Martian ในมุมมองชีววิทยา (วิเคราะห์ตามกระแส)

เห็นคนอื่นเค้าเขียนก็เลยอยากจะเขียนบ้างอ่ะ พอดีเพิ่งมีโอกาสได้ดูเองค่ะ
จขกท เป็นพวกชอบหนังไซไฟกับแฟนตาซี ยิ่งถ้ามีความมโนบนพื้นฐานความจริงก็ยิ่งชอบมาก ฮาา
สำหรับหนังเรื่อง Martian ก่อนอื่นต้องบอกความรู้สึกก่อน ว่าไม่ได้มีความคิดที่จะมาจับผิด
แค่มาบรรยายความคิดเห็นในฐานะที่เป็นคนดูคนนึง (ซึ่งมีความรู้ด้านพืชกับจุลินทรีย์พ่วงด้วย)

1.หลังจากดูรู้สึกดีมากๆ ในโมเมนท์ของความสามัคคีและความช่วยเหลือกันในแวดวงของการทำงาน
ทางด้านวิทยาศาสตร์ เพราะส่วนใหญ่นักวิทยาศาสตร์จะเป็น Pure Science และเก่งเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง
แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มงานและบุคคล อีกทั้งยังศึกษาลงลึกละเอียดในเรื่องที่ตัวเองถนัดและสนใจ
แทบไม่พูดไม่จากับใครกันเลยทีเดียวเวลาที่ค้นพบประเด็นใหม่ๆในหัว

ดูได้จากคนที่คำนวณเส้นทางการโคจรของยาน คือไม่ใช่ว่าหยิ่งหรืออะไรนะ ยังพูดไม่ได้ เดี๋ยวลืม
ต้องหาความเป็นไปได้ และหาความแม่นยำให้มากที่สุดก่อน ถึงจะพูดออกมา ทำให้ไม่ค่อยจะมีคนเห็นด้วยหรือเข้าใจนัก

การปักใจว่าจะทำได้ ก็จะต้องทำให้ได้ ปักสมมุติฐานความน่าจะเป็นไปทีละจุด แก้ปัญหาไปทีละเรื่อง
พอ Fail ก็นอยด์ แล้วก็ตั้งต้นใหม่ มันคือวิถีชีวิตของอาชีพสายนี้จริงๆค่ะ แต่จะพยายาม “ลด” ความเสี่ยง
ให้ได้มากที่สุด คือโอกาสสำเร็จแทบจะต้องเป็น 99.99% ในการลงมือทำอะไรซักอย่าง
แต่ในชีวิตและความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีสิ่งนั้น และต้องยอมรับผลที่อาจเกิดจากความผิดพลาดในการตัดสินใจให้ได้
ซึ่งเรื่องนี้สื่อออกมาได้ดีมาก ในการพยายามรับความคิดเห็น ความเสี่ยง ความเป็นไปได้ของงานแนววิทยาศาสตร์
นำความรู้ในหลายๆด้านมาประกอบกัน เพราะไม่มีความรู้ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งดีเด่น หรือด้อยไปกว่ากันเลย

2. งานแนววิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกันทุกแขนง เพราะมันคือการศึกษาเพื่อจำลองเทคโนโลยี
ให้ใกล้เคียงกับกลไกธรรมชาติมากที่สุด ดูย้อนแย้งเนาะ อย่างในเรื่องจะเห็นได้ว่าเป็นทีมปฏิบัติการ
เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารให้ใกล้เคียงกับโลกเพื่อการดำรงชีพของมนุษย์
ไม่มีความเป็นธรรมชาติในวิทยาศาสตร์แม้กระทั่งสาย Biology ก็ตาม เพราะเราศึกษาเพื่อจำลองธรรมชาติขึ้นมาต่างหาก
(คหสต) วิทยาศาสตร์คือการลอกเลียนแบบ ตามธรรมชาติก็ว่าได้

3. การปลูกพืชบนดาวอังคารเป็นไปได้จริงหรือ ด้วยความที่พอจะทราบมาบ้างว่าพื้นผิวดาวอังคารมี Fe ปริมาณสูง
มากจนอาจเกิดสภาวะเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต แต่พระเอก ได้ค้นพบดิน (พื้นผิวอนุภาคเล็ก ซึ่งตามหนังอนุมานว่าดิน)
โดยทั่วไปต้นไม้ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้ดินบนโลกนะคะ ดินมีไว้เพื่อพยุงลำต้นเท่านั้น ธาตุอาหาร 16 ชนิด
(รวมคาร์บอน ออกซิเจน น้ำ) และแสงเท่านั้นที่จำเป็น ซึ่ง ณ จุดนี้ นางได้เอาสิ่งปฏิกูลมาผสม
ทำให้มีสภาพเป็นกลางที่สุดเท่าที่นางจะลองได้

แล้วที่หนังเลือกมันฝรั่งเพราะมันฝรั่ง (กับยาสูบ) มันเป็นพืชที่ใช้ศึกษาเรื่องเบสิกทั้งหมดในวงการพืช
ถ้าเทียบกับการทดลองในคน มันก็คือหนูขาวหรือกระต่ายนั่นแหละค่ะ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่มันจะสามารถงอกได้ในห้อง(ภายในโดม)
ที่นางจำลองเป็น Glass House แต่ถามว่าเอาเข้าจริงๆว่าทำไมมันฝรั่งหัวสดถึงไปอยู่บนยานอวกาศที่เดินทางนานถึง 4 ปี
และไม่ได้ถูกฟรีสไว้แล้วค่อย Defrost หัว มันอยู่มาได้อย่างไงโดยมันไม่งอกไปซะก่อน ถึงจะถูกแพคอย่างดีก็เถอะ
แต่แล้วพอยัดฝังดินประหลาดๆ (ที่ต้องเรียกว่าดินประหลาดเพราะเราไม่รู้องค์ประกอบของดินบนผิวดาวอังคารนี่นะ ฮาา)
พ่นไอน้ำแล้วยังงอกเป็นต้นมาได้เนี่ย เราว่ามันมหัศจรรย์มาก แถมต้นมันฝรั่งยังแข็งแรงดี(มาก)อีกต่างหาก
แต่อนุมานตามสตอรี่ได้ว่า ดินบนดาวอังคาร ผสมกับสิ่งปฏิกูลแล้วมีความเหมาะสม โอเค หยวนๆ

แต่ถ้าพูดถึงในแง่ของการเตรียมหัวมันฝรั่งมาเพื่อเป็นอาหารด้วยแล้ว
(ความเป็นจริง เปอร์เซนต์การงอกอาจไม่ถึง 0.01 percent ด้วยซ้ำค่ะ T T)

4. ปกติถึงแม้ว่า Surface ของพื้นผิวมนุษย์จะถูกฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่จุลินทรีย์ภายในช่องปาก หรือภายในร่างกาย
ไม่น่าจะถูกคลีนได้ทั้งหมด ดังนั้นการนำอุจจาระมาผสมกับดิน (บนดาวอังคาร) แล้วปลูกต้นไม้ขึ้นเนี่ย เป็นไรที่แทบจะเหลือเชื่อ
เพราะปริมาณ Ecology ของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมมันอาจเสียสมดุลแล้ว เกิดผลเพาะแต่จุลินทรีย์ที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต (บนโลก)
ก็เกิดขึ้นได้ เรื่องนี้จริงๆเป็นอีกจุดนึงที่เสี่ยงมากที่พระเอกทำ ถ้าเกิดเป็นเรื่องจริงๆน่ะนะ (แต่นางก็เสี่ยงมาทั้งเรื่องอ่ะแหละ)

5. ถ้าว่ากันตามจริง ระยะเวลาที่ขนส่งมนุษย์บนยานอวกาศไปดาวอังคาร และยูเทินรอบโลก แล้วกลับไปรับใหม่
น่าจะหลายปีค่ะ ถ้าดูจากระยะห่าง และความทนทานความเร็วของร่างกายนักบิน (ทุกคน)
ดังนั้นเรื่องนี้ ก็เป็นอีกเรื่องที่มีความเป็นไปได้ต่ำมากตั้งแต่แรกแล้วนะ

แต่รู้สึกดีที่เห็นฉากยิมบนยานแม่ เพราะเก็บรายละเอียดเรื่องสุขภาพของนักบิน
คนที่มีสุขภาพแย่หรือแม้แต่สภาวะความดันหรือสารเคมีไม่ปกติ ไม่มีทางทนทานความดันอากาศในการเคลื่อนที่เร็วๆได้เลยค่ะ
เหมือนคนเมารถนั่นแหละค่ะ ร่างกายปรับตัวไม่ได้

6. ในสภาวะสุญญากาศ การเจาะชุด และแรงดันในชุด น่าจะพุ่งแรงกว่าฉากที่ดึงเชือกได้ น่าจะฟิ้ววว แล้วปลิวไปเลยยยยย
ถ้าคิดตามความจริงแค่ตดนี่ก็ลำบากแล้วค่ะ ถ้าไร้น้ำหนักจริงๆ ยิ่งลอยเท้งเต้งเหนืออวกาศไม่ต้องคิดถึงชุดอวกาศที่ความดันรั่วเลย
- - รูที่กรีดเล็กหรือใหญ่แค่ไหน อานุภาค H กับ O ที่เป็นอากาศที่หายใจในชุด ก็น้องๆ 100 กิโลเมตร / ชั่วโมงแน่นอน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยอมได้หมด เพราะตอนดูก็ลุ้นขาดใจเหมือนกันให้นางได้กลับบ้านนน
อิอิ กำลังอินค่ะ เราคิดว่า เป็นหนังวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยดูมาเลยยยย (อาจเพราะฟิลด์เดียวกันด้วยมั้งคะ)

หรือท่านใดสามารถอธิบายความเป็นไปได้ทางด้านบนเพิ่มได้คะ เราเองก็ไม่ได้อ่านตัวนิยายที่เป็นหนังสือ
เผื่อหนังตัดรายละเอียดอื่นๆออกไป แต่จะไปเริ่มหามาอ่านแล้วล่ะค่ะ หุหุ

อีกประเด็นนะคะ ในส่วนของใครหลายๆคนที่บอกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีความกดดัน ไม่ค่อยมีการดิ้นรนในการเอาตัวรอด
ไม่น่าตื่นเต้นเร้าใจ ชิลด์ๆ เกินไปจนไม่รู้สึกสนุก
เรารู้สึกว่า มันเป็นคาแรคเตอร์ของพวกที่ทำงานกับต้นไม้อ่ะ ไม่รู้สิ คือพวกเราทำงานอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นและตายจากไป
จนพระเอกมันคงคิดว่า เออ นี่กรุจะรอดจริงๆน่ะหรอ แต่ก็ยังไม่อยากตาย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เราคิดว่าประมาณนั้นนะคะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่