เรียนโรงเรียนเอกชน แม้ว่าค่าเทอมโรงเรียนที่เราเรียนจะไม่แพงมาก
แต่พ่อกลับลืมไปว่า ลำพังแค่ใช้หนี้อื่นๆของพ่อก็ไม่น่าจะมีเงินเหลือมาจ่ายค่าเทอมลูกสองคนได้
ซึ่งอาชีพของพ่อเราตอนนั้นคือ นักแทงบอลกับนักแทงมวย มีทำหวยด้วยประปราย
ส่วนตอนนั้นแม่เราก็ไม่ได้ทำงานอะไรเปนหลักแหล่ง
ตอนเด็กๆเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก เพิ่งมาเริ่มรู้สึกตอนที่โรงเรียนส่งใบมาทวงค่าเทอม
คุณครูจะเรียกชื่อแล้วแจกใบทวงหนี้สำหรับเด็กที่เป็นหนี้โรงเรียน
และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเสมอ ตั้งแต่ป.4 ยัน ป.6 เทอมละสองครั้งโดยประมาณ
เรียกได้ว่า เป็นขาประจำ ทวงกี่ครั้งต้องมีชื่อเรา
แต่ถึงแม้ว่าจะโดนเรียกบ่อยที่สุด ถี่ที่สุด แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกชินเวลาโดนทวงหนี้เลย
มีครั้งนึง ตอนโดนทวงนี้ครั้งแรกๆ แม่ไม่ให้เรากับน้องไปโรงเรียน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม
เราก็ดีใจตามประสาเด็กที่ได้หยุดเรียน และคิดว่า อีกวันนึงแม่คงไปจ่ายค่าเทอมให้แล้วแหละ
แต่เปล่า ได้หยุดวันเดียว พอเปิดไปก็ไม่มีตังอยู่ดี อาจจะผ่อนบ้างประปราย แต่หนี้ก็ยังอยู่เยอะอยู่ดี เป็นอย่างงี้ไปจนป.6
มีครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นช่วงสอบปลายภาคเทอม1 ตอนป.6
ธุรการโรงเรียนไม่ให้เด็กที่ไม่จ่ายค่าเทอมเข้าห้องสอบ เราต้องเดินออกมาต่อคิวตู้โทรศัพท์เพื่อโทรกลับไปหาคนที่บ้านให้มาจ่ายค่าเทอม
ตอนนั้นมีเด็กประมาณห้าหกคนมั้งที่โดนเหมือนเรา เค้าให้โทรเราก็โทร ตอนนั้นน้ามาหาที่โรงเรียน จำรายละเอียดไม่ได้มาก ไม่รู้ว่าได้จ่ายเพิ่มรึป่าว แต่ที่แน่ๆ เราเป็นหนี้ยันวันสุดท้ายที่เรียน 55555
เหตุการณ์ทวงหนี้วันนั้นก็ผ่านไปเหมือนที่เคยผ่านมา
จนมาถึงครั้งนี้ จำได้จนถึงทุกวันนี้ คุณครูสอนภาษาอังกฤษคนโปรดเรียกชื่อเรากลางห้องเรียน
จากนั้นก็เริ่มสาธยายความเป็นหนี้ของเราให้เพื่อนทั้งห้องร่วมสามสิบกว่าชีวิตฟัง
เราจำรายละเอียดไม่ได้มากนัก แต่ที่จำได้คือเรายืนร้องไห้สะอึกสะอื้นกลางห้องคนเดียว
ด้วยสาเหตุหลักก็คือ เด็กคนนี้ไม่ยอมจ่ายค่าเทอม
ตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เราจะไปหาเงินมาจากไหนได้ เราก็ยืนร้องไห้ไปจนครูเลิกว่านั่นแหละ
และที่ทำได้ตอนนั้นคือ ก็แค่กลับไปบอกแม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมาว่า โรงเรียนทวงค่าเทอม
แต่ไม่ได้บอกที่บ้านหรอกว่า ต้องเจออะไรที่โรงเรียนบ้าง ต้องรู้สึกอายเพื่อนแค่ไหน ตัวหดลงแค่ไหนเวลาโดนทวงหนี้
เวลาเปิดเทอมใหม่ เพื่อนจะมีเสื้อผ้าใหม่ใส่ตลอด
และด้วยความที่เราตัวไม่ค่อยโต เราเลยได้ใส่ตัวเก่ายันป.6
ตอนนั้นมีคุณครูคนนึงชอบดุเราเรื่องกระโปรงสั้น
เราเดินในโรงเรียนอย่างไม่ความสุข ต้องคอยระแวงว่าจะเจอครูคนนี้มั๊ย เค้าจะว่าเราอีกมั๊ย
ทั้งๆที่ความจริงตอนนั้นเรายังแรดไม่เป็น ทีต้องใส่สั้นเพราะที่บ้านไม่มีเงินซื้อตัวใหม่ให้ เราอายมากจริงๆ
มีอีกครั้งนึงตอนเด็กๆช่วงประถมนิแหละ
เคยไปสนามมวยกับพ่อ ซึ่งเราก็ไปนั่งๆนอนๆรอพ่อแทงมวยกับแม่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
แต่อยู่ดีๆ ตอนออกจากสนามมวย พ่อกับแม่ก็พาเรากับน้องชายวิ่ง วิ่งหนีไรสักอย่าง เรียกว่าวิ่งตาตั้งเลยก็ว่าได้
พ่อให้วิ่งเราก็วิ่ง จนคนแถวนั้นบอกว่า จะหนีไปทำไมสงสารลูก
สุดท้ายก็มาเจอสาเหตุที่ทำให้ต้องวิ่ง นั่นคือ เจ้าหนี้ของพ่อ
เราไม่รู้ว่าพ่อไปติดหนี้อะไรเค้าไว้ถึงทำให้ต้องหนีขนาดนี้
แต่มารู้ หลังจากนั้นประมาณห้าหกปี คือตอนที่แม่ไปไถ่โฉนดบ้านจากเจ้าหนี้คนนี้นั่นแหละ
อ้อ ลืมบอกไป บ้านที่เราอยู่จะเป็นบ้านของยายเรา
พ่อเราจะไปๆมาๆ เพราะพ่อมีอีกเมียอยู่อีกจังหวัด
และบ้านยายที่เราอยู่ก็คือ จนทั้งบ้าน 55555 และแม่เราก็ต้องรับผิดชอบอีกสามสี่ห้าหกชีวิตของคนในบ้าน
ตั้งแต่จำความได้ ป้าเราจะเดินไปวันพร้อมกระป๋องเหลืองสังฆทาน
และกลับมาพร้อมข้าวครึ่งกระป๋องและกับข้าวหลากหลายเมนูขึ้นอยู่กับคนตักบาตในวันนั้น
แล้วพระเหลืออะไรไว้ให้ก็กินอันนั้น พูดง่ายๆคือ โตมากับข้าววัดนิแหละ เลี้ยงมันทั้งคนทั้งหมา
ถ้าวันไหนมีโอวัลตินมาจะเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะส่วนใหญ่มีแต่น้ำส้มดีโด้ เพราะพระไม่ค่อยฉัน มันเยอะมาก
ถ้าให้พูดเรื่องข้าววัดนิยาวมาก ขอตัดไปช็อตที่ทำให้เจ็บใจเลยนั่นคือ
ญาติฝั่งพ่อเราเค้าจะมีฐานะหน่อย ตอนนั้นเราประมาณสิบขวบไปเจอญาติในงานแต่ง
ตอนนั้นเค้าคุยอะไรกันไม่รู้ แต่มาตัดบทที่ว่า ไอหวาน(สมมุติชื่อเรา)มันกินข้าววัดไง พูดงี้ประมาณสามสี่รอบท่ามกลางญาติฝั่งพ่อร่วมสิบคน
คือจำรายละเอียดมากไม่ได้ แต่พอจับใจความแล้วรู้สึกได้ว่าเค้าดูถูกเรา แม้ว่าญาติคนนั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจว่าเราก็เถอะ แต่ตอนเด็กเราฝังใจกับประโยคนี้มาก และก็ไม่เคยรู้สึกโอเคเลย ถ้าต้องไปอยู่กับญาติฝั่งพ่อนานๆ
อ่อ อย่างที่บอก ด้วยความที่พ่อเรามีสองเมีย
เราเคยมีความทรงจำเรื่องเมียพ่ออีกคนโทรมาทะเลาะกับแม่เราบ่อยๆ
เรียกได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ก็มีปมเรื่องนี้เลยเรื่องแรก
เวลาเขียนในใบประวัตินักเรียนตอนประถม ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกรอกว่าแยกกันอยู่ ทำไมพ่อกับแม่ไม่ใช้นามสกุลเดียวกันเหมือนกับพ่อแม่เพื่อน
ทำไมอาชีพพ่อกับแม่มันดูไม่เท่เหมือนของพ่อแม่เพื่อน ก็คิดไปตามประสาเด็ก
ความลำบากของเราสิ้นสุดลงตอนที่พ่อกับแม่เลิกกัน ช่วงป.6
เราจำได้ว่า เราตื่นมากลางดึกเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน ร้องไห้ทั้งคู๋ เราก็ร้องไห้ตาม
พ่อถามว่าจะไปกับพ่อมั๊ย เราร้องไห้พร้อมเอื้อมมือไปหาพ่อพร้อมบอกว่า พ่ออย่าไป sad มากตอนนั้น 5555
เช้าวันนั้นเราเลยนั่งรถโรงเรียนไปร้องไห้ไปตลอดทาง
สุดท้ายพ่อกับแม่ก็เลิกกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
เห็นหลายคนเคยบอกว่า ไม่อยากเลิกกับสามีเพราะว่ากลัวลูกขาดความอบอุ่น ไม่อยากให้ลูกมีปม กลัวลูกจะมีชีวิตไม่ดีอะไรก็แล้วแต่
แต่แปลก ตั้งแต่วันนั้นที่แม่เลิกกับพ่อ ชีวิตเราและน้องชายกลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ
จริงๆมันมีอีกหลายความยากลำบาก ความทรมานอัดอั้นตันใจต่างๆนานาที่เล่าไม่หมด
เรามองย้อนกลับไปกี่ครั้ง ก็รู้สึกเสียดายเวลาทุกครั้งว่าทำไมชีวิตวันเด็กตัวเองต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย
อยากวิ่งเล่นสบายใจแบบไร้หนี้เหมือนเด็กคนอื่นเค้าบ้างไรบ้าง 555
ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราก็จบป.6แบบติดค่าเทอมกับโรงเรียนอยู่ด้วย
โรงเรียนไม่ได้ออกให้นะ แต่โรงเรียนทบหนี้ไปไว้กับน้องชายแทน สรุป น้องก็ไม่รอดอยู่ดี 55555
ยังมีอีกเยอะ
ต่อข้างล่างนะคะ
ป.ล. แนะนำเรื่องแท็คทีนะคะ ถ้าแท็คผิดลบได้ค่ะ
เรื่องเล่าจากเด็กหญิงที่รอดจากการทำแท้ง
หากคุณเป็นอีกคนนึงที่เคยเข้าไปอ่านกระทู้แนวๆว่าจะทำแท้งดีมั๊ย
ท้องแล้วอีกฝ่ายไม่รับผิดชอบ เก็บลูกไว้ดีมั๊ย
แม้จะโดนผัวทิ้ง ก็จะเก็บลูกไว้แน่ๆ
หรือต้องเป็น single mom แล้วต้องทำไงบ้าง บลาๆๆๆ
แล้วไปเจอคอมเม้นร้อยละ 88.57455 บอกให้เก็บเด็กไว้
หรือเจอบางคอมเม้นก็ไม่ได้สนับสนุนให้เก็บไว้เท่าไหร่
คุณอาจจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องดำสนิท
หรืออาจจะแค่ลังเล ไม่รู้จะช่วยแนะนำหรือตัดสินใจไปในด้านไหน
ลองมาอ่านกระทู้นี้ดูค่ะ คุณอาจจะได้เจอมุมมองอะไรใหม่ๆในเรื่องนี้
และลองไปดูขีวิตของเด็กที่เกือบจะโดนทำแท้งแต่โผล่มาเกิดบนโลกมนุษย์อันแสนประเสริฐเลิศเลอนี้
ว่าเมื่อเกิดมาแล้ว
เด็กคนนั้น ...ต้องเจอกับอะไรบ้าง ^^
ปัจจุบัน จขกท. ไม่ได้เป็นเด็กหญิงแล้วนะคะ ตอนนี้ 23 กว่าๆแล้วค่ะ
และก็เพิ่งมารู้เมื่อตอนอายุ 23 ต้นๆว่า จริงๆแล้วแม่อยากจะทำแท้งเราด้วยนะเว่ย
แม่พูดให้ฟังกลางวงหมูกะทะมันเลยนิแหละค่ะ จนญาติบอกแม่เราว่า อย่าพูดแบบนี้มันไม่ดี
แต่เราคือของกลางที่เกือบโดนทำแท้งในวันนั้น กลับไม่คิดไรเลย ขำๆด้วยซ้ำ
ย้อนไปเมื่อตอนเด็กๆที่เริ่มจำความได้
ช่วงประถมนี้ก็ใช้ชีวิตแบบสโลวไฟล์สนุกสนานตามวัย ไม่ได้รับรู้ว่าบ้านตัวเองจน เพราะระแวกบ้านคือมีคนจนกว่า
ของเล่นมีให้เล่นบ้างประปราย มีเลโก้กล่องนึงแบ่งกันเล่นกับน้องชายยันโต มีตุ๊กตาบาร์บีของปลอมเล่น 1 ตัว
ขอแม่ซื้อของเล่นไม่เคยได้เป็นเรื่องปกติ จนเลิกขอไปเอง อาศัยไปเล่นตำผักตำหญ้าหลังบ้านเอา
ชีวิตไม่ได้รู้สึกว่ารวย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไร อาจเป็นเพราะว่าตัวเองเป็นเด็ก
แต่มาช่วงตอนป.4
จำได้ว่า เรากับน้องชายเป็นไม่กี่คนในระแวกบ้านที่ได้เรียนโรงเรียนเอกชน (ส่วนใหญ่เรียนโรงเรียนวัด)
ซึ่งปัญหามันจะไม่เกิดเลย หากเราได้เรียนโรงเรียนวัด (แต่ถ้าเราได้เรียนโรงเรียนวัดในวันนั้น อาจไม่มีตัวเองในวันนี้)
แม้ว่าพ่อจะเป็นคนผลักดันริเริ่มให้เราได้เรียนโรงเรียนเอกชน แม้ว่าค่าเทอมโรงเรียนที่เราเรียนจะไม่แพงมาก
แต่พ่อกลับลืมไปว่า ลำพังแค่ใช้หนี้อื่นๆของพ่อก็ไม่น่าจะมีเงินเหลือมาจ่ายค่าเทอมลูกสองคนได้
ซึ่งอาชีพของพ่อเราตอนนั้นคือ นักแทงบอลกับนักแทงมวย มีทำหวยด้วยประปราย
ส่วนตอนนั้นแม่เราก็ไม่ได้ทำงานอะไรเปนหลักแหล่ง
ตอนเด็กๆเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก เพิ่งมาเริ่มรู้สึกตอนที่โรงเรียนส่งใบมาทวงค่าเทอม
คุณครูจะเรียกชื่อแล้วแจกใบทวงหนี้สำหรับเด็กที่เป็นหนี้โรงเรียน
และเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเสมอ ตั้งแต่ป.4 ยัน ป.6 เทอมละสองครั้งโดยประมาณ
เรียกได้ว่า เป็นขาประจำ ทวงกี่ครั้งต้องมีชื่อเรา
แต่ถึงแม้ว่าจะโดนเรียกบ่อยที่สุด ถี่ที่สุด แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกชินเวลาโดนทวงหนี้เลย
มีครั้งนึง ตอนโดนทวงนี้ครั้งแรกๆ แม่ไม่ให้เรากับน้องไปโรงเรียน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม
เราก็ดีใจตามประสาเด็กที่ได้หยุดเรียน และคิดว่า อีกวันนึงแม่คงไปจ่ายค่าเทอมให้แล้วแหละ
แต่เปล่า ได้หยุดวันเดียว พอเปิดไปก็ไม่มีตังอยู่ดี อาจจะผ่อนบ้างประปราย แต่หนี้ก็ยังอยู่เยอะอยู่ดี เป็นอย่างงี้ไปจนป.6
มีครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นช่วงสอบปลายภาคเทอม1 ตอนป.6
ธุรการโรงเรียนไม่ให้เด็กที่ไม่จ่ายค่าเทอมเข้าห้องสอบ เราต้องเดินออกมาต่อคิวตู้โทรศัพท์เพื่อโทรกลับไปหาคนที่บ้านให้มาจ่ายค่าเทอม
ตอนนั้นมีเด็กประมาณห้าหกคนมั้งที่โดนเหมือนเรา เค้าให้โทรเราก็โทร ตอนนั้นน้ามาหาที่โรงเรียน จำรายละเอียดไม่ได้มาก ไม่รู้ว่าได้จ่ายเพิ่มรึป่าว แต่ที่แน่ๆ เราเป็นหนี้ยันวันสุดท้ายที่เรียน 55555
เหตุการณ์ทวงหนี้วันนั้นก็ผ่านไปเหมือนที่เคยผ่านมา
จนมาถึงครั้งนี้ จำได้จนถึงทุกวันนี้ คุณครูสอนภาษาอังกฤษคนโปรดเรียกชื่อเรากลางห้องเรียน
จากนั้นก็เริ่มสาธยายความเป็นหนี้ของเราให้เพื่อนทั้งห้องร่วมสามสิบกว่าชีวิตฟัง
เราจำรายละเอียดไม่ได้มากนัก แต่ที่จำได้คือเรายืนร้องไห้สะอึกสะอื้นกลางห้องคนเดียว
ด้วยสาเหตุหลักก็คือ เด็กคนนี้ไม่ยอมจ่ายค่าเทอม
ตอนนั้นเราเป็นเด็ก เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เราจะไปหาเงินมาจากไหนได้ เราก็ยืนร้องไห้ไปจนครูเลิกว่านั่นแหละ
และที่ทำได้ตอนนั้นคือ ก็แค่กลับไปบอกแม่เหมือนครั้งที่ผ่านๆมาว่า โรงเรียนทวงค่าเทอม
แต่ไม่ได้บอกที่บ้านหรอกว่า ต้องเจออะไรที่โรงเรียนบ้าง ต้องรู้สึกอายเพื่อนแค่ไหน ตัวหดลงแค่ไหนเวลาโดนทวงหนี้
เวลาเปิดเทอมใหม่ เพื่อนจะมีเสื้อผ้าใหม่ใส่ตลอด
และด้วยความที่เราตัวไม่ค่อยโต เราเลยได้ใส่ตัวเก่ายันป.6
ตอนนั้นมีคุณครูคนนึงชอบดุเราเรื่องกระโปรงสั้น
เราเดินในโรงเรียนอย่างไม่ความสุข ต้องคอยระแวงว่าจะเจอครูคนนี้มั๊ย เค้าจะว่าเราอีกมั๊ย
ทั้งๆที่ความจริงตอนนั้นเรายังแรดไม่เป็น ทีต้องใส่สั้นเพราะที่บ้านไม่มีเงินซื้อตัวใหม่ให้ เราอายมากจริงๆ
มีอีกครั้งนึงตอนเด็กๆช่วงประถมนิแหละ
เคยไปสนามมวยกับพ่อ ซึ่งเราก็ไปนั่งๆนอนๆรอพ่อแทงมวยกับแม่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
แต่อยู่ดีๆ ตอนออกจากสนามมวย พ่อกับแม่ก็พาเรากับน้องชายวิ่ง วิ่งหนีไรสักอย่าง เรียกว่าวิ่งตาตั้งเลยก็ว่าได้
พ่อให้วิ่งเราก็วิ่ง จนคนแถวนั้นบอกว่า จะหนีไปทำไมสงสารลูก
สุดท้ายก็มาเจอสาเหตุที่ทำให้ต้องวิ่ง นั่นคือ เจ้าหนี้ของพ่อ
เราไม่รู้ว่าพ่อไปติดหนี้อะไรเค้าไว้ถึงทำให้ต้องหนีขนาดนี้
แต่มารู้ หลังจากนั้นประมาณห้าหกปี คือตอนที่แม่ไปไถ่โฉนดบ้านจากเจ้าหนี้คนนี้นั่นแหละ
อ้อ ลืมบอกไป บ้านที่เราอยู่จะเป็นบ้านของยายเรา
พ่อเราจะไปๆมาๆ เพราะพ่อมีอีกเมียอยู่อีกจังหวัด
และบ้านยายที่เราอยู่ก็คือ จนทั้งบ้าน 55555 และแม่เราก็ต้องรับผิดชอบอีกสามสี่ห้าหกชีวิตของคนในบ้าน
ตั้งแต่จำความได้ ป้าเราจะเดินไปวันพร้อมกระป๋องเหลืองสังฆทาน
และกลับมาพร้อมข้าวครึ่งกระป๋องและกับข้าวหลากหลายเมนูขึ้นอยู่กับคนตักบาตในวันนั้น
แล้วพระเหลืออะไรไว้ให้ก็กินอันนั้น พูดง่ายๆคือ โตมากับข้าววัดนิแหละ เลี้ยงมันทั้งคนทั้งหมา
ถ้าวันไหนมีโอวัลตินมาจะเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะส่วนใหญ่มีแต่น้ำส้มดีโด้ เพราะพระไม่ค่อยฉัน มันเยอะมาก
ถ้าให้พูดเรื่องข้าววัดนิยาวมาก ขอตัดไปช็อตที่ทำให้เจ็บใจเลยนั่นคือ
ญาติฝั่งพ่อเราเค้าจะมีฐานะหน่อย ตอนนั้นเราประมาณสิบขวบไปเจอญาติในงานแต่ง
ตอนนั้นเค้าคุยอะไรกันไม่รู้ แต่มาตัดบทที่ว่า ไอหวาน(สมมุติชื่อเรา)มันกินข้าววัดไง พูดงี้ประมาณสามสี่รอบท่ามกลางญาติฝั่งพ่อร่วมสิบคน
คือจำรายละเอียดมากไม่ได้ แต่พอจับใจความแล้วรู้สึกได้ว่าเค้าดูถูกเรา แม้ว่าญาติคนนั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจว่าเราก็เถอะ แต่ตอนเด็กเราฝังใจกับประโยคนี้มาก และก็ไม่เคยรู้สึกโอเคเลย ถ้าต้องไปอยู่กับญาติฝั่งพ่อนานๆ
อ่อ อย่างที่บอก ด้วยความที่พ่อเรามีสองเมีย
เราเคยมีความทรงจำเรื่องเมียพ่ออีกคนโทรมาทะเลาะกับแม่เราบ่อยๆ
เรียกได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ก็มีปมเรื่องนี้เลยเรื่องแรก
เวลาเขียนในใบประวัตินักเรียนตอนประถม ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกรอกว่าแยกกันอยู่ ทำไมพ่อกับแม่ไม่ใช้นามสกุลเดียวกันเหมือนกับพ่อแม่เพื่อน
ทำไมอาชีพพ่อกับแม่มันดูไม่เท่เหมือนของพ่อแม่เพื่อน ก็คิดไปตามประสาเด็ก
ความลำบากของเราสิ้นสุดลงตอนที่พ่อกับแม่เลิกกัน ช่วงป.6
เราจำได้ว่า เราตื่นมากลางดึกเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกัน ร้องไห้ทั้งคู๋ เราก็ร้องไห้ตาม
พ่อถามว่าจะไปกับพ่อมั๊ย เราร้องไห้พร้อมเอื้อมมือไปหาพ่อพร้อมบอกว่า พ่ออย่าไป sad มากตอนนั้น 5555
เช้าวันนั้นเราเลยนั่งรถโรงเรียนไปร้องไห้ไปตลอดทาง
สุดท้ายพ่อกับแม่ก็เลิกกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
เห็นหลายคนเคยบอกว่า ไม่อยากเลิกกับสามีเพราะว่ากลัวลูกขาดความอบอุ่น ไม่อยากให้ลูกมีปม กลัวลูกจะมีชีวิตไม่ดีอะไรก็แล้วแต่
แต่แปลก ตั้งแต่วันนั้นที่แม่เลิกกับพ่อ ชีวิตเราและน้องชายกลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ
จริงๆมันมีอีกหลายความยากลำบาก ความทรมานอัดอั้นตันใจต่างๆนานาที่เล่าไม่หมด
เรามองย้อนกลับไปกี่ครั้ง ก็รู้สึกเสียดายเวลาทุกครั้งว่าทำไมชีวิตวันเด็กตัวเองต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย
อยากวิ่งเล่นสบายใจแบบไร้หนี้เหมือนเด็กคนอื่นเค้าบ้างไรบ้าง 555
ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราก็จบป.6แบบติดค่าเทอมกับโรงเรียนอยู่ด้วย
โรงเรียนไม่ได้ออกให้นะ แต่โรงเรียนทบหนี้ไปไว้กับน้องชายแทน สรุป น้องก็ไม่รอดอยู่ดี 55555
ยังมีอีกเยอะ
ต่อข้างล่างนะคะ
ป.ล. แนะนำเรื่องแท็คทีนะคะ ถ้าแท็คผิดลบได้ค่ะ