ชีวิตจริงยิ่งกว่าละครของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

สวัสดีค่ะ เราเพิ่งเล่นเป็นครั้งแรกหากใช้คำผิดหรือแท็กห้องผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

เรื่องมีอยู่ว่าในอดีต เราเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อกับแม่ ท่านทั้งรักเรามากๆ ท่านทำเพื่อเราทุกอย่าง เราอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกภายในบ้านหลังเล็กๆอย่างมีความสุข จนกระทั่งวันหนึ่งโชคชะตาได้มาพรากแม่ของเราไปอย่างไม่มีวันกลับและไม่ได้ทันได้ตั้งตัวด้วยอุบัติเหตุ
หลังจากแม่เลิกงานตอนเย็นวันหนึ่งแม่ได้ขึ้นรถสองแถวแต่ด้วยความที่มีคนขึ้นรถค่อนข้างเยอะ แม่เลยเลือกเกาะอยู่ตรงที่เสริมออกมาด้านท้ายรถสองแถว แต่ไม่ทันได้ตั้งตัวมีรถสิบล้อที่คาดว่าคนขับน่าจะเมายาได้ขับรถเข้ามาชนกับรถสองแถวที่แม่เราขึ้นเพื่อที่จะกลับบ้านอย่างจัง เป็นผลทำให้แม่เราเสียชีวิตทันที ตอนนั้นเราอายุได้เพียง 7 ขวบ ตอนนั้นอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนั้นเราเสียใจมากถึงแม้จะยังเด็กแต่เราก็รู้เรื่อง พ่อเรายังเล่าให้ฟังเลยว่าเมื่อคืนยังนอนคุยกับแม่อยู่เลยว่าพอเราสามคนหยุดตรงกันแล้วเราสามคนพ่อแม่ลูกจะไปเที่ยวทะเลกัน ตอนนั้นเราจึงเหลือกันแค่สองคนพ่อลูก และเมื่อแม่เราเสียไปแบบปุบปับแบบนี้ ท่านจึงไม่ได้เตรียมการอะไรไว้ให้ แต่พ่อได้เล่าให้เราฟังว่าบ้านที่กทม.แม่ตั้งใจเก็บเงินและก่อร่างสร้างตัวด้วยตนเองเพื่อจะให้ลูกในอนาคต และการที่ท่านไม่ได้ทำเอกสารไว้ให้เป็นผลให้ ยายและพี่สาวของแม่มาเรียกร้องในสมบัติของแม่ที่ท่านตั้งใจไว้ว่าจะให้เรา ตอนนั้นเรากับพ่อต้องเดินทางเพื่อไปขึ้นศาลเรื่องบ้านนี้กันบ่อยมากแต่กระนั้นเรื่องก็ยังไม่จบ เราตัดสินใจบอกกับพ่อให้ย้ายไปต่างจังหวัด เพราะที่นั้นมีญาติพี่น้องของพ่ออยู่ ยังไงก็อาจจะดีกว่าการที่เราต้องอยู่ที่กทม. พ่อกับเราจึงตัดสินใจย้ายไปพิษณุโลก พ่อขอเออร์รี่ออกมาเพื่อดูแลเรา ตอนนั้นพ่อจึงเป็นทั้งพ่อและแม่ของเรา เราสองคนพ่อลูกย้ายมาอยู่บ้านหลังหนึ่งที่พิษณุโลก พ่อดูแลเราดีมากๆจนเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำหน้าที่ของพ่อและแม่ได้อย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่เมื่อเราอายุได้ 17 ปี ตอนนั้นเราอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พ่อก็ได้จากเราไปอีกคนด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งท่านมีโรคประจำตัวคือโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ตอนนั้นมันเกิดขึ้นเร็วมากในความรู้สึกเรา เราทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้พ่อกลับมาอยู่กับเรา หมอบอกพ่อเสียแล้วจะให้ผ่าตัดมั้ย เราขอให้หมอผ่าตัดเอาก้อนเลือดที่อุดนั้นออกมา หมอก็ได้พยายามทุกทางแล้ว แต่เนื่องจากว่าก้อนเลือดนั้นอยู่ลึกเกินไปไม่สามารถเอาออกมาได้ ตอนนั้นหน้าเราชา รู้สึกโลกทั้งโลกมืดมน เพราะทั้งชีวิตเรามีแค่พ่อกับเราสองคน ตั้งแต่แม่เสียไป ตอนนั้นพ่อกำลังจะจากเราไปอีกคน ทำให้เรารู้สึกเหมือนเราไม่เหลือใครอีกแล้ว เรารู้สึกหมดแรง ไร้เรี่ยวแรงที่จะยืนเราทรุดลงตรงนั้นนั่งร้องไห้จนชีพจรของพ่อค่อยๆลดลงจนกลายเป็นเส้นตรง เรารู้สึกโลกทั้งโลกมันว่างเปล่า เหลือเพียงตัวเราเพียงลำพัง เพื่อนเราพยายามเข้ามาช่วยเมื่อรู้เรื่องทั้งช่วยปลอบโยนความรู้สึกสูญเสียของเราและเรื่องญาติทางพ่อที่เมื่อรู้ว่าพ่อเสียก็ดูจะมายุ่งกับเราและสมบัติของเราเป็นพิเศษ เราอยากขอบคุณเพื่อนมากๆที่ช่วยเหลือเราขนาดนั้นแต่ตอนนั้นเรากำลังอ่อนแอและเสียใจไม่พร้อมที่จะสู้กับใคร มันจึงทำให้ดูเหมือนว่าเราไม่แคร์เพื่อนที่คอยห่วงใยเราแต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ท้ายที่สุดแล้วเราก็จำต้องไปอยู่กับญาติทางพ่อเราแบบไม่เต็มใจ พอยิ่งอยู่ไปนานๆเข้าเราก็รู้สึกว่าญาติทางพ่อไม่บริสุทธิ์ใจ ทั้งๆที่พ่อเราเขียนพินัยกรรมระบุไว้อย่างชัดเจนว่าสมบัติทั้งหมดนั้นต้องยกให้เรา แต่ญาติเรากีดกันทุกอย่าง ไม่ให้คืน ไม่ให้แม้กระทั่งเราจะขอดูพินัยกรรมตัวจริง มีแต่สำเนามาให้เรา ใจความหลักๆคือตอนเรายังไม่บรรลุนิติภาวะพ่อได้ให้อาคนนึงเป็นผู้จัดการมรดกจนกว่าเราจะบรรลุนิติภาวะซึ่งพ่อของเรามีพี่น้องทั้งหมด 12 คนรวมพ่อแล้ว และเราจะบอกว่าในพี่น้องของพ่อเรานั้นมีคนดีๆไม่กี่คน ซึ่งคนดีๆก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ เนื่องจากว่าเขาไม่มีอำนาจมากพอ  แต่เราบอกตรงๆว่าตอนนั้นเราไม่มีกะจิตกะใจอยากจะทำอะไรจริงๆ เรากำลังเสียใจ เราจึงไม่ได้สนใจมรดกในส่วนนี้เท่าไหร่ เมื่อเราเรียนจบมัธยม เราเอนท์ติดคณะสายการแพทย์มหาลัยแห่งหนึ่ง พ่ออยากให้เราเรียนคณะนี้ เราเองก็อยากเรียนสายการแพทย์อยู่แล้วจึงเลือกเรียน เราตั้งใจเรียนจนจบด้วยเงินที่พ่อทิ้งไว้ให้ซึ่งอาเราที่เป็นผู้จัดการมรดกเป็นคนส่งให้ และตอนนี้เราอายุได้ 22 ปี ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นไปตามที่พ่อได้ระบุไว้ในพินัยกรรมทุกประการ แต่ญาติทางพ่อเราก็ยังไม่ยอมให้เราคืนเหมือนเดิม เราไปคุยกับเขาดีๆว่าเราขอคืน เขาก็ไม่ให้ท่าเดียว ถ้าเราจะเอาคืนจริงๆเราก็คงต้องทำแบบเดียวกันกับกรณีของแม่เราคือต้องฟ้องร้องขึ้นศาล ซึ่งตอนนี้นับตั้งแต่พ่อเราเสียไปเราไม่ได้ติดต่ออะไรกับญาติทางแม่เราเลย แล้วพอพ่อเรามาเสียเราก็ต้องมาเจอเรื่องเดียวกันแบบนี้อีก เราไม่ใช่คนหิวเงินหรือกระหายในมรดกหรือว่าอะไร แต่เรานึกถึงสิ่งที่พ่อเคยบอกกับเราว่า พ่อกับแม่เหนื่อยยากลำบากหาเงินมาให้ก็เพื่อจะให้เราอยู่อย่างสบาย ไม่อยากให้ลูกลำบากให้รักษาเอาไว้ดีๆ นึกถึงความเหนื่อยยากลำบากของพ่อแม่เราแล้ว มันทำให้เราคิดว่าเรายอมให้คนพวกนั้นแย่งมรดกของพ่อเราไปไม่ได้จริงๆ
ณ ตอนนี้จริงๆเรื่องญาติทางแม่เรายังไม่จบ แต่เราปล่อยแล้ว และเรื่องญาติทางพ่อก็กำลังจะเริ่ม เพราะว่าเขาไม่ยอมจำนนต่อหลักฐานและคำพูดของคนที่เด็กกว่าอย่างเรา มันจึงกลายเป็นว่าเราต้องสู้กับพวกเขาด้วยตัวเราเพียงคนเดียว บอกตรงๆว่าเราเหนื่อยนะ เราแอบน้อยใจเราไม่มีพ่อกับแม่อยู่ด้วยเหมือนคนอื่นเขาแล้วเราต้องยังมาเจอกับเรื่องแบบนี้อีก ถึงแม้ว่าตอนนี้เรายังพอมีแฟน ครอบครัวแฟนและเพื่อนบางคนที่คอยอยู่ข้างๆเรา คอยเป็นกำลังใจให้เราแล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถทำอะไรกับของๆเราและคนพวกนั้นได้อยู่ดี มันจึงทำให้เรารู้สึกอัดอั้นมากๆที่เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย มันเหมือนว่าเราเก็บเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้คนเดียว เพราะถึงบอกถึงเล่าให้ใครฟัง เขาก็ไม่เข้าใจที่เราพูดจริงๆ เพราะว่าเขาไม่ได้มายืนอยู่ตรงจุดที่เรายืน เราไปเล่าให้คนอื่นฟัง เขายังคิดว่าเป็นละครเลย แต่เราอยากจะบอกว่ามันเป็นชีวิตจริงของเรา ที่คนในครอบครัวจากคนดีๆกลายเป็นไม่ดีไปได้ก็เพราะคำว่าทรัพย์สมบัติเงินทองเพียงคำเดียว
    จุดประสงค์ของเราที่มาตั้งกระทู้นี้ก็เพื่อเราอยากจะขอโทษเพื่อนที่เคยช่วยเราตอนนั้น เราขอโทษจริงๆ และมาบอกเล่าเรื่องปัญหาของเราคือเรื่องมรดกนี้ที่ยังไม่สามารถทำอะไรได้ เราจึงอยากมาระบายและขอคำแนะนำ รวมถึงเล่าเรื่องของเราเป็นอุทธาหรณ์ เผื่อว่าเรื่องของเราอาจจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย
    ขอบคุณที่ฟังเราระบายซะยืดยาว และขออภัยหากเราทำผิดพลาดประการใดก็ตามแต่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่