สวัสดีค่ะ เข้าเรื่องเลยนะคะ คือเราเรียนอยู่ม.ปลายสายวิทย์คณิตค่ะ ม.ต้นเรียนอยู่อีกรร.นึง มาสอบเข้าม.ปลายที่นี่ *รร.มีชื่อเสียงระดับหนึ่งเหมือนกัน* แต่ขอไม่เอ่ยชื่อนะคะ ._. ตอนช่วงสอบเข้านี่หนักหน่วงมากค่ะ ทั้งติวทั้งอ่านชนิดที่ว่าจะกินหนังสือเลยค่ะ5555 ตอนประกาศผลสอบพ่อกับแม่ก็ดีใจมากๆ เราเองก็รู้สึกดีใจมากเหมือนกันที่เห็นเขาภูมิใจในตัวเรา
เราเป็นคนที่ชอบภาษาอังกฤษมากๆ เราชอบดูหนัง ฟังเพลงเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปะโพสอิทคำศัพท์ไว้ เรามีทีชเชอร์ต่างประเทศตอนประถมคนนึง เราชอบไปอยู่กับเขาไปพูดคุยกับเขา ตอนพักเที่ยงก็ไม่กินข้าวกินปลาค่ะ ไปนั่งเล่นกับทีชเชอร์55555 จนเรากับทีชเชอร์สนิทกันมากกกกค่ะ จนตอนนี้ไม่ได้เจอหน้ากัน4-5ปีแล้วก็ยังคุยกันทางแชทอยู่เลยค่ะ5555555 ทีชเชอร์คนนี้ทำให้เรารักภาษาอังกฤษมากๆเลย
พ่อกับแม่เรากวดขันเรื่องเรียนกับเรามาตั้งแต่เด็ก(แต่ก็ไม่ถึงขั้นบังคับแบบบ้าคลั่ง-.,-) เราเลยค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องเรียน บางทีเพื่อนก็บ่นว่าทำไมเราต้องทุ่มเท ต้องคิดมากขนาดนั้น55555 เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะมันเป็นนิสัยแล้วมั้ง วันนึงเราก็จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไหร่แต่เป็นช่วงม.ต้น เรามีความมุ่งมั่นว่าเราจะเป็นหมอ เราจะเดินสายวิทย์ เราก็บอกไว้กับพ่อแม่ว่าเออเนี่ยเราจะเอ็นเข้าคณะแพทย์นะ พ่อแม่เราก็ดันเต็มที่ เราก็ตั้งใจมาตลอดค่ะ
เวลาไปบ้านญาติที่ตจว.ทีไร ผู้ใหญ่ก็จะบอกเราประมาณว่าว่าที่หมอ "ตั้งใจเรียนนะลูก จบแล้วมารักษาป้า" ตอนนั้นเรารู้สึกดีใจนะ มีกำลังใจด้วย เราก็รู้ว่าพ่อแม่เราเล่าญาติๆฟัง เพราะเราไม่เคยบอกใครนอกจากพ่อแม่ แต่เราก็เข้าใจ คนเป็นพ่อแม่ก็อยากพูดเรื่องลูกตัวเองบ้าง ทางญาติๆๆและคนอื่นจึงมองว่าเราเก่งมากๆอะไรทำนองนี้
กลับมาต่อค่ะ เกริ่นยาวไป55555 พอเราขึ้น.ปลายใหม่ๆ เข้ามาเรียนรร.ใหม่ที่เราใฝ่ฝันจะสอบเข้า เราก็ได้เจอกับคนเก่งๆที่มาจากรร.อื่นและรร.เดิมที่เรารู้สึกว่าเขาเก่งมากๆและเราสู้เขาไม่ได้ แต่เราก็สู้ค่ะ! เรียนในห้อง เรียนพิเศษ อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ยิ่งวิชาเคมีเป็นอะไรที่เราเรียกว่ารังเกียจมากๆ5555 พ่อกับแม่ก็จะคอยมาให้กำลังใจเสมอค่ะ เพราะเวลาว่างน้อยมากๆ แต่เราก็ยังไม่เป็นที่สุดอยู่ดี. จนถึงช่วงพีคสุดๆคือเราไม่เอาแล้ว เราปล่อยเคมีทิ้ง5555 วิชาอื่นก็ทำเท่าที่เรียนได้ เราหันมาหาวิชาภาษาอังกฤษมันเป็นวิชาเดียวที่เราไม่ขี้เกียจและไม่เคยโยนวีนเหวี่ยงใส่มันเลย55555 แต่เราก็ไม่ได้เก่งอังกฤษค่ะ แต่เราชอบ อ่าวงงละสิ55555555 เราไปพูดกับใคร ไม่มีใครเข้าใจที่เราสื่อเลยสักคน5555
ประมาณว่าถ้าเทียบอังกฤษกับวิชาอื่น(เช่นคณิต ฟิสิกส์ บลาๆๆ)เราถนัดวิชาอื่นมากกว่า แต่เราชอบภาษาอังกฤษมากกว่า เราอยากที่จะเรียนมันอะไรยังงี้ จากนั้นเราก็รู้สึกเบื่อคำนวณ เอียนวิทย์แบบสุดๆ เริ่มจะไม่อยากไปรร. เรารู้สึกว่าทำไมต้องอัดอะไรใส่หัวเราขนาดนี้55555555 ระหว่างนั้นพ่อเรามักจะปริ้นอะไรที่เกี่ยวกับแพทย์มาตลอดค่ะเช่น วิธีการเตรียมตัวเพื่อสอบแพทย์บลาๆๆ ซึ่งเราก็ทำเหมือนอยากอ่านและขอบคุณพ่อที่ปริ้นมาให้อ่าน ทั้งที่จริงๆเราไม่รู้สึกอะไรกับคำว่าแพทย์แล้ว..
ทีนี้ช่วงนั้นจะมีโครงการแลกเปลี่ยนเข้ามา จะมีอจ.หมวดภาษามาประกาศบลาๆๆเกี่ยวกับนักเรียนแลกเปลี่ยน เรานี่หูผึ่งมากๆๆ เลิกแถวเราเดินไปหาอจ.ที่ห้องแล้วปรึกษา เราก็ได้ใบสมัครมา พร้อมระเบียบการเป็นเล่มบางๆบอกค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย เรานั่งดูทั้งวันทั้งคืน ค้นgoogleหาข้อสอบ หาประสบการของนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่หลายวัน จนคืนก่อนวันสุดท้ายที่ต้องส่งใบสมัคร เรารวบรวมพลัง55555 เดินไปขอพ่อแม่เรา ว่าแบบเราอยากไปแลกเปลี่ยน ลายละเอียดบลาๆๆๆ แม่เราเอาลายละเอียดไปดู พ่อถามเราว่า "จะไปทำไม" เราตอบคำถามนั้นไม่ได้อะ จะไปทำไม? เราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปทำไมเหมือนกัน
แม่ก็บอกเราว่า เราเรียนสายวิทย์ ไม่ใช่สายศิลป์ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษา ไปเรียนกลับมาก็ต้องซ้ำชั้นเพราะเนื้อหามันยากสอบแพทย์มันไม่ใช่ง่ายๆ แล้วจะเสียเวลา1ปีไปทำไม ค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่น้อยๆมันคุ้มมั้ย อีกอย่างพ่อกับแม่ก็เป็นห่วง เรารับฟังทุกคำเพราะพ่อกับแม่เราพูดถูก เราไม่ได้ค้านอะไรเขา ตั้งแต่เด็กเราไม่เคยเถียงเขาอยู่แล้วเพราะคุยกันด้วยเหตุผล เราไม่มีเหตุผลที่ต้องไป อีกอย่างเห็นใจเขาถ้ามาใช้จ่ายเงินเยอะๆโดยที่ไม่จำเป็น
สุดท้ายเราก็อดสมัครโครงการนั้น เราเอาเรื่องนี้มาเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกเหมือนกันว่าอยู่นี่แหละดีแล้ว ไปก็ไม่ได้อะไร. เรานอนร้องไห้หลายครั้งเหมือนกันค่ะ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร555555 เราฮึดขึ้นมาช่วงนึงคือสอบปลายภาคที่ผ่านมาเราอ่านๆๆๆแต่สุดท้ายก็เซ็งเพราะมันไม่เข้าหัว แล้วเราเป็นคนที่ถ้าทำก็ทำจนถึงที่สุด แต่ถ้าที่สุดไม่ได้เราก็ไม่ทำเลย. เราก็เลิกอ่านเลยค่ะ ไม่รู้จะอ่านไปทำไม มันไม่ใช่ทางของเรา แปลกใจกับตัวเองว่าทำไมถึงมีความคิดเปลี่ยนไปขนาดนั้น แต่เราก็ไม่ได้บอกพ่อแม่ค่ะว่าเราไม่อยากเป็นอย่างที่พูดไว้แล้ว เราทำไม่ได้และไม่อยากทำ และตอนนี้เรายังไม่เลิกล้มความคิดจะไปแลกเปลี่ยน อยากไปมากๆเลย เรากำลังมองหาทุนเต็มจำนวนอยู่ค่ะ
แต่ถ้าเราสอบได้พ่อแม่จะให้เราไปรึเปล่าคะ บางทีเขาอาจจะเห็นความตั้งใจที่เต็มเปี่ยมของเรานะ5555555
เราจะบอกกับพ่อ แม่ดีมั้ยว่าเราจะเปลี่ยนทางนะ เราก็กลัวเขาผิดหวัง ซึ่งตอนนี้ตัวเราอึดอัดมากๆค่ะ (ถ้ามีผู้ใหญ่ท่านใดที่มีลูกเข้ามาอ่าน แล้วให้ความเห็นก็ขอบคุณมากๆเลยค่ะ)

อีกอย่างพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่เคยไปแลกเปลี่ยนมา...การที่เรียนไปเรียนที่ตปท.มีผลอะไรกับเนื้อหาเมื่อกลับมาเรียนที่ไทยมั้ยคะ มากน้อยแค่ไหนคะ และถ้าเราจะเปลี่ยนไปเรียนทางภาษาเลยนี่อาชีพที่จะเป็นได้พอมีอะไรบ้างคะะ
***หากมีผู้ใหญ่หรือพี่ๆต้องขอโทษไว้ก่อนนะคะที่ใช้คำแทนตัวว่า เรา -/\-
เรียนทางที่ใช่ หรือทางที่ชอบ...
เราเป็นคนที่ชอบภาษาอังกฤษมากๆ เราชอบดูหนัง ฟังเพลงเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปะโพสอิทคำศัพท์ไว้ เรามีทีชเชอร์ต่างประเทศตอนประถมคนนึง เราชอบไปอยู่กับเขาไปพูดคุยกับเขา ตอนพักเที่ยงก็ไม่กินข้าวกินปลาค่ะ ไปนั่งเล่นกับทีชเชอร์55555 จนเรากับทีชเชอร์สนิทกันมากกกกค่ะ จนตอนนี้ไม่ได้เจอหน้ากัน4-5ปีแล้วก็ยังคุยกันทางแชทอยู่เลยค่ะ5555555 ทีชเชอร์คนนี้ทำให้เรารักภาษาอังกฤษมากๆเลย
พ่อกับแม่เรากวดขันเรื่องเรียนกับเรามาตั้งแต่เด็ก(แต่ก็ไม่ถึงขั้นบังคับแบบบ้าคลั่ง-.,-) เราเลยค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องเรียน บางทีเพื่อนก็บ่นว่าทำไมเราต้องทุ่มเท ต้องคิดมากขนาดนั้น55555 เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะมันเป็นนิสัยแล้วมั้ง วันนึงเราก็จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไหร่แต่เป็นช่วงม.ต้น เรามีความมุ่งมั่นว่าเราจะเป็นหมอ เราจะเดินสายวิทย์ เราก็บอกไว้กับพ่อแม่ว่าเออเนี่ยเราจะเอ็นเข้าคณะแพทย์นะ พ่อแม่เราก็ดันเต็มที่ เราก็ตั้งใจมาตลอดค่ะ
เวลาไปบ้านญาติที่ตจว.ทีไร ผู้ใหญ่ก็จะบอกเราประมาณว่าว่าที่หมอ "ตั้งใจเรียนนะลูก จบแล้วมารักษาป้า" ตอนนั้นเรารู้สึกดีใจนะ มีกำลังใจด้วย เราก็รู้ว่าพ่อแม่เราเล่าญาติๆฟัง เพราะเราไม่เคยบอกใครนอกจากพ่อแม่ แต่เราก็เข้าใจ คนเป็นพ่อแม่ก็อยากพูดเรื่องลูกตัวเองบ้าง ทางญาติๆๆและคนอื่นจึงมองว่าเราเก่งมากๆอะไรทำนองนี้
กลับมาต่อค่ะ เกริ่นยาวไป55555 พอเราขึ้น.ปลายใหม่ๆ เข้ามาเรียนรร.ใหม่ที่เราใฝ่ฝันจะสอบเข้า เราก็ได้เจอกับคนเก่งๆที่มาจากรร.อื่นและรร.เดิมที่เรารู้สึกว่าเขาเก่งมากๆและเราสู้เขาไม่ได้ แต่เราก็สู้ค่ะ! เรียนในห้อง เรียนพิเศษ อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ยิ่งวิชาเคมีเป็นอะไรที่เราเรียกว่ารังเกียจมากๆ5555 พ่อกับแม่ก็จะคอยมาให้กำลังใจเสมอค่ะ เพราะเวลาว่างน้อยมากๆ แต่เราก็ยังไม่เป็นที่สุดอยู่ดี. จนถึงช่วงพีคสุดๆคือเราไม่เอาแล้ว เราปล่อยเคมีทิ้ง5555 วิชาอื่นก็ทำเท่าที่เรียนได้ เราหันมาหาวิชาภาษาอังกฤษมันเป็นวิชาเดียวที่เราไม่ขี้เกียจและไม่เคยโยนวีนเหวี่ยงใส่มันเลย55555 แต่เราก็ไม่ได้เก่งอังกฤษค่ะ แต่เราชอบ อ่าวงงละสิ55555555 เราไปพูดกับใคร ไม่มีใครเข้าใจที่เราสื่อเลยสักคน5555
ประมาณว่าถ้าเทียบอังกฤษกับวิชาอื่น(เช่นคณิต ฟิสิกส์ บลาๆๆ)เราถนัดวิชาอื่นมากกว่า แต่เราชอบภาษาอังกฤษมากกว่า เราอยากที่จะเรียนมันอะไรยังงี้ จากนั้นเราก็รู้สึกเบื่อคำนวณ เอียนวิทย์แบบสุดๆ เริ่มจะไม่อยากไปรร. เรารู้สึกว่าทำไมต้องอัดอะไรใส่หัวเราขนาดนี้55555555 ระหว่างนั้นพ่อเรามักจะปริ้นอะไรที่เกี่ยวกับแพทย์มาตลอดค่ะเช่น วิธีการเตรียมตัวเพื่อสอบแพทย์บลาๆๆ ซึ่งเราก็ทำเหมือนอยากอ่านและขอบคุณพ่อที่ปริ้นมาให้อ่าน ทั้งที่จริงๆเราไม่รู้สึกอะไรกับคำว่าแพทย์แล้ว..
ทีนี้ช่วงนั้นจะมีโครงการแลกเปลี่ยนเข้ามา จะมีอจ.หมวดภาษามาประกาศบลาๆๆเกี่ยวกับนักเรียนแลกเปลี่ยน เรานี่หูผึ่งมากๆๆ เลิกแถวเราเดินไปหาอจ.ที่ห้องแล้วปรึกษา เราก็ได้ใบสมัครมา พร้อมระเบียบการเป็นเล่มบางๆบอกค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย เรานั่งดูทั้งวันทั้งคืน ค้นgoogleหาข้อสอบ หาประสบการของนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่หลายวัน จนคืนก่อนวันสุดท้ายที่ต้องส่งใบสมัคร เรารวบรวมพลัง55555 เดินไปขอพ่อแม่เรา ว่าแบบเราอยากไปแลกเปลี่ยน ลายละเอียดบลาๆๆๆ แม่เราเอาลายละเอียดไปดู พ่อถามเราว่า "จะไปทำไม" เราตอบคำถามนั้นไม่ได้อะ จะไปทำไม? เราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปทำไมเหมือนกัน
แม่ก็บอกเราว่า เราเรียนสายวิทย์ ไม่ใช่สายศิลป์ ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษา ไปเรียนกลับมาก็ต้องซ้ำชั้นเพราะเนื้อหามันยากสอบแพทย์มันไม่ใช่ง่ายๆ แล้วจะเสียเวลา1ปีไปทำไม ค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่น้อยๆมันคุ้มมั้ย อีกอย่างพ่อกับแม่ก็เป็นห่วง เรารับฟังทุกคำเพราะพ่อกับแม่เราพูดถูก เราไม่ได้ค้านอะไรเขา ตั้งแต่เด็กเราไม่เคยเถียงเขาอยู่แล้วเพราะคุยกันด้วยเหตุผล เราไม่มีเหตุผลที่ต้องไป อีกอย่างเห็นใจเขาถ้ามาใช้จ่ายเงินเยอะๆโดยที่ไม่จำเป็น
สุดท้ายเราก็อดสมัครโครงการนั้น เราเอาเรื่องนี้มาเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกเหมือนกันว่าอยู่นี่แหละดีแล้ว ไปก็ไม่ได้อะไร. เรานอนร้องไห้หลายครั้งเหมือนกันค่ะ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร555555 เราฮึดขึ้นมาช่วงนึงคือสอบปลายภาคที่ผ่านมาเราอ่านๆๆๆแต่สุดท้ายก็เซ็งเพราะมันไม่เข้าหัว แล้วเราเป็นคนที่ถ้าทำก็ทำจนถึงที่สุด แต่ถ้าที่สุดไม่ได้เราก็ไม่ทำเลย. เราก็เลิกอ่านเลยค่ะ ไม่รู้จะอ่านไปทำไม มันไม่ใช่ทางของเรา แปลกใจกับตัวเองว่าทำไมถึงมีความคิดเปลี่ยนไปขนาดนั้น แต่เราก็ไม่ได้บอกพ่อแม่ค่ะว่าเราไม่อยากเป็นอย่างที่พูดไว้แล้ว เราทำไม่ได้และไม่อยากทำ และตอนนี้เรายังไม่เลิกล้มความคิดจะไปแลกเปลี่ยน อยากไปมากๆเลย เรากำลังมองหาทุนเต็มจำนวนอยู่ค่ะ
แต่ถ้าเราสอบได้พ่อแม่จะให้เราไปรึเปล่าคะ บางทีเขาอาจจะเห็นความตั้งใจที่เต็มเปี่ยมของเรานะ5555555
เราจะบอกกับพ่อ แม่ดีมั้ยว่าเราจะเปลี่ยนทางนะ เราก็กลัวเขาผิดหวัง ซึ่งตอนนี้ตัวเราอึดอัดมากๆค่ะ (ถ้ามีผู้ใหญ่ท่านใดที่มีลูกเข้ามาอ่าน แล้วให้ความเห็นก็ขอบคุณมากๆเลยค่ะ)
อีกอย่างพี่ๆเพื่อนๆน้องๆที่เคยไปแลกเปลี่ยนมา...การที่เรียนไปเรียนที่ตปท.มีผลอะไรกับเนื้อหาเมื่อกลับมาเรียนที่ไทยมั้ยคะ มากน้อยแค่ไหนคะ และถ้าเราจะเปลี่ยนไปเรียนทางภาษาเลยนี่อาชีพที่จะเป็นได้พอมีอะไรบ้างคะะ
***หากมีผู้ใหญ่หรือพี่ๆต้องขอโทษไว้ก่อนนะคะที่ใช้คำแทนตัวว่า เรา -/\-