กลุ่มสื่อสารเสี่ยงเลื่อนประมูล 4จี คาด 'แอดวานซ์' กระทบหนักสุด


          "โบรกเกอร์" ประเมิน หุ้นกลุ่มสื่อสารมีความเสี่ยงเลื่อนประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ หลังกรรมสิทธิ์ยังไม่ชัดเจน คาด"แอดวานซ์"เสี่ยงสุด เหตุไม่สามารถขยายฐานลูกค้าได้ ด้าน"เมย์แบงก์" ประเมิน ราคาหุ้นตอบรับการประมูลไปแล้ว ชี้รอดู ต้นทุนการประมูล คาดเห็นการแข่งขันรุนแรงปีหน้า

          นางสาว วราภรณ์  วิบูลคณารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคที ซึมิโก้ เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่ม ที่จะเกี่ยวข้องกับการประมูลใบอนุญาต 4จีนั้น มองว่า มีความน่าสนใจลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย แต่ทั้งนี้ความเสี่ยงที่มีอยู่ คือ การประมูลอาจไม่เกิดขึ้นตามกำหนดที่คาดไว้ เพราะยังติดขัด ในเรื่องของข้อกฎหมายว่าใครคือผู้เป็นเจ้า ของคลื่น

          "การประมูลคลื่นความถี่ ที่จะนำมาทำคลื่น 4จีนั้น ยังมีความเสี่ยงเรื่องการประมูลที่อาจล่าช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ เพราะยังติดปัญหาการถือสิทธิ์ในคลื่นดังกล่าว ซึ่งส่วนตัวมองว่าการประมูลจะเกิดขึ้นได้อย่างน้อยในเคลื่อน 1,800 เมกะเฮริต์"

          หากการประมูล 4จี ไม่เกิดขึ้นมองว่า จะส่งผลกระทบกับบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่มีข้อจำกัด ไม่สามารถขยายการให้บริการได้ เพราะมีปัญหาคลื่นความถี่ไม่เพียงพอ จะยังมีปัญหาต่อไป ส่วนผู้ประกอบการ อีก 2 รายอย่าง บริษัท  โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะได้รับผลกระทบแค่ไม่สามารถขยายการให้บริการได้เพิ่มขึ้น แต่ยังมีศักยภาพในการแข่งขันอยู่

          ทั้งนี้การประมูลคลื่นความถี่ ส่งผลดี ต่อเศรษฐกิจทั้งในมหภาคที่จะสร้างการเติบโตในระบบเศรษฐกิจ มีต้นทุนด้านการสื่อสาร ที่ลดลง และขณะเดียวกัน ส่งผลบวกต่อจุลภาค ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัทเอกชน ที่จะมีความสามารถในการให้บริการที่มากขึ้น และมีการลดต้นทุนในบางส่วนลง

          สำหรับหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากการประมูลโดยตรง คือ หุ้นในกลุ่มสื่อสารขนาดใหญ่ ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ ที่จะเข้ามามองว่า มีโอกาสน้อยที่จะผู้ที่แทรกเข้ามา ในอุตสาหกรรม เพราะผู้ประกอบการรายเดิม ยังมีความจำเป็นต้องการคลื่นมาก ทำให้ต้นทุนและประโยชน์ที่จะได้อาจไม่คุ้มค่าเพียงพอ

          ทั้งนี้หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน คือ หุ้นที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาในด้านข้อจำกัดกขนาดการให้บริการ จากคลื่นความถี่ที่ไม่เพียงพอ จะกลับมามีศักยภาพแข่งขันอีกครั้ง รวมถึงหุ้นสื่อสารขนาดเล็ก ที่เริ่มมีศักยภาพการแข่งขัน และสามารถแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้นำอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งโอกาสในการลงทุน มองว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวยังสามารถลงทุนได้ในระยะยาว

          ส่วน นายสุกิจ อุดมสิริกุล กรรมการ ผู้จัดการ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสาร มองว่าได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพื่อรับข่าวประมูลคลื่นความถี่เพื่อทำ 4จีไปแล้ว ทำให้หลังจากนี้ มีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ยากในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ต้องจับตาในต้นทุนการประมูลใบอนุญาตว่า จะสูงกว่าที่คาดการณ์หรือไม่ ถ้าการประมูลมีมูลค่าที่สูงจะส่งผลกระทบ กับการเติบโตในระยะยาว

          ทั้งนี้ในการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าว จะไม่ได้ส่งผลบวกในด้านการลดต้นทุน มากนัก หากเปรียบเทียบกับการประมูลครั้งก่อน ที่เป็นการเปลี่ยนเทคโนโลยีจาก 2จี ไปยังการใช้ 3จี ซึ่งในขณะนั้น เป็นการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาณสัมปทาน มาเป็นการประมูล แต่ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนค่าใบอนุญาตลง แต่จะเป็นเพียงการเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น

          หลังจากการประมูล มองว่า ในปี 2559 จะเห็นการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น จากการแข่งกันทำโปรโมชั่นโทรศัพท์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งลูกค้า ทำให้ในระยะสั้น จะมีข้อจำกัด ในการปรับขึ้นของราคาหุ้น ส่วนในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า จะส่งผลบวกให้บริษัทมีศักยภาพในการเติบโตได้ในระยะยาว และมีต้นทุนที่อยู่ในระดับที่ดี

          "ส่วนตัวมองว่า หุ้นกลุ่มสื่อสาร ยังสามารถลงทุนได้ในระยะยาว โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่ปลดล็อกการให้บริการที่มากขึ้นได้ ส่วนความเสี่ยงที่จะไม่เกิดการประมูลขึ้นนั้น มองว่ามีความเสี่ยงไม่มากนัก

          สำหรับภาวะตลาดหุ้นในไตรมาส 4 มองว่า จะผันผวนต่อเนื่อง จากปัจจัย การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่นักลงทุน ให้น้ำหนักเรื่องดังกล่าว รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ที่อาจไม่เป็นไปตามที่ นักลงทุนคาดการณ์ ส่วนปัจจัยในประเทศ น่าจะ ได้รับผลบวกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะส่งผลบวกกับเศรษฐกิจในประเทศ

          ทั้งนี้มองว่าหุ้นไทย มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะ 1,450 จุดได้ในสิ้นปีนี้ และกรอบล่างอยู่ที่ 1,400 จุด ซึ่งการปรับตัวของหุ้นที่ ขึ้นมานั้นมาจากราคาน้ำมันที่สามารถยืนเหนือ 50 ดอลลาร์ต่อบาเรลได้ ทำให้ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะผันผวนในระยะสั้นยังมีอีกมาก ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนในหุ้นที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ และ หุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

ขอขอบคุณแหล่งข่าว
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558 (หน้า 17)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่