มีพี่คนนึงเล่าให้ฟังนานแล้วว่า จิตแพทย์ไม่น่าทำหรอก สู้แพทย์สาขาอื่นๆไม่ได้เลย
หมอจิตแพทย์ วันๆเจอแต่คนประสาทไม่ดี หรือคนที่ไม่ปรกตินั่นแหละ
รักษาหายบ้าง ไม่หายบ้าง ก็อยู่แอดมิทไปยาวๆ
ทำงานมาถึงจุดนึงเราจะมองคนไข้เป็นงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกตอบสนองอะไรบางอย่าง
เหมือนเอาตัวไปจมอยู่กับคนที่สังคมไม่ได้ให้ความสำคัญ เป็นกลุ่มวรรณะล่างสุดๆ เลยก็ว่าได้
ขณะที่แพทย์รักษาโรคด้านอื่นๆ ยังพอที่จะทำให้คนที่ปกติ ได้
มีชื่อเสียง เห็นเขาเติบโต คนนี้รักษาเขานะ มันปลื้มใจกว่ามารักษาคนที่แบบ..... นะ
คนไข้โรคจิต มันก็โรคจิตอะ ไม่รู้ประสีประสาอะไร จำชื่อหมอยังไม่ได้เลย 5555555
แล้วบ้านเมืองนี้คนไม่เล็งเห็นความสำคัญ เพราะด้วยรากฐานกรอบความคิดคนที่ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์
คำว่าจิตวิทยา จิตเวช โรคจิต ซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่าย เครียด ตำราเขาแนะให้ไปเล่นกีฬา ไปวัด
แต่ไม่มีสักเล่มที่เขียนบอกเพิ่มเติมว่าในกรณีที่ไม่ไหวแล้ว ยูมาหาจิตแพทย์ได้นะ ไม่มีเลย จริงๆ
แค่นี้สังคมก็แตกต่างจากบ้านเมืองอื่นๆ ที่เขามองว่าโอ้ ถ้าอกหัก ทะเลาะกับแฟน เราจูงมือกันไปหานักจิตวิทยา
เสียเงินนิดหน่อย
แล้วทีนี้ก็มีประเด็นเรื่องเงิน คนไทยที่มีปัญหาแล้วรวยๆ ก็ไปหาิจตแพทย์กันปรกติ
แต่ในกลุ่มคนที่ไม่มีตังค์ ตรงๆตืคือ รากหญ้า พวกนี้ปัญหาเขาเยอะเหมือนกัน ตังค์ก็ไม่มี
หนทางสุดท้ายในการทำให้เขาสบายใจและฟรี ก็คือ วัด
แน่นอน พวกเขาไม่รู้จักนักจิตวิทยา จิตแพทย์ .... รู้จักแต่หมอดู หมอเดา
ลองไปถามด้วยคำถามว่า "นักจิตวิทยาในเมืองไทยทำอะไร" .... ชาวบ้านส่วนใหหญ่อึ้งกิมกี่
เมืองนอก เด้กประถมก็รู้แล้วนะว่านักจิตวิทยาทำอะไร เพราะเขามีสอนในหลักสูตรการศึกษาเขา
ถ้ามองในต่างประเทศแล้วจะพบว่า สายงานทางด้านจิตวิทยานั้นเป็นวิชาชีพที่เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก มีการศึกษาทางด้านจิตวิทยากว่าร้อยสาขาในสหรัฐอเมริกา (หากใครจะสอบเรียนต่อ ป.ตรี ในเมกา คงได้จ๊ะเอ๋กับข้อสอบ general psychology ในข้อสอบที่ชื่อ GRE GMAT พวกนี้ แน่นอน เป็นต้น ) แต่ในเมืองไทยแล้ว กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม
มีเรื่องตลกๆ มาเล่าให้ฟังนะ....
เคยสังเกตไหม
คนไทย(สมัยก่อน) ส่วนใหญ่ ไม่ไปหานักจิตวิทยา
เนื่องจากกลัวถูกหาว่า บ้า
แต่กลับไปหาหมอดู(เดา)ได้
ดูเพื่อให้ใจสบายขึ้น
ประมาณนั้น
บ่อยครั้งที่นักจิตวิทยาในเมืองไทย (ย้ำว่า "ในไทย") ถูกรับรู้ผิดๆ
แม้กระทั่ง ถ้าใครสักคนบอกว่าตนเองเรียนอยู่คณะจิตวิทยา คำถามต่อมาก็จะมีคำถามแนวว่า
- โห น่ากลัวอ่ะ มันต้องรู้ใจเราแน่ๆ
- อ่อ วันๆได้อยู่กับคนโรคจิต
- เอาเวลาไปศึกษาศาสนาพุทธดีกว่ามั้ง แนวทางอริยสัจสี่อธิบายไว้ดีสุด
- สงสัยจบไปคงได้ทำงานโรงพยาบาลบ้า
- จบมาเขียนหนังสือจิตวิทยาขายหรอ
- ต้องเป็นคนพูดเก่งๆ ถึงจะเรียนได้ดี?
- ฯลฯ
ถ้าจะให้ตอบคำถามเหล่านี้ คงต้องใช้พื้นที่กันหลายย่อหน้าเลยทีเดียว
ขอย้อนกลับไปที่ต่างประเทศอีกครั้ง ซึ่งต้องปฏิเสธว่าวัฒนธรรมของเขาต่างกับของเรา ที่นั่นเมื่อเขามีความทุกข์ ก็จะไปพบนักจิตวิทยา หรือคนที่ทำงานทางด้านนี้ (หน่วยงานบางหน่วยงานในไทย ไม่ขอเอ่ยนามแล้วกัน แปลความ"ทุกข์"เป็นความ"เครียด" ซึ่งระดับของสองอย่างนี้ต่างกันอย่างเหลือล้น หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ คนไทยเราไม่ค่อย "สังเกต" หรือเพ่งพินิจอารมณ์ความรู้สึกอย่างฝรั่งเขา จะเห็นได้จาก คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก นั้น ของไทยจะมีน้อยมาก ขณะที่ในภาษาอังกฤษ จะมี vocab เกี่ยวกับ feeling เยอะมากกกกกกกกก ตัวอย่างเช่น คำว่า grief,sad,depress,mourn คนไทยแปลมันแบบง่ายๆไทยๆว่ีา "เศร้า" แค่นี้ จบ แต่เชื่อไหมว่าทั้ง 4 คำนี้ฝรั่งเขามีรายละเอียดของความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันเลยนะ ซึ่งต่างจากพี่ไทยเราที่ไม่เข้าใจเรื่องความทุกข์เท่าไหร่หรอก แต่จะเข้าใจว่าเป็นความเครียดมากกว่า ทั้งที่จริงมันคนละเรื่อง กล่าวคือ คนเครียด ไม่ได้แปลว่าเขาต้องมีทุกข์เสมอไป ( คนไทยก็ติดปากตามกันมาด้วย ว่า เครียดเว้ยๆ หรือ จน เครียด กินเหล้า อะไรก็ว่ากันไป )
แล้วอาชีพนักจิตวิทยาที่นั่นเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูมาก คิดค่าบริการกันชั่วโมงละราวๆ 70 - 100 เหรียญขึ้นไป ก็ไม่รู้ว่าไปพบแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล แต่ฝรั่งเขามองว่าจิตวิทยา "คือวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง" คือมีการทดลอง ค้นคว้า สำรวจวิจัย "ในบุคคล" มาอย่างมีระเบียบวิธีการแน่นหนา
เล่าอ้อมโลกไปนาน กลับมาๆๆๆ เข้ามาที่บ้านเรา อัตรานี้ในไทยคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก นี่ต้องพูดตรงๆ เพราะนักจิตวิทยาในไทยถูกมองข้ามวิชาชีพ หรืออาจไม่เคยถูกมองเห็นว่าเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญมากเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่องค์ประกอบสำคัญของมนุษย์นั้น ส่วนหนึ่งคือร่างกาย อีกส่วนหนึ่งคือจิตใจ หากจิตใจไม่สมบูรณ์พร้อมแล้วก็อาจเหนี่ยวนำให้ร่างกายทรุดโทรมไปด้วย และจิตใจที่เสื่อมทรามก็ย่อมฉุดการกระทำให้ไปในทางที่เสื่อมทรามด้วยเช่นกัน เรื่องน่ากลัวในเวลาถัดจากนี้ คือบ้านเรายังมีบุคลากรทางด้านจิต น้อยมากๆ ไม่ว่าจะเป้นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ขณะทีป่ญหาทางด้านจิต เพิ่มมากขึ้น ทุกวันๆ
อเมริกาที่ว่าเป็นประเทศวัตถุนิยมยังนิยมนักจิตวิทยา ซึ่งทำงานทางด้านจิตใจกันมาก และให้ความสำคัญ เนื่องจากเขารู้จักใช้ประโยชน์ตามสมควร ในเมืองไทยมีนักจิตวิทยาที่ตั้งตัวเองกันมาก บางคนบอกว่าตนเองเป็นนักจิตวิทยาโดยกำเนิด บางคนบอกว่าตนเองเป็นคนมีจิตวิทยาสูง ซึ่งก็มีบางคนที่มีลักษณะเช่นนั้นจริงๆ หากแต่หลายๆ คน การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการอวดอ้างสิ่งที่ไม่มีในตนเองไปเสีย (เหมือน-เพจนักจิตวิทยากล่าวว่า ที่สถาปนาตัวเองเป็นนักจิตวิทยา ทั้งๆที่เ็นแค่เด็กเกรียนเห่อยอดไลค์ ยอดรีทวีต วอนนาบี เรียกร้องความสนใจ หาคนมาหนับหนุนความคิดตนเอง)
แม้บางคนเรียนจิตวิทยามาก็จริง แต่ก็จิตวิทยาที่มี ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตที่ถูกต้องได้เลย
บทบาทของนักจิตวิทยาในเมืองไทย หากจะเป็นที่รู้จักมากกว่านี้ นอกจากรอกระแสแห่งกาลเวลาแล้ว ยังต้องมีการผลักดันบางอย่างที่ทำให้วิชาชีพนี้ ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างเป็นที่ประจักษ์จริง เนื่องด้วยนักจิตวิทยาถือเป็นวิชาชีพหนึ่ง ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ได้ด้วยการศึกษาทางด้านจิตใจ แต่บางสำนักก็เน้นการศึกษาทางด้านพฤติกรรม มองข้ามช็อตไปในโลกอนาคต ที่สังคมไทยห่างไกลวัด ห่างไกลพระสงฆ์ หรือแม้กระทั่งศาสนสถานต่างๆ มากยิ่งขึ้นทุกวัน ความสงบสุขทางด้านจิตใจจะเริ่มลดน้อยถอยลง นักจิตวิทยาเป็นผู้ซึ่งสร้างความผาสุกในใจผู้คนได้ เมื่อมองแล้วอาชีพนี้ในอนาคตเป็นเรื่องที่ไม่ตีบตัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่บนเงื่อนไขของความตั้งใจจริงที่จะศึกษา และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง
ในเมืองไทยอาชีพนี้หากทำงานในหน่วยงานต่างๆ จะไม่ได้เงินเยอะมากมาย แต่ได้ความสุขทางใจที่ได้ทำงาน ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับต่างประเทศ ที่บุคลากรทางด้านจิตวิทยาเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินที่เรียกว่ามั่งคั่ง เอาเป็นที่เห็นได้ชัดเจนนิดหนึ่งก็ตามโรงเรียน กรมสุขภาพจิต กรมคุมประพฤติ องค์กรต่างๆ ที่ใช้นักจิตวิทยาไปทำหลักสูตรฝึกอบรม ที่เรียกว่า Training อันนี้เขาเรียกว่านักจิตวิทยาแปลงร่าง คือไม่ได้ทำงานทางด้านการปรึกษาโดยตรง แต่ทำงานกับคนจำนวนมากแทน (พวกนี้คือจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ อธิบายคือ "จิตอุสาหกรรมฯ"หนะทำงานเกี่ยวกับบุคคล องกรณ์ ในบริษัท แต่ถ้าเป็น "จิตคลินิก" พวกนี้จะเป็นเหมือนกับผู้ช่วยแพทย์ ค่อยดู วิเคราะห์ ว่าคน ๆ นั้นเป็นยังไง มีอาการทางจิตมั้ย มากน้อยแค่ไหน แต่ไม่มีอำนาจสั่งยาให้คนไข้ )
จิตวิทยาในเมืองไทย มีสอนจิตวิทยาหลายสถาบัน แต่ต้องดูดีๆว่าได้มาตรฐานหลักสูตรไหม เรียงตามลำดับการต่อตั้งและเปิดสอน ได้ดังนี้ ธรรมศาสตร์ มช. เกษตร มศว. บูรพา จุฬาฯ และอีกหลายๆ ที่ เอกชนก็มี ใครคิดว่าแอดเข้าม.รัฐไม่ได้ก็ลองไปค้นคว้าหาดู แต่ขอเน้นเรื่องหลักสูตร ลองเสิจดีๆว่าเรียนจบแล้วไปสอบใบประกอบโรคศิลปะวิชาชีพ ได้หรือไม่
และอยากฝาก สำหรับน้อง ๆ ที่อยากเรียนจิตวิทยา จิตวิทยามีหลายสาขาด้วยกัน ต้องศึกษาดูดี ๆ นะ ว่าตัวเองชอบด้านไหน เรียนผิดสาย พอจบไปก็อยู่กับสายนั้นไปตลอดชีวิตอะ ส่วนสาขาอื่น ๆ นั้น หางานยากพอกัน อย่างที่เรารู้กันว่า นักจิตวิทยา'ไทย' ไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญเท่าไหร่
...หางานยากแน่นอน บอกเลย ลองหางานเกี่ยวกับจิตวิทยาทาง google รับรองว่ามีน้อย ^_^ ยกตัวอย่างที่เคยมีประกาศรับก็จะเป็นพวกสถานพยาบาลทางจิตเวช
สุดท้ายนี้ ถ้าคุณน้องๆ หนูๆ ประสงค์จะเรียนจิตวิทยาคลินิกเพื่อมาได้เงินเดือนเยอะ ๆ ในไทย คงเป็นไปได้ยากนิดหน่อย นอกจากว่า เรียนเพื่อต่อยอดแล้วไปต่างประเทศ อันนี้ดีเยี่ยม
ความในใจ เพราะอะไรวงการจิตแพทย์ไทย ดูไม่รุ่งเรืองเฟื่องฟูเท่าตปท.
หมอจิตแพทย์ วันๆเจอแต่คนประสาทไม่ดี หรือคนที่ไม่ปรกตินั่นแหละ
รักษาหายบ้าง ไม่หายบ้าง ก็อยู่แอดมิทไปยาวๆ
ทำงานมาถึงจุดนึงเราจะมองคนไข้เป็นงานที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกตอบสนองอะไรบางอย่าง
เหมือนเอาตัวไปจมอยู่กับคนที่สังคมไม่ได้ให้ความสำคัญ เป็นกลุ่มวรรณะล่างสุดๆ เลยก็ว่าได้
ขณะที่แพทย์รักษาโรคด้านอื่นๆ ยังพอที่จะทำให้คนที่ปกติ ได้
มีชื่อเสียง เห็นเขาเติบโต คนนี้รักษาเขานะ มันปลื้มใจกว่ามารักษาคนที่แบบ..... นะ
คนไข้โรคจิต มันก็โรคจิตอะ ไม่รู้ประสีประสาอะไร จำชื่อหมอยังไม่ได้เลย 5555555
แล้วบ้านเมืองนี้คนไม่เล็งเห็นความสำคัญ เพราะด้วยรากฐานกรอบความคิดคนที่ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์
คำว่าจิตวิทยา จิตเวช โรคจิต ซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อหน่าย เครียด ตำราเขาแนะให้ไปเล่นกีฬา ไปวัด
แต่ไม่มีสักเล่มที่เขียนบอกเพิ่มเติมว่าในกรณีที่ไม่ไหวแล้ว ยูมาหาจิตแพทย์ได้นะ ไม่มีเลย จริงๆ
แค่นี้สังคมก็แตกต่างจากบ้านเมืองอื่นๆ ที่เขามองว่าโอ้ ถ้าอกหัก ทะเลาะกับแฟน เราจูงมือกันไปหานักจิตวิทยา
เสียเงินนิดหน่อย
แล้วทีนี้ก็มีประเด็นเรื่องเงิน คนไทยที่มีปัญหาแล้วรวยๆ ก็ไปหาิจตแพทย์กันปรกติ
แต่ในกลุ่มคนที่ไม่มีตังค์ ตรงๆตืคือ รากหญ้า พวกนี้ปัญหาเขาเยอะเหมือนกัน ตังค์ก็ไม่มี
หนทางสุดท้ายในการทำให้เขาสบายใจและฟรี ก็คือ วัด
แน่นอน พวกเขาไม่รู้จักนักจิตวิทยา จิตแพทย์ .... รู้จักแต่หมอดู หมอเดา
ลองไปถามด้วยคำถามว่า "นักจิตวิทยาในเมืองไทยทำอะไร" .... ชาวบ้านส่วนใหหญ่อึ้งกิมกี่
เมืองนอก เด้กประถมก็รู้แล้วนะว่านักจิตวิทยาทำอะไร เพราะเขามีสอนในหลักสูตรการศึกษาเขา
ถ้ามองในต่างประเทศแล้วจะพบว่า สายงานทางด้านจิตวิทยานั้นเป็นวิชาชีพที่เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก มีการศึกษาทางด้านจิตวิทยากว่าร้อยสาขาในสหรัฐอเมริกา (หากใครจะสอบเรียนต่อ ป.ตรี ในเมกา คงได้จ๊ะเอ๋กับข้อสอบ general psychology ในข้อสอบที่ชื่อ GRE GMAT พวกนี้ แน่นอน เป็นต้น ) แต่ในเมืองไทยแล้ว กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม
มีเรื่องตลกๆ มาเล่าให้ฟังนะ....
เคยสังเกตไหม
คนไทย(สมัยก่อน) ส่วนใหญ่ ไม่ไปหานักจิตวิทยา
เนื่องจากกลัวถูกหาว่า บ้า
แต่กลับไปหาหมอดู(เดา)ได้
ดูเพื่อให้ใจสบายขึ้น
ประมาณนั้น
บ่อยครั้งที่นักจิตวิทยาในเมืองไทย (ย้ำว่า "ในไทย") ถูกรับรู้ผิดๆ
แม้กระทั่ง ถ้าใครสักคนบอกว่าตนเองเรียนอยู่คณะจิตวิทยา คำถามต่อมาก็จะมีคำถามแนวว่า
- โห น่ากลัวอ่ะ มันต้องรู้ใจเราแน่ๆ
- อ่อ วันๆได้อยู่กับคนโรคจิต
- เอาเวลาไปศึกษาศาสนาพุทธดีกว่ามั้ง แนวทางอริยสัจสี่อธิบายไว้ดีสุด
- สงสัยจบไปคงได้ทำงานโรงพยาบาลบ้า
- จบมาเขียนหนังสือจิตวิทยาขายหรอ
- ต้องเป็นคนพูดเก่งๆ ถึงจะเรียนได้ดี?
- ฯลฯ
ถ้าจะให้ตอบคำถามเหล่านี้ คงต้องใช้พื้นที่กันหลายย่อหน้าเลยทีเดียว
ขอย้อนกลับไปที่ต่างประเทศอีกครั้ง ซึ่งต้องปฏิเสธว่าวัฒนธรรมของเขาต่างกับของเรา ที่นั่นเมื่อเขามีความทุกข์ ก็จะไปพบนักจิตวิทยา หรือคนที่ทำงานทางด้านนี้ (หน่วยงานบางหน่วยงานในไทย ไม่ขอเอ่ยนามแล้วกัน แปลความ"ทุกข์"เป็นความ"เครียด" ซึ่งระดับของสองอย่างนี้ต่างกันอย่างเหลือล้น หรือถ้าจะให้พูดตรงๆ คนไทยเราไม่ค่อย "สังเกต" หรือเพ่งพินิจอารมณ์ความรู้สึกอย่างฝรั่งเขา จะเห็นได้จาก คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก นั้น ของไทยจะมีน้อยมาก ขณะที่ในภาษาอังกฤษ จะมี vocab เกี่ยวกับ feeling เยอะมากกกกกกกกก ตัวอย่างเช่น คำว่า grief,sad,depress,mourn คนไทยแปลมันแบบง่ายๆไทยๆว่ีา "เศร้า" แค่นี้ จบ แต่เชื่อไหมว่าทั้ง 4 คำนี้ฝรั่งเขามีรายละเอียดของความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันเลยนะ ซึ่งต่างจากพี่ไทยเราที่ไม่เข้าใจเรื่องความทุกข์เท่าไหร่หรอก แต่จะเข้าใจว่าเป็นความเครียดมากกว่า ทั้งที่จริงมันคนละเรื่อง กล่าวคือ คนเครียด ไม่ได้แปลว่าเขาต้องมีทุกข์เสมอไป ( คนไทยก็ติดปากตามกันมาด้วย ว่า เครียดเว้ยๆ หรือ จน เครียด กินเหล้า อะไรก็ว่ากันไป )
แล้วอาชีพนักจิตวิทยาที่นั่นเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูมาก คิดค่าบริการกันชั่วโมงละราวๆ 70 - 100 เหรียญขึ้นไป ก็ไม่รู้ว่าไปพบแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล แต่ฝรั่งเขามองว่าจิตวิทยา "คือวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง" คือมีการทดลอง ค้นคว้า สำรวจวิจัย "ในบุคคล" มาอย่างมีระเบียบวิธีการแน่นหนา
เล่าอ้อมโลกไปนาน กลับมาๆๆๆ เข้ามาที่บ้านเรา อัตรานี้ในไทยคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก นี่ต้องพูดตรงๆ เพราะนักจิตวิทยาในไทยถูกมองข้ามวิชาชีพ หรืออาจไม่เคยถูกมองเห็นว่าเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญมากเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่องค์ประกอบสำคัญของมนุษย์นั้น ส่วนหนึ่งคือร่างกาย อีกส่วนหนึ่งคือจิตใจ หากจิตใจไม่สมบูรณ์พร้อมแล้วก็อาจเหนี่ยวนำให้ร่างกายทรุดโทรมไปด้วย และจิตใจที่เสื่อมทรามก็ย่อมฉุดการกระทำให้ไปในทางที่เสื่อมทรามด้วยเช่นกัน เรื่องน่ากลัวในเวลาถัดจากนี้ คือบ้านเรายังมีบุคลากรทางด้านจิต น้อยมากๆ ไม่ว่าจะเป้นนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ขณะทีป่ญหาทางด้านจิต เพิ่มมากขึ้น ทุกวันๆ
อเมริกาที่ว่าเป็นประเทศวัตถุนิยมยังนิยมนักจิตวิทยา ซึ่งทำงานทางด้านจิตใจกันมาก และให้ความสำคัญ เนื่องจากเขารู้จักใช้ประโยชน์ตามสมควร ในเมืองไทยมีนักจิตวิทยาที่ตั้งตัวเองกันมาก บางคนบอกว่าตนเองเป็นนักจิตวิทยาโดยกำเนิด บางคนบอกว่าตนเองเป็นคนมีจิตวิทยาสูง ซึ่งก็มีบางคนที่มีลักษณะเช่นนั้นจริงๆ หากแต่หลายๆ คน การกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการอวดอ้างสิ่งที่ไม่มีในตนเองไปเสีย (เหมือน-เพจนักจิตวิทยากล่าวว่า ที่สถาปนาตัวเองเป็นนักจิตวิทยา ทั้งๆที่เ็นแค่เด็กเกรียนเห่อยอดไลค์ ยอดรีทวีต วอนนาบี เรียกร้องความสนใจ หาคนมาหนับหนุนความคิดตนเอง)
แม้บางคนเรียนจิตวิทยามาก็จริง แต่ก็จิตวิทยาที่มี ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดความเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตที่ถูกต้องได้เลย
บทบาทของนักจิตวิทยาในเมืองไทย หากจะเป็นที่รู้จักมากกว่านี้ นอกจากรอกระแสแห่งกาลเวลาแล้ว ยังต้องมีการผลักดันบางอย่างที่ทำให้วิชาชีพนี้ ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างเป็นที่ประจักษ์จริง เนื่องด้วยนักจิตวิทยาถือเป็นวิชาชีพหนึ่ง ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ได้ด้วยการศึกษาทางด้านจิตใจ แต่บางสำนักก็เน้นการศึกษาทางด้านพฤติกรรม มองข้ามช็อตไปในโลกอนาคต ที่สังคมไทยห่างไกลวัด ห่างไกลพระสงฆ์ หรือแม้กระทั่งศาสนสถานต่างๆ มากยิ่งขึ้นทุกวัน ความสงบสุขทางด้านจิตใจจะเริ่มลดน้อยถอยลง นักจิตวิทยาเป็นผู้ซึ่งสร้างความผาสุกในใจผู้คนได้ เมื่อมองแล้วอาชีพนี้ในอนาคตเป็นเรื่องที่ไม่ตีบตัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่บนเงื่อนไขของความตั้งใจจริงที่จะศึกษา และทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง
ในเมืองไทยอาชีพนี้หากทำงานในหน่วยงานต่างๆ จะไม่ได้เงินเยอะมากมาย แต่ได้ความสุขทางใจที่ได้ทำงาน ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับต่างประเทศ ที่บุคลากรทางด้านจิตวิทยาเป็นคนที่มีฐานะทางการเงินที่เรียกว่ามั่งคั่ง เอาเป็นที่เห็นได้ชัดเจนนิดหนึ่งก็ตามโรงเรียน กรมสุขภาพจิต กรมคุมประพฤติ องค์กรต่างๆ ที่ใช้นักจิตวิทยาไปทำหลักสูตรฝึกอบรม ที่เรียกว่า Training อันนี้เขาเรียกว่านักจิตวิทยาแปลงร่าง คือไม่ได้ทำงานทางด้านการปรึกษาโดยตรง แต่ทำงานกับคนจำนวนมากแทน (พวกนี้คือจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ อธิบายคือ "จิตอุสาหกรรมฯ"หนะทำงานเกี่ยวกับบุคคล องกรณ์ ในบริษัท แต่ถ้าเป็น "จิตคลินิก" พวกนี้จะเป็นเหมือนกับผู้ช่วยแพทย์ ค่อยดู วิเคราะห์ ว่าคน ๆ นั้นเป็นยังไง มีอาการทางจิตมั้ย มากน้อยแค่ไหน แต่ไม่มีอำนาจสั่งยาให้คนไข้ )
จิตวิทยาในเมืองไทย มีสอนจิตวิทยาหลายสถาบัน แต่ต้องดูดีๆว่าได้มาตรฐานหลักสูตรไหม เรียงตามลำดับการต่อตั้งและเปิดสอน ได้ดังนี้ ธรรมศาสตร์ มช. เกษตร มศว. บูรพา จุฬาฯ และอีกหลายๆ ที่ เอกชนก็มี ใครคิดว่าแอดเข้าม.รัฐไม่ได้ก็ลองไปค้นคว้าหาดู แต่ขอเน้นเรื่องหลักสูตร ลองเสิจดีๆว่าเรียนจบแล้วไปสอบใบประกอบโรคศิลปะวิชาชีพ ได้หรือไม่
และอยากฝาก สำหรับน้อง ๆ ที่อยากเรียนจิตวิทยา จิตวิทยามีหลายสาขาด้วยกัน ต้องศึกษาดูดี ๆ นะ ว่าตัวเองชอบด้านไหน เรียนผิดสาย พอจบไปก็อยู่กับสายนั้นไปตลอดชีวิตอะ ส่วนสาขาอื่น ๆ นั้น หางานยากพอกัน อย่างที่เรารู้กันว่า นักจิตวิทยา'ไทย' ไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญเท่าไหร่
...หางานยากแน่นอน บอกเลย ลองหางานเกี่ยวกับจิตวิทยาทาง google รับรองว่ามีน้อย ^_^ ยกตัวอย่างที่เคยมีประกาศรับก็จะเป็นพวกสถานพยาบาลทางจิตเวช
สุดท้ายนี้ ถ้าคุณน้องๆ หนูๆ ประสงค์จะเรียนจิตวิทยาคลินิกเพื่อมาได้เงินเดือนเยอะ ๆ ในไทย คงเป็นไปได้ยากนิดหน่อย นอกจากว่า เรียนเพื่อต่อยอดแล้วไปต่างประเทศ อันนี้ดีเยี่ยม