http://www.komchadluek.net/detail/20150924/213981.html
ศาลฎีกา พิพากษายืน จำคุก 6 เดือน ปรับคนละ 5 หมื่น 'สนธิ - สโรชา' จัดรายการปี 49 หมิ่น 'ดามาพงศ์' พาดพิงขายหุ้นชินคอร์ป ขณะที่โทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี
24 ก.ย. 58 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.550/2549 ที่ พล.ร.ท.เกียรติศักดิ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ เครือญาติคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) , น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ซึ่งเคยดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร , บริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการายวัน , น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ บ.แมเนเจอร์ฯ , นายขุนทอง ลอเสรีวานิช ผู้จัดทำเว็บไซต์ผู้จัดการ , บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด ผู้ผลิตรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร , นายศุภชัย วงศ์วรเศรษฐ์ (โจทก์ได้ถอนฟ้องแล้ว ) , นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล , นายพชร สมุทรวณิช ซึ่งเป็นกรรมการบริหาร บ.ไทยเดย์ฯ และนายปัญจภัทร์ อังคสุวรรณ ผู้ควบคุมดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1 - 10 ในความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่น และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 , 332 , 393 กรณีเมื่อวันที่ 24 ม.ค. - 4 ก.พ. 49 นายสนธิ ได้กล่าวปราศรัย ผ่านการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ที่ได้มีการถ่ายทอดออกอากาศ ผ่านสถานีโทรทัศน์ ASTV ช่องนิวส์ 1 และมีการตีพิมพ์เผยแพร่ข้อความ นสพ.ผู้จัดการรายวัน รวมทั้งเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยจำเลยได้กล่าววิจารณ์ การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ด้วยถ้อยคำลักษณะ ใส่ร้ายบุคคลในตระกูลดามาพงศ์ ให้ได้รับความเสียหาย
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 50 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่า คำเบิกความพยานโจทก์มีความคลาดเคลื่อน จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย และไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ
ต่อมาโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 54 ว่า แม้ไม่มีชื่อโจทก์ แต่การที่กล่าวชื่อตระกูล ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจไปได้ว่าหมายถึงตระกูลโจทก์ จึงเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งข้อความดังกล่าวยังเป็นความหมายในทางลบ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าการกระทำของตระกูลโจทก์กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากจะมีการดำเนินการใด ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่หน้าที่จำเลยจะมาตัดสิน ดังนั้น จึงไม่ใช่การเสนอข้อเท็จจริงโดยสุจริต จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 , 2 , 3 , 5 , 6 และ 10 กระทำผิดตามมาตรา 326 , 328 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 , 2 , 5 และ 10 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี
ส่วน บมจ.แมเนเจอร์ฯ ผู้จัดทำ นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และ บ.ไทยเดย์ฯ ผู้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ฯ จำเลยที่ 6 ให้ปรับรายละ 50,000 บาท และให้จำเลย ร่วมกันลงตีพิมพ์คำพิพากษาลงใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 7 วันต่อเนื่องกัน
ขณะที่ น.ส.เสาวลักษณ์ จำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้บริหารแผนฯ ของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ ย่อมไม่มีส่วนกระทำผิด จึงให้ยกฟ้องเช่นเดียวกับนายจิตตินาถ และนายพชร จำเลยที่ 8 - 9 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ามีส่วนร่วมกระทำผิดอย่างไร
ต่อมาจำเลยที่ 1 , 2 , 3 , 5 , 6 และ 10 ยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้อง
ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า แม้ข้อความที่พาดหัวข่าวใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ผู้จัดการ จะกล่าวถึง ตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาข่าวนั้นไม่ได้หมายถึงคนของตระกูลดังกล่าวทั้งหมด จึงยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของ บมจ.แมเนเจอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของ นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และนายขุนทอง ผู้จัดทำเว็บไซต์ จำเลย ที่ 5 จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ดังนั้นจึงพิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และ 5
แต่ในส่วนคำปราศรัยของนายสนธิ จำเลยที่ 1 คำว่า "โกงทั้งโคตร" ย่อมหมายถึงทุกคนที่อยู่ในตระกูลดามาพงศ์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงพิพากษาว่า การกระทำของนายสนธิ จำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ตาม ม.326 และ 328
ส่วน น.ส.สโรชา จำเลย 2 ก็ได้อยู่ร่วมเวทีการปราศรัยกับนายสนธิ จำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จึงกระทำผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 6 และที่ 10 ที่ได้เผยแพร่ข้อความการปราศรัยดังกล่าวด้วย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำเลยในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลยที่ 1 , 2 และ 10 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี ส่วนบริษัท จำเลยที่ 6 ให้ปรับ 50,000 บาท
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 6 เดือน คดีหมิ่นตระกูล ดามาพงษ์ ทุจริตซื้อขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี
ศาลฎีกา พิพากษายืน จำคุก 6 เดือน ปรับคนละ 5 หมื่น 'สนธิ - สโรชา' จัดรายการปี 49 หมิ่น 'ดามาพงศ์' พาดพิงขายหุ้นชินคอร์ป ขณะที่โทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี
24 ก.ย. 58 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.550/2549 ที่ พล.ร.ท.เกียรติศักดิ์ ดามาพงศ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ เครือญาติคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) , น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ซึ่งเคยดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร , บริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการายวัน , น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ บ.แมเนเจอร์ฯ , นายขุนทอง ลอเสรีวานิช ผู้จัดทำเว็บไซต์ผู้จัดการ , บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด ผู้ผลิตรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร , นายศุภชัย วงศ์วรเศรษฐ์ (โจทก์ได้ถอนฟ้องแล้ว ) , นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล , นายพชร สมุทรวณิช ซึ่งเป็นกรรมการบริหาร บ.ไทยเดย์ฯ และนายปัญจภัทร์ อังคสุวรรณ ผู้ควบคุมดูแลเว็บไซต์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1 - 10 ในความผิดฐานร่วมกันดูหมิ่น และหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 , 332 , 393 กรณีเมื่อวันที่ 24 ม.ค. - 4 ก.พ. 49 นายสนธิ ได้กล่าวปราศรัย ผ่านการจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ที่ได้มีการถ่ายทอดออกอากาศ ผ่านสถานีโทรทัศน์ ASTV ช่องนิวส์ 1 และมีการตีพิมพ์เผยแพร่ข้อความ นสพ.ผู้จัดการรายวัน รวมทั้งเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยจำเลยได้กล่าววิจารณ์ การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ด้วยถ้อยคำลักษณะ ใส่ร้ายบุคคลในตระกูลดามาพงศ์ ให้ได้รับความเสียหาย
โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 50 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่า คำเบิกความพยานโจทก์มีความคลาดเคลื่อน จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย และไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ
ต่อมาโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 54 ว่า แม้ไม่มีชื่อโจทก์ แต่การที่กล่าวชื่อตระกูล ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจไปได้ว่าหมายถึงตระกูลโจทก์ จึงเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งข้อความดังกล่าวยังเป็นความหมายในทางลบ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าการกระทำของตระกูลโจทก์กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหากจะมีการดำเนินการใด ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่หน้าที่จำเลยจะมาตัดสิน ดังนั้น จึงไม่ใช่การเสนอข้อเท็จจริงโดยสุจริต จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 , 2 , 3 , 5 , 6 และ 10 กระทำผิดตามมาตรา 326 , 328 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 , 2 , 5 และ 10 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี
ส่วน บมจ.แมเนเจอร์ฯ ผู้จัดทำ นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และ บ.ไทยเดย์ฯ ผู้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ฯ จำเลยที่ 6 ให้ปรับรายละ 50,000 บาท และให้จำเลย ร่วมกันลงตีพิมพ์คำพิพากษาลงใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 7 วันต่อเนื่องกัน
ขณะที่ น.ส.เสาวลักษณ์ จำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้บริหารแผนฯ ของ บมจ.แมเนเจอร์ฯ ย่อมไม่มีส่วนกระทำผิด จึงให้ยกฟ้องเช่นเดียวกับนายจิตตินาถ และนายพชร จำเลยที่ 8 - 9 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ามีส่วนร่วมกระทำผิดอย่างไร
ต่อมาจำเลยที่ 1 , 2 , 3 , 5 , 6 และ 10 ยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้อง
ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า แม้ข้อความที่พาดหัวข่าวใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน และเว็บไซต์ผู้จัดการ จะกล่าวถึง ตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาข่าวนั้นไม่ได้หมายถึงคนของตระกูลดังกล่าวทั้งหมด จึงยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของ บมจ.แมเนเจอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของ นสพ.ผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และนายขุนทอง ผู้จัดทำเว็บไซต์ จำเลย ที่ 5 จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ดังนั้นจึงพิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และ 5
แต่ในส่วนคำปราศรัยของนายสนธิ จำเลยที่ 1 คำว่า "โกงทั้งโคตร" ย่อมหมายถึงทุกคนที่อยู่ในตระกูลดามาพงศ์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงพิพากษาว่า การกระทำของนายสนธิ จำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทฯ ตาม ม.326 และ 328
ส่วน น.ส.สโรชา จำเลย 2 ก็ได้อยู่ร่วมเวทีการปราศรัยกับนายสนธิ จำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จึงกระทำผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 6 และที่ 10 ที่ได้เผยแพร่ข้อความการปราศรัยดังกล่าวด้วย ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำเลยในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลยที่ 1 , 2 และ 10 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี ส่วนบริษัท จำเลยที่ 6 ให้ปรับ 50,000 บาท