ความเป็นรุกหรือเป็นรับ มันสำคัญกับความรักมากไหมครับ?

นี่เป็นกระทู้แรกของผมนะครับ
/ อาจจะยาวไปหน่อย

ผมรู้ตัวเองว่าชอบผู้ชายก็ตอน ม.ต้น ครับ แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนขรึมๆ ก็มีผู้หญิงมาจีบบ้าง ผมก็คุยกับเค้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้คบกันจริงๆจังๆกับใครเลย ผมเป็นคนตัวสูง ผิวเข้มๆ หน้าคมๆ ใครๆก็บอกว่าผมหน้าไทยสเปคสาวๆ ใช่ครับ! ทุกคนเชื่อว่าผมคือผู้ชายที่แสนจะมาดแมนเกินร้อย แต่ลึกๆในใจผมกลับไม่เป็นแบบนั้นเลย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ครับ ผมมีแฟนผู้ชายคนแรกก็ตอนอยู่ ม.3 (ดูแก่แดดจัง ฮ่าๆ) เขาอายุห่างจากผม 5 ปีครับ ผมก็ยังไม่เข้าใจความรักในรูปแบบนี้เท่าไหร่หรอกครับ ก็ทำตัวขี้งอน เอาแต่ใจ แบบเด็กๆไปมากกว่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือผู้หญิง ใครคือผู้ชาย เพราะเราคือผู้ชายทั้งคู่ แต่พี่เขาก็พยายามทำให้ผมรู้สึกว่าเขาอยากเป็นคนปกป้องผมนะครับ ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นผู้หญิงแน่ๆ (หรือคิดไปเองก็ไม่รู้) จนผ่านไปปีกว่าๆ เราก็เลิกรากันไป จนผมเรียนต่อม.ปลาย เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำครับ กินนอนที่หอพักในโรงเรียนเลย ผมก็ได้รู้จักกับพี่คนนึง พี่เขาห่างจากผมปีเดียวครับ ขาว ตี๋ จัดฟัน สูงกว่าผม สเปคเลย ฮ่าๆ ตอนนั้นเค้าเรียนอยู่ ม.5 เราก็เริ่มรู้จักแล้วสนิทกัน จนได้คบกันในที่สุดครับ

ความรักครั้งที่ 2 ของผมมันเริ่มทำให้ผมรู้จักความรักในรูปแบบนี้ไปอีกแบบนึงครับ พี่เค้าบอกว่าพี่เค้าเป็นรุกและบอกว่าผมเป็นรับนะ ผมก็ตกลง (ผมพอจะรู้ความหมายของสองคำนี้มาก่อนแล้ว) ใช่ครับ! ผมเป็นรับจริงๆ (คงไม่ต้องอธิบายนะครับ) ผมก็ทำหน้าที่ของผมไปเรื่อยๆ โดยที่อยู่ในบทบาทของผู้หญิง สิ่งที่ผู้หญิงทำให้ผู้ชาย ผมก็ทำหมดครับ จนมาช่วงนึงผมได้รู้จักพี่เค้ามากขึ้น สังเกตว่าเวลาเค้าอยู่กับกลุ่มเพื่อน เค้าจะสาวแตกมากๆเลย ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่ตอนนั้นก็เข้าใจว่าเป็นคาแรกเตอร์ของเค้าแหล่ะ สร้างเสียงหัวเราะอะไรประมาณนั้น ส่วนในใจลึกๆผมรู้สึกว่าทำไมกูต้องมาเป็นแฟนกับตุ๊ดด้วยวะเนี่ย ผมก็เลยลองถามเค้าไปตรงๆ เค้าก็ยอมปรับเปลี่ยนให้ (คือผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ก็เลยยังไม่เข้าใจ) เพื่อนๆผมก็ชอบมาถามว่า " เอาพี่เค้าใช่ปะ? " เพื่อนผมมันก็ตรงๆ ผมก็บอกว่า " กูไม่ได้เอาเค้า จะบ้าหรอ กูออกจะเรียบร้อย " ทั้งที่ลึกๆผมกลับพยายามตั้งคำถามว่า นี่กูผิดใช่ไหมเนี่ย เกิดมาหน้าโคตรรุก แต่ยิ้มเป็นรับ หลังจากนั้นผมก็เริ่มทำตัวอ่อนนุ่มมากขึ้น ทั้งตอนอยู่กับพี่เค้าหรืออยู่กับเพื่อน คือพยายามจะเปลี่ยนตัวเองให้มันชัดเจนอ่ะครับ พอช่วงเวลาผ่านไป ทุกคนก็พอจะเข้าใจบทบาทของผมและพี่เค้าแล้ว ความรักก็ดำเนินไปตามเรื่องราวของมันครับ จนมาช่วงที่มีน้องม.4 เข้ามาใหม่ ผมขึ้น ม.5 พี่เค้าขึ้นม.6 มีน้องคนนึง น่ารักมากๆครับ ตัวเล็กๆ ขาว ใส เหมือนผู้หญิงมากๆเลย ผมชอบน้องเค้าครับ! ผมเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าชอบไปได้ยังไง จะตีฉิ่งหรอ แต่ข้างในผมก็บอกตัวเองนะว่ากูแมนให้น้องได้นะเว้ย หนักกว่านั้นอีก ผมชอบน้องผู้หญิงคนนึง ถึงขั้นโทรไปคุยกันเลยด้วย จนทุกวันนี้ผมยังขำตัวเองไม่หายเลยจริงๆ แต่สุดท้ายผมก็อ่อนยวบกับความเป็นคนขี้เอาใจของพี่เค้าครับ เอาง่ายๆเลย ช่วงนั้นผมมองทั้งสองแบบ รู้ทั้งรู้ว่าน้องเค้าเป็นรับ ว่าเค้าเป็นผู้หญิง แต่ผมก็ชอบ โดยที่ไม่สนใจเลยว่าตัวเองก็รับนะ เหมือนคิดว่ามันอาจจะเปลี่ยนได้อ่ะครับ เพราะหน้าผมแมนอยู่แล้ว เก๊กๆนิดหน่อยก็ไม่มีใครจับได้หรอก แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ครับ จนมาช่วงที่พี่เค้าจะเข้ามหาลัย เราต้องแยกจากกัน ความรักช่วงนั้นก็ลุ่มๆดอนๆ ทะเลาะกันบ่อย จนท้ายที่สุด ผมกับพี่เค้าก็ต่างคนต่างไปตามทางของตัวเอง ในระหว่างนั้นผมก็เจอคนมากมาย ทั้งที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนในโรงเรียนเนี่ยล่ะครับ

ถ้าคนที่ผมจะเป็นแฟนด้วย ต้องสูงกว่าผมก่อนเป็นอันดับแรก และนั่นทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นรับ (มันอาจจะดูไม่เกี่ยวเท่าไหร่นะครับ) ผมใช้ชีวิตแบบไม่ผูกมัดกับใครมาจนขึ้นปี 2 ครับ และความรักครั้งที่ 3 ก็ได้เริ่มขึ้น ผมได้รู้จักกับพี่คนนึง อายุห่างกัน 2 ปีครับ เค้าตัวสูง เหมือนนักบาส หุ่นดี หน้าตาตรงสเปคผมเป๊ะ (หล่อไม่หล่อไม่รู้ขอสูงกับขาวไว้ก่อน) (ขออวดว่าเป็นถึงคิ้วบอยเลยนะครับ อิอิ) แน่นอนครับ! ผมต้องการความชัดเจน แต่ด้วยความที่พี่เค้ายังไม่ค่อยชัดเจน และผมเป็นโรคที่ไม่ค่อยกล้าพูดเรื่องรุกเรื่องรับ ผมก็พยายามสื่อสารว่า ผมชอบให้เค้ามองผมเป็นผู้หญิงคนนึง ทั้งพยายามทำด้วยขี้อ้อน ทำตัวเป็นสายแบ๊วอ่ะครับพูดง่ายๆ ผมยังตลกตัวเองเลย ฮ่าๆ จนสุดท้ายพี่เค้าก็เข้าใจความหมายที่ผมต้องการจะสื่อ แล้วมันก็ลงตัวครับ เหมือนอย่างที่ผมคิดไว้ เวลาผ่านไป ก็เข้าอีหรอปเดิม คือ เป็นรุกแต่ทำตัวเหมือนผู้หญิง ซึ่งผมก็เข้าใจและได้พูดคุยกันกับพี่เค้า และเค้าก็เข้าใจ (นี่ขนาดเวลาผ่านล่วงเลยมาจนความรักครั้งที่สาม ที่ผมโตขนาดนี้แล้ว ผมยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเป็นอยู่เลยครับ) เราคบกันไปสักพัก ก็มีเพื่อนมาถามอีกแล้ว “ เล็ดยุดพี่เค้าใช่ไหม ” ครับ! คำถามเดิมอีกแล้ว คำถามเดิมที่มันน่ารำคาญใจผมสุดๆ แต่ผมก็ตอบเหมือนเดิมครับ “ ไม่ใช่ๆ จะบ้าแล้ว ” ผมก็เริ่มเฟลกับเรื่องแบบนี้มากๆแล้ว ก็เลยถามเพื่อนว่า “ กูแมนขนาดนั้นหรอ? ” พวกมันก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า แมนไม่แมนก็คิดดูเอาเองละกันทำไมชะนีตามจีบกันระนาว ครับ! แมนครับ เพราะผมแมนมันเลยทำให้ผมเสียเซลฟ์กับบทบาทของผมมากเลย ผมไม่อยากจะแคร์คำพูดของคนอื่นหรอกนะครับ แต่มันก็อดคิดไม่ได้ หรือผมอาจจะคิดเยอะไปจริงๆ จนไม่สนใจความรักเลย วันเวลาก็ผ่านไปเหมือนเดิมครับ ผมกับพี่เค้าก็ไม่ค่อยมีเวลาให้กันเพราะเรียนหนักทั้งคู่ เราก็ตัดสินใจแยกจากกันด้วยดีครับ และผมก็มาเจอกับรุ่นน้องคนนึง ตัวเล็กกว่าผมหน่อยนึง ขาว ตี๋ ตรงสเปคเหมือนเดิม ผมสนิทกับน้องเค้ามากครับ โทรไปคุยเล่นกันตลอด แต่ก็ไม่เคยมีท่าทีว่าจะจีบน้องเค้านะครับ แต่คุยกันแล้วสบายใจดี ก็เลยคุยกันไปเรื่อยๆ ครับ! และแล้วความรักครั้งที่ 4 ก็กำลังเริ่มขึ้นแล้ว และมันพ่วงเอาความหนักใจที่สุดครั้งนึงของผม นั่นก็คือ ต้องเป็นรุกให้น้องเค้านะ น้องเค้าไม่รุกแน่ๆ นี่คือความ ยิ้มของความคิดผมครับ แต่ใจผมก็อยากลองดูว่าน้องเค้าอาจจะรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นยังไง เพราะทั้งเจอที่คณะ งานกิจกรรมอะไรต่างๆ ผมก็แสดงออกว่าผมเป็น และน้องเค้าก็ยังคุยกับผมเหมือนเดิม มันก็บอกเป็นนัยๆนะครับว่าน้องเค้ารับได้ในสิ่งที่ผมเป็น เอาล่ะ ผมก็ไปถามน้องเค้าตรงๆว่าเป็นอะไร แต่คำตอบที่ได้คือ “ไม่รู้” เพราะคำตอบนี้แหละครับ ผมจึงต้องมาเล่าเรื่องชีวิตผมให้ทุกคนฟัง หลังจากนั้นผมก็ได้คบกับน้องเค้านะครับ เค้าบอกว่ารักผม แต่ในสถานะที่โคตรจะไม่ชัดเจนอะไรเลย ทั้งๆที่ผมยืนกรานนะครับว่า พี่เป็นรุกให้ไม่ได้นะ ผมกลัวน้องอายคนอื่นอ่ะครับ ที่ต้องมาคบคนอย่างผม ถ้าอยากให้ผมดูแล เป็นผู้ชายมาดแมน ผมก็กลัวว่ามันจะไม่ใช่ตัวผมจริงๆ

ถ้ามองเฉพาะความรัก ไม่ว่าจะครั้งที่เท่าไรมันโคตรดีมากๆเลยครับ ถ้าผมตัดเรื่องนี้ออกไป ไม่มองเรื่องรูปแบบ แล้วมองเฉพาะคนที่อยู่ข้างๆผม ที่ผมได้มีเค้าเข้ามาในชีวิต มันก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นแล้ว ใช่ครับ! ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน จะเป็นอะไรยังไง ถ้าเข้าใจกันมันก็โอเคแล้ว แต่! บนโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คนสองคนน่ะสิครับ ลึกๆแล้วเราก็อยากให้ความรักของเราถูกยอมรับในสายตาคนอื่นใช่ไหมครับ อย่างน้อยๆก็เพื่อนๆ ครอบครับ คนรอบข้าง เราก็พยายามทำให้ถูกใจทั้งสายตาเราและสายตาคนอื่น ผมก็เลยตัดสินใจตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา เพียงเพราะอยากรู้ว่าความรักในมุมของคนอื่นๆเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งที่ผมเจอถือว่าแปลกไหม ผมควรจะจัดการกับมันยังไงโดยที่ผมยังเป็นผมอยู่อ่ะครับ หรือว่าเป็นผมเองที่ยังไม่ชัดเจน แต่ผมไม่อยากเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่นขนาดนั้น ขอบคุณมากครับ

ขออภัยในความผิดพลาดด้วยนะครับ
/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่