เกริ่นกันก่อนเลยว่าผมเองก็เป็นศิษย์เก่าที่ผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาด้านระบบรุ่นพี่รุ่นน้องของโรงเรียนจุฬาภรณ์มาเหมือนกัน แต่เป็นอีกโรงเรียนในเครือนี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่ผมจะพอเข้าใจถึงปัญหาเหล่านี้
เริ่มจากเรื่องราวเลยก็คือ มีคุณแม่ของน้องที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ เชียงราย ได้โพสต์ข้อความเรื่องเกี่ยวกับการที่ลูกของตนถูกข่มเหง ใช้กำลังเกินความจำเป็น และเรื่องอื่นๆ ซึ่งแน่นอนจากปฏิกิริยาตอบกลับของนักเรียนโรงเรียนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าแบ่งเป็นสองแนวคือ บอกว่ามีแต่คิดว่าควรต้องทนให้ได้ และ บอกปัดว่าอยู่มาไม่เคยเจอ ซึ่งแน่นอนทั้งสอบแนวทางปฎิกิริยาตอบกลับนี้เด็กทุกคนย่อมเอาเรื่องรักโรงเรียนมาปกป้องกันเป็นธรรมดา แต่ก็ตามสำนวน ความรักทำให้คนตาบอด เด็กหลายๆคนไม่เลือกที่จะเอาปัญหาออกมาพูดและแก้ไขกัน แต่พยายามยืนหยัดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้อง ซึ่งแน่นอนเป็นตามธรรมชาติที่คนเราจะต้องปกป้องสิ่งที่เรารักอยู่แล้วเป็นธรรมดา แล้วปัญหาแบบนี้มันจะแย่แค่ไหนกัน ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับปัญหานี้
ปัญหาระบบรุ่นพี่รุ่นน้องสร้างให้เด็กที่ถูกส่งออกมาในสังคมมีรูปแบบทางความคิดเชิงเชื่อมั่นในการเคารพผู้อาวุโสแบบสุดโต่งและห้ามแสดงความเห็นที่เป็นผลเสียแก่โรงเรียน แน่นอนสองแนวคิดนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องในสังคมปัจจุบัน คงไม่มีใครที่ชอบการที่ต้องมาเคารพผู้อาวุโสแบบสุดโต่ง ห้ามเถียง ห้ามพูดเห็นต่าง ทำได้แต่ก้มหน้ายอมรับว่าผิด และขอโทษไป และอีกเช่นกัน คงไม่มีใครชอบที่จะถูกบังคับให้แสดงความคิดเห็นได้ทางเดียว ห้ามแสดงความคิดเห็นเชิงผลเสียต่อองค์กร ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสองแนวคิดนี้ก่อให้เกิดปัญหาในสังคมไทยอยู่ส่วนหนึ่งเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงควรให้ความสำคัญกับปัญหานี้
แล้วปัญหาอยู่ที่ไหนละ? หลายคนอาจจะมองว่าปัญหานั้นอยู่ที่ตัวเด็ก แนวคิดของเด็ก เด็กนั่นแหละที่ผิด แต่เปล่าเลย เด็กก็คือเด็กครับ เด็กเหล่านี้ถูกสั่งสอนแบบนี้มาเรื่อยๆรุ่นต่อรุ่น เมื่อเด็กที่ทุกคนเปรียบว่าเป็นผ้าขาว เข้ามาสู่สังคมแบบนี้แน่นอน ความคิดของเขาย่อมเปลี่ยนไปตามสังคมรอบตัว นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ควรโยนปัญหาให้ตกที่เด็กอย่างเดียว แต่กลับกันนอกจากเด็กที่อยู่ในโรงเรียนแล้วเรายังเหลือคนอีกกลุ่มนึงก็คืออาจารย์ ทีนี้พวกท่านเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเรื่องราวแย่ๆแบบนี้ถึงเกิดขึ้นมาได้ มันไม่ผ่านหูผ่านตาของครูบาอาจารย์กันเลยหรอ นี่แหละครับ คือปัญหาที่แท้จริง
ผมเรียกมันว่า "การเลี้ยงนักเลงไว้ใช้งาน" ระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่พี่มีอำนาจการดูแลทุกคนในโรงเรียนที่ชั้นปีน้อยกว่า ก็เหมือนการที่รัฐให้อำนาจคนกลุ่มนึงดูแลคนที่อำนาจน้อยกว่า (ในที่นี้อำนาจกำหนดตามชั้นปีและอายุ) ไม่มีทางที่ปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้หากอาจารย์ในโรงเรียนหลายๆท่านช่วยกันป้องกัน แต่น่าเสียดายครับ ที่อาจารย์หลายๆท่านดันเห็นด้วยกับระบบแบบนี้ ซึ่งอาจารย์ท่านๆทั้งหลายครับ คือคนที่ให้สิทธิ์รุ่นพี่ใช้อำนาจได้ตามใจชอบตามกรอบของอาจารย์ แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับการให้อำนาจรุ่นพี่ละ? ประโยชน์ของมันก็คือ อาจารย์หลายๆท่านไม่ต้องลงมาดูแลเด็กโดยตรง เมื่อรุ่นน้องเชื่อฟังคำสั่งเป๊ะ ทุกอย่างก็เป็นไปตามความเรียบร้อย ง่าย สะดวก เพียงออกคำสั่งให้รุ่นพี่ดูแล อาจารย์ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย
อาจารย์หลายๆท่านที่เวลาเกิดปัญหา อาจารย์บางคนเลือกที่จะขอให้เด็กเงียบไว้ ไม่แพร่งพรายออกภายนอก หรือถ้าอ้างตามคำพูดของอาจารย์ก็คือ "หากมีเรื่องอะไรให้แจ้งครูก่อนไม่ต้องบอกผู้ปกครอง เดี๋ยวเรื่องมันจะใหญ่โตซะเปล่า" คำพูดเหล่านี้รวมกับการอ้างชื่อเสียงสถาบัน นี่แหละครับ คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยได้ยินเรื่องแบบนี้ออกมาสู่สังคมมากนัก เพราะตัวอาจารย์เองก็เลือกที่จะปกปิดเรื่องเหล่านี้ไว้นั้นเอง และอาจารย์ก็กลัวว่าปัญหาเหล่านี้เมื่อแพร่งพรายสู่ภายนอก ปัญหาจะวกกลับมาหาตัวอาจารย์เองซึ่งเป็นปัญหาที่คงไม่อยากให้เกิด
แล้ววิธีทางแก้ล่ะ หลายคนบอก ปัญหาแบบนี้ปล่อยไว้ก็ได้ เดี๋ยวสักวันก็มีคนดีๆมาแก้ ครับ ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น แย่เสียหน่อยที่ระบบนี้เองในทางกลับกันก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปลี่ยนรูปแบบความคิดของเด็กไปเรื่อยๆทุกวัน เพราะจากประสบการณ์ตรงของผม เมื่อเด็กใหม่ที่เหมือนน้ำใส ไม่รู้จักกับระบบและเข้ามาถูกใช้อำนาจจนไม่ชอบ แทนที่เด็กทุกคนจะร่วมกันเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อเด็กเหล่านี่เมื่อโตชั้นปีสูงขึ้น เด็กเหล่านี้จะได้รู้จักคำว่าอำนาจ ที่มาตามอายุซึ่งพวกเขาก็จะสนุกกับมัน และกลมกลืนไปจนเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าบอกว่าผมกล่าวขึ้นมาลอยๆเพื่อบลัฟโรงเรียนนี้หรือเปล่า ผมคิดว่าไม่ครับ เพราะผมสมัยตอนผมยังเรียนอยู่ ผมเห็นเพื่อนหลายคนที่บอกเกลียดไม่ชอบการถูกรุ่นพี่ใช้อำนาจ เมื่อตัวเองโตขึ้นกลับกลายเป็นคนที่มาใช้อำนาจนั่นแทน อย่างที่เขาว่ากัน "อำนาจหอมหวานปานน้ำผึ้ง" ก็คงจะจริงครับ
การแก้ปัญหาที่แท้จริง เหมือนเส้นผมบังภูเขา มันง่ายดายเพียงอาจารย์ทุกท่านช่วยกันตรวจสอบการใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นในโรงเรียน และลงโทษตามความเหมาะสม เพียงเท่านี้ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป แต่ก็คงยากครับ ก็ตามที่บอกอาจารย์หลายๆท่านเองก็ได้ประโยชน์จากระบบแบบนี้ ซึ่งก็อาจถึงตอนนี้เราก็อาจจะต้องให้ผู้มีอำนาจมากกว่าเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เช่น กระทรวงการศึกษา ซึ่งดูจะใหญ่ไป และหลายครั้งๆ กระทรวงนี้ไม่ค่อยได้แก้ปัญหาอะไรเสียเท่าไหร่ ในความเป็นจริง การที่ทุกท่านกำลังวิพากษ์วิจารณ์ปัญหานี้กันอยู่ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหานี้แล้ว เพียงแต่อย่าปล่อยให้ปัญหาที่เกิดตอนนี้แผ่วเบาไปกับกระแสสังคม ไม่ใช่เพื่อแค่โรงเรียนเอง ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเด็ก แต่เพื่อสังคมในวันข้างหน้าครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ
ปัญหารุ่นพี่รุ่นน้องในดราม่าจุฬาภรณ์ จากมุมมองศิษย์เก่า
เริ่มจากเรื่องราวเลยก็คือ มีคุณแม่ของน้องที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ เชียงราย ได้โพสต์ข้อความเรื่องเกี่ยวกับการที่ลูกของตนถูกข่มเหง ใช้กำลังเกินความจำเป็น และเรื่องอื่นๆ ซึ่งแน่นอนจากปฏิกิริยาตอบกลับของนักเรียนโรงเรียนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าแบ่งเป็นสองแนวคือ บอกว่ามีแต่คิดว่าควรต้องทนให้ได้ และ บอกปัดว่าอยู่มาไม่เคยเจอ ซึ่งแน่นอนทั้งสอบแนวทางปฎิกิริยาตอบกลับนี้เด็กทุกคนย่อมเอาเรื่องรักโรงเรียนมาปกป้องกันเป็นธรรมดา แต่ก็ตามสำนวน ความรักทำให้คนตาบอด เด็กหลายๆคนไม่เลือกที่จะเอาปัญหาออกมาพูดและแก้ไขกัน แต่พยายามยืนหยัดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้อง ซึ่งแน่นอนเป็นตามธรรมชาติที่คนเราจะต้องปกป้องสิ่งที่เรารักอยู่แล้วเป็นธรรมดา แล้วปัญหาแบบนี้มันจะแย่แค่ไหนกัน ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับปัญหานี้
ปัญหาระบบรุ่นพี่รุ่นน้องสร้างให้เด็กที่ถูกส่งออกมาในสังคมมีรูปแบบทางความคิดเชิงเชื่อมั่นในการเคารพผู้อาวุโสแบบสุดโต่งและห้ามแสดงความเห็นที่เป็นผลเสียแก่โรงเรียน แน่นอนสองแนวคิดนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องในสังคมปัจจุบัน คงไม่มีใครที่ชอบการที่ต้องมาเคารพผู้อาวุโสแบบสุดโต่ง ห้ามเถียง ห้ามพูดเห็นต่าง ทำได้แต่ก้มหน้ายอมรับว่าผิด และขอโทษไป และอีกเช่นกัน คงไม่มีใครชอบที่จะถูกบังคับให้แสดงความคิดเห็นได้ทางเดียว ห้ามแสดงความคิดเห็นเชิงผลเสียต่อองค์กร ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสองแนวคิดนี้ก่อให้เกิดปัญหาในสังคมไทยอยู่ส่วนหนึ่งเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงควรให้ความสำคัญกับปัญหานี้
แล้วปัญหาอยู่ที่ไหนละ? หลายคนอาจจะมองว่าปัญหานั้นอยู่ที่ตัวเด็ก แนวคิดของเด็ก เด็กนั่นแหละที่ผิด แต่เปล่าเลย เด็กก็คือเด็กครับ เด็กเหล่านี้ถูกสั่งสอนแบบนี้มาเรื่อยๆรุ่นต่อรุ่น เมื่อเด็กที่ทุกคนเปรียบว่าเป็นผ้าขาว เข้ามาสู่สังคมแบบนี้แน่นอน ความคิดของเขาย่อมเปลี่ยนไปตามสังคมรอบตัว นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงไม่ควรโยนปัญหาให้ตกที่เด็กอย่างเดียว แต่กลับกันนอกจากเด็กที่อยู่ในโรงเรียนแล้วเรายังเหลือคนอีกกลุ่มนึงก็คืออาจารย์ ทีนี้พวกท่านเคยสงสัยไหมว่า ทำไมเรื่องราวแย่ๆแบบนี้ถึงเกิดขึ้นมาได้ มันไม่ผ่านหูผ่านตาของครูบาอาจารย์กันเลยหรอ นี่แหละครับ คือปัญหาที่แท้จริง
ผมเรียกมันว่า "การเลี้ยงนักเลงไว้ใช้งาน" ระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่พี่มีอำนาจการดูแลทุกคนในโรงเรียนที่ชั้นปีน้อยกว่า ก็เหมือนการที่รัฐให้อำนาจคนกลุ่มนึงดูแลคนที่อำนาจน้อยกว่า (ในที่นี้อำนาจกำหนดตามชั้นปีและอายุ) ไม่มีทางที่ปัญหาเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้หากอาจารย์ในโรงเรียนหลายๆท่านช่วยกันป้องกัน แต่น่าเสียดายครับ ที่อาจารย์หลายๆท่านดันเห็นด้วยกับระบบแบบนี้ ซึ่งอาจารย์ท่านๆทั้งหลายครับ คือคนที่ให้สิทธิ์รุ่นพี่ใช้อำนาจได้ตามใจชอบตามกรอบของอาจารย์ แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับการให้อำนาจรุ่นพี่ละ? ประโยชน์ของมันก็คือ อาจารย์หลายๆท่านไม่ต้องลงมาดูแลเด็กโดยตรง เมื่อรุ่นน้องเชื่อฟังคำสั่งเป๊ะ ทุกอย่างก็เป็นไปตามความเรียบร้อย ง่าย สะดวก เพียงออกคำสั่งให้รุ่นพี่ดูแล อาจารย์ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย
อาจารย์หลายๆท่านที่เวลาเกิดปัญหา อาจารย์บางคนเลือกที่จะขอให้เด็กเงียบไว้ ไม่แพร่งพรายออกภายนอก หรือถ้าอ้างตามคำพูดของอาจารย์ก็คือ "หากมีเรื่องอะไรให้แจ้งครูก่อนไม่ต้องบอกผู้ปกครอง เดี๋ยวเรื่องมันจะใหญ่โตซะเปล่า" คำพูดเหล่านี้รวมกับการอ้างชื่อเสียงสถาบัน นี่แหละครับ คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยได้ยินเรื่องแบบนี้ออกมาสู่สังคมมากนัก เพราะตัวอาจารย์เองก็เลือกที่จะปกปิดเรื่องเหล่านี้ไว้นั้นเอง และอาจารย์ก็กลัวว่าปัญหาเหล่านี้เมื่อแพร่งพรายสู่ภายนอก ปัญหาจะวกกลับมาหาตัวอาจารย์เองซึ่งเป็นปัญหาที่คงไม่อยากให้เกิด
แล้ววิธีทางแก้ล่ะ หลายคนบอก ปัญหาแบบนี้ปล่อยไว้ก็ได้ เดี๋ยวสักวันก็มีคนดีๆมาแก้ ครับ ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น แย่เสียหน่อยที่ระบบนี้เองในทางกลับกันก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปลี่ยนรูปแบบความคิดของเด็กไปเรื่อยๆทุกวัน เพราะจากประสบการณ์ตรงของผม เมื่อเด็กใหม่ที่เหมือนน้ำใส ไม่รู้จักกับระบบและเข้ามาถูกใช้อำนาจจนไม่ชอบ แทนที่เด็กทุกคนจะร่วมกันเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อเด็กเหล่านี่เมื่อโตชั้นปีสูงขึ้น เด็กเหล่านี้จะได้รู้จักคำว่าอำนาจ ที่มาตามอายุซึ่งพวกเขาก็จะสนุกกับมัน และกลมกลืนไปจนเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าบอกว่าผมกล่าวขึ้นมาลอยๆเพื่อบลัฟโรงเรียนนี้หรือเปล่า ผมคิดว่าไม่ครับ เพราะผมสมัยตอนผมยังเรียนอยู่ ผมเห็นเพื่อนหลายคนที่บอกเกลียดไม่ชอบการถูกรุ่นพี่ใช้อำนาจ เมื่อตัวเองโตขึ้นกลับกลายเป็นคนที่มาใช้อำนาจนั่นแทน อย่างที่เขาว่ากัน "อำนาจหอมหวานปานน้ำผึ้ง" ก็คงจะจริงครับ
การแก้ปัญหาที่แท้จริง เหมือนเส้นผมบังภูเขา มันง่ายดายเพียงอาจารย์ทุกท่านช่วยกันตรวจสอบการใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นในโรงเรียน และลงโทษตามความเหมาะสม เพียงเท่านี้ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป แต่ก็คงยากครับ ก็ตามที่บอกอาจารย์หลายๆท่านเองก็ได้ประโยชน์จากระบบแบบนี้ ซึ่งก็อาจถึงตอนนี้เราก็อาจจะต้องให้ผู้มีอำนาจมากกว่าเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เช่น กระทรวงการศึกษา ซึ่งดูจะใหญ่ไป และหลายครั้งๆ กระทรวงนี้ไม่ค่อยได้แก้ปัญหาอะไรเสียเท่าไหร่ ในความเป็นจริง การที่ทุกท่านกำลังวิพากษ์วิจารณ์ปัญหานี้กันอยู่ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหานี้แล้ว เพียงแต่อย่าปล่อยให้ปัญหาที่เกิดตอนนี้แผ่วเบาไปกับกระแสสังคม ไม่ใช่เพื่อแค่โรงเรียนเอง ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเด็ก แต่เพื่อสังคมในวันข้างหน้าครับ
ขอบคุณที่อ่านครับ