คุณได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศจาก “Show Me the Money 4” ผลที่ออกมาเหมือนกับที่คาดไว้เมื่อตอนเริ่มแข่งมั้ย หมายถึงตำแหน่งที่ได้กับผู้ชนะ?
ผมไม่ได้คิดไว้ว่าตัวเองจะได้ที่เท่าไหร่ แต่ถ้าพูดกันตามตรงผมคิดว่าผมคงไปถึงรอบชิงได้ ในเมื่อผมมีความมั่นใจเวลาอยู่บนเวทีผมเลยมั่นใจว่าต้องไปถึงรอบชิงได้แน่ ผมไม่คิดว่ามันจะยากอะไรขนาดนั้น แต่พอผ่านรอบแรกมาความคิดผมก็เปลี่ยนไป ผมคิดว่า “อ่า! การจะผ่านเข้ารอบมันก็ยากเหมือนกันนะ” ผมเลยฝึกและเตรียมตัวหนักขึ้น ผมติดรอบสิบคนแล้วก็ไปถึงรอบชิงชนะเลิศในพริบตาเดียว
ได้ข่าวว่าเกิดอาการนอนไม่หลับ?
เมื่อคนเราจู่ๆก็ยุ่งมากๆหรือมีเรื่องให้คิดเยอะๆก็จะนอนไม่หลับ ผมต้องเจอกับภาระที่หนักอึ้งและความกดดันที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต และผมว่าผมคิดมากและเป็นกังวลมากที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลย ปกติแล้วผมหลับทันทีที่หัวถึงหมอนแต่ตั้งแต่เริ่มอัดรายการผมกลับนอนไม่หลับแม้แต่ตอนที่อยากหลับ
เราคิดว่าถึงแแม้ว่าซงมิโนจะทำได้ดีมากๆแต่เค้าคงไม่สามารถชนะได้ คนทั่วไปจะคิดยังไงถ้าผู้ชนะมาจากYGหลังจากที่บ๊อบบี้ชนะไปแล้วตอนซีซั่น3?
ผมคงโกหกถ้าบอกว่าผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าผมจะไม่ชนะแต่ผมก็กังวลในสิ่งที่จะได้ยินถ้าผมชนะ เพราะฉนั้นผมเลยอยากที่จะโชว์ด้านที่เจ๋งๆบนเวทีมากกว่าที่จะโลภอยากชนะ ผมเลยคิดแค่เรื่องที่จะแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองบนเวที
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ชนะ แต่“Fear”ก็เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดจาก“Show Me the Money 4” มันสดใหม่ดีที่เห็นคำพูดที่แสดงถึงความอ่อนแอจากหัวใจท่ามกลางเนื้อแรพที่คอยบอกว่าตัวเองแกร่งแค่ไหนหรือเจ๋งที่สุดยังไง
มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริงที่ผมมีในช่วงที่ถ่ายทำ “Show Me the Money 4” ผมหลงติดอยู่กับความคิดผิดๆที่อยากจะเขียนเนื้อที่แรงๆในช่วงที่เตรียมตัวสำหรับรายการ ผมคิดถึงแค่การปลดเปลื้องความสนใจ ความคาดหวัง ความกดดัน และสายตาที่จ้องมองมาที่ผมจากหลังแว่นดำ เมื่อผมเขียนเนื้อไปเรื่อยๆ ความหมกมุ่นมันเริ่มรุนแรงขึ้นและผมก็ติดกับอยู่ในวังวนของตัวเอง จนสุดท้ายผมก็เขียนเนื้อแรพที่มันล้ำเส้นและผมก็เสียใจอย่างที่สุด ในช่วงที่ได้รับการโจมตีอย่างหนักจากคำตำหนิติเตียน ผมอยากจะเขียนถึงความรู้สึกที่แท้จริงในช่วงเวลานั้น ในรอบเซมิไฟนอลผมสามารถแสดงถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้ ผมเลยไม่อยากจะมาพูดว่า “ผมแกร่ง ผมเจ๋ง คนอื่นมันโง่เง่า” โดยเฉพาะในเมื่อมันมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้แบ่งปันเรื่องราวที่แท้จริงของตัวเอง ผมเลยบอกเล่าเรื่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องเครียดอะไร
อย่างที่คุณพูดเรื่องล้ำเส้น มันมีการถกเถียงกันเรื่องเนื้อแรพของคุณ
เนื้อแรพประโยคนั้นเป็นหนึ่งในประโยคที่ผมเขียนตอนช่วงที่เตรียมตัวก่อนจะเริ่มถ่ายรายการ ผมคิดว่าผมเขียนเนื้อแรพเป็นร้อยประโยคในช่วงสามอาทิตย์ก่อนรอบแรก แรปเปอร์ที่แรพอยู่ตลอดจะมีเนื้อแรพเจ๋งๆที่เป็นเหมือนกระสุนอยู่เยอะแยะ แต่เพราะจนถึงช่วงนั้นผมเขียนแต่เพลงสำหรับกระแสหลักผมเลยค่อนข้างจะร้อนรน ผมคิดว่าผมต้องเขียนมากกว่าผู้เข้าแข่งคนอื่นเป็นสองสามเท่า ผมเลยโหลดทำนองเพลงไว้ในสตูดิโอ และไม่ว่าจะเพลงแนวไหนธีมไหนผมก็จะเขียนเนื้อไปเรื่อยๆ จนเมื่อชีวิตแบบนี้มันดำเนินไปซ้ำๆ ผมคิดว่าผมเลยเหมือนสะกดจิตตัวเองว่า ต้องแกร่งกว่านี้ ต้องแรงกว่านี้ จะได้ชนะผู้เข้าแข่งขันเจ๋งๆที่มาแข่งได้ ในช่วงนั้นดุลพินิจของผมมันไม่ดีเท่าที่ควร แม้แต่ตอนที่แรพประโยคนั้นออกมา ผมก็ยังไม่รู้สึกถึงความผิดของตัวเอง การที่ผมไม่สามารถคิดได้ด้วยตัวเองมันก็เป็นปัญหาแล้ว ผมเองก็ไม่มีสติมากพอที่จะใคร่ครวญถึงเรื่องนี้อย่างดีพอ จนหลังจากออกอากาศไปและเห็นการตอบรับจากประชาชนผมถึงคิดได้ เมื่อผมถูกด่าว่าและวิจารณ์จากผู้คน ผมถึงสามารถก้าวออกจากความหมกมุ่นที่ผมสร้างไว้เองได้
คุณคงมีความรู้สึกมากมายปะปนกันในช่วงเวลาที่ถูกวิจารณ์และออกมาขอโทษ
ผมอยากจะเขียนเนื้อเพลงที่ดีมากๆเสมอๆ ผมทำงานอย่างหนักแม้กระทั่งตอนนี้และผมเคยเชื่อว่าจุดแข็งของผมคือเนื้อเพลง แต่หลังจากหตุการณ์นี้ ผมเลยระมัดระวังมากขึ้นในการเขียนเนื้อเพลง ผมคือนักร้องกระแสหลัก ผมมีแฟนๆที่อายุน้อยและแฟนผู้หญิงมากมาย และผมรู้สึกอย่างลึกซึ้งไปถึงกระดูกว่านี่เป็นสิ่งที่ผมต้องใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ผมคิดว่าผมต้องยอมรับโอกาสนี้ที่จะเติบโตเป็นนักร้องและแรปเปอร์กระแสหลักที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น
ในเพลง “Fear” เสียงของแทยังและการแรพของคุณมันสร้างผลกระทบได้มากเลย
แม้แต่ก่อนที่จะเขียนเนื้อเพลงเสร็จ ผมคิดหนักมากว่าผมควรขอให้ใครมาช่วยร้องให้ดี ผมขอให้จุนฮเว(iKON)และพี่Koonta(Rude Paper)มาช่วยร้องไกด์ให้ด้วย หลังจากฟังแล้วผมคิดได้ว่าเสียงที่หมดจดเหมาะกับเพลงนี้ที่สุด และเสียงเดียวที่ผมคิดถึงก็คือแทยังฮยอง ผมลองถามเผื่อพี่เค้าจะตกลง และหลังจากที่ฟังเพลงแล้วพี่เค้าก็ตกลงด้วยความยินดี ผมรู้สึกขอบคุณมากที่พี่เค้ายอมสละเวลามาให้ถึงแม้ว่าจะยุ่งอยู่กับการถ่ายทำ“Infinity Challenge” และเมื่อได้ฟังเพลงหลังจากเสร็จแล้ว ผมรู้สึกพอใจอย่างไม่น่าเชื่อ
ยังไงการมาร่วมfeaturingในเพลงของแทยังก็เป็นดาบสองคม พร้อมๆกับความสำเร็จของเพลง คนก็วิจารณ์ด้วยว่า “เอาแทยังมาfeaturingแบบนี้มันโกงนี่นา” “ไหนบอกเองว่าเอาป้ายYGออกแล้ว”
ใช่ครับ ผมคิดว่าการที่คนมีปฏิกิริยาแบบนั้นก็ไม่แปลก ผมแรพเองว่า “ไม่มีป้ายYGติดหลัง” แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าผมมาจากYG ผมหวังว่าคนจะมองว่ามันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของผม ผมสัญญาที่จะโชว์ให้เห็นถึงซงมิโนที่ไม่ใช่นักร้องสังกัดYG ไม่ใช่เมมเบอร์ของWINNER ซึ่งจริงๆแล้วมันก็มีนักร้องคนอื่นอีกที่สามารถมาfeatให้ได้ แต่ผมคิดถึงการสร้างสรรค์เพลงให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงที่ดังอยู่ในหัวตลอดเวลาคือเสียงของแทยังฮยอง มันก็เป็นธรรมดาที่คนจะมองว่าผมได้เปรียบที่ได้แทยังจากบิ๊กแบงมาfeatให้ แต่ผมก็แค่คิดว่าเพลงมันดีคนก็ต้องมองเห็นและสัมผัสได้ มันยากที่จะยอมปล่อยมือจากาพรวมที่ผมต้องการในฐานะที่เป็นคนทำเพลง แบล็คนัทเองก็ไม่ใช่คู่แข่งที่อ่อนด้อยอะไร เพราะฉนั้นผมเลยไม่มีทางเลือกนอกจากเลือกทางที่เพลงจะออกมาดีที่สุด ผมอยากชนะมาก อยากให้เพลงออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ และเพื่อตอบสนองความพอใจของตัวเอง ผมเลยเลือกเช่นนั้น
มันน่าจดจำดีที่เห็นคุณยังสามารถหัวเราะได้เมื่อได้ยินแบล็คนัทแรพโจมตีคุณ“ยังไงซงมิโนก็ต้องชนะอยู่แล้ว” ตอนที่ได้ยินครั้งแรกรู้สึกยังไงและคุณทนมันได้ยังไง?
ตอนแบล็คนัทฮยองแรพครั้งแรกตอนรอบที่สอง ผมก็คิดว่า “ฮึ? ก็ตลกดีนะ” เพราะผมเตรียมใจมาแล้วว่าคนต้องพุ่งเป้ามาที่ผมและพยายามดึงผมให้ต่ำลง ผมก็แค่คิดว่าผมก็แค่ทำในส่วนของตัวเองไป แต่พอผ่านไปจนถึงครึ่งหลังของรายการ หลายคนก็ยังเอามาพูดซ้ำๆ ผมก็เลยโกรธนิดหน่อย ถูกเอามาพูดถึงเหมือนเป็นคำติดปากและเหมือนถูกตราหน้า มันทำให้ความพยายามทุกอย่างของผมไม่มีค่าเพราะประโยคนั้นประโยคเดียว แน่นอนว่าทุกคนไม่มีอะไรผิดใจกันแล้ว ไม่มีใครจาก “Show Me the Money 4”ที่มีเรื่องบาดหมางกัน ถึงแม้ว่าอาจจะมีการเข้าใจผิดกันบ้างแต่ทุกอย่างก็คลี่คลายหมดแล้ว
คุณได้ใช้เวลากับนักดนตรีที่โดดเด่นในวงการฮิปฮอป รู้สึกยังไงและได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
ผมได้เจอกับพี่ๆที่ไม่สามารถเจอกันนานแล้ว ได้พูดคุยกับนักดนตรีที่ไม่รู้จักและได้แข่งกัน ทำให้สเปคตรัมในตัวผมมันกว้างขึ้น พวกเขาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทั้งทางด้านดนตรีและความเป็นมนุษย์
ในการแข่งขันอย่าง “WIN” หรือ “Show Me the Money4” ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองและพยายามเอาชนะ คุณต้องเครียดมากแน่ๆ อะไรที่ทำให้สามารถทำออกมาได้ดีแม้แต่ในสถานการณ์แบบนี้?
เท็ดดี้ฮยองเคยบอกผมว่า “สุดท้ายแล้วไม่ว่ายังไงวันของนายก็ยังเหมือนเดิม” ต่อให้ผมจมอยู่กับช่วงเวลาที่ยากลำบากและเป็นทุกข์ไปกับมัน วันของผมก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ซึ่งผมว่ามันจริง จากนั้นมาผมพยายามที่จะเอาเรื่องพวกนี้ออกจากหัวให้ได้มากที่สุด มันยากที่จะอธิบาย แต่การจมอยู่กับสถานการณ์แย่ๆมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา
อีกเรื่องคือ การพบกันของซงมิโนกับจิโค่ ทั้งคู่ต่างเคยฝันที่จะเดบิวท์ในกรุ๊ปเดียวกันการทำงานร่วมกับจิโค่เป็นยังไงบ้างในฐานะเพื่อน เพื่อนร่วมงาน และโปรดิวเซอร์?
ผมต้องยอมรับว่าผมมีความสุขมากเลย หลังจากที่เราถูกแยกไปอยู่คนละวงกัน เราก็ยังติดต่อกันอยู่เสมออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เรารู้จักกันดีเกินไป เรามีอิทธิพลต่อกันและกันในเรื่องดนตรีเป็นอย่างมาก ผมอยากทำงานกับเค้าอยู่เสมอเพราะรสนิยมของเราคล้ายกันทั้งเรื่องแฟชั่น เพลง การเต้น และเพราะโอกาสนี้ ผมเลยได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ความหวังของเราทั้งคู่เป็นจริง จริงๆแล้วมันก็มีอีกหลายอย่างที่อยากทำร่วมกันแต่ผมก็แค่มีความสุขที่เราได้ทำในสิ่งที่รักร่วมกันบนเวที
เราจะได้เห็นพวกคุณทำอะไรร่วมกันอีกมั้ย?
ถ้าบริษัทของผมอนุญาติ ผมก็อยากทำอะไรก็ได้อย่างแน่นอน ผมมั่นใจว่าแฟนๆของผมก็คงชอบเหมือนกัน
มีแรปเปอร์หรือนักดนตรีคนไหนที่อยากร่วมงานด้วยอีกมั้ย?
โอฮยอกจากวงฮยอกโอครับ เราเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนแล้ว ผมให้เค้ามาช่วยถ่ายเอ็มวี “I’m Him” เค้าต้องรอทั้งวันเผื่อโผล่ออกมาแค่0.3วิ แต่ตอนนี้เค้าดังมากๆเลย.. ถ้าผมทำอะไรกับเค้าอีกตอนนี้ มันจะดูตามกระแสไปมั้ยนะ?
เราจะได้เห็นแรปเปอร์มิโนอีกในอนาคตมั้ย?
ผมเตรียมพร้อมที่จะคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาอยู่แล้ว ผมจะโชว์ด้านที่เจ๋งกว่านี้ ด้านที่จะบดขยี้ทุกสิ่ง
ที่มา : W Korea
ENG : chrissy96_
[KPOP] บทสัมภาษณ์MinoจากW Korea เรื่องเนื้อแรพที่เป็นข่าว รายการSMTM การร่วมงานกับแทยังและอื่นๆ
คุณได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศจาก “Show Me the Money 4” ผลที่ออกมาเหมือนกับที่คาดไว้เมื่อตอนเริ่มแข่งมั้ย หมายถึงตำแหน่งที่ได้กับผู้ชนะ?
ผมไม่ได้คิดไว้ว่าตัวเองจะได้ที่เท่าไหร่ แต่ถ้าพูดกันตามตรงผมคิดว่าผมคงไปถึงรอบชิงได้ ในเมื่อผมมีความมั่นใจเวลาอยู่บนเวทีผมเลยมั่นใจว่าต้องไปถึงรอบชิงได้แน่ ผมไม่คิดว่ามันจะยากอะไรขนาดนั้น แต่พอผ่านรอบแรกมาความคิดผมก็เปลี่ยนไป ผมคิดว่า “อ่า! การจะผ่านเข้ารอบมันก็ยากเหมือนกันนะ” ผมเลยฝึกและเตรียมตัวหนักขึ้น ผมติดรอบสิบคนแล้วก็ไปถึงรอบชิงชนะเลิศในพริบตาเดียว
ได้ข่าวว่าเกิดอาการนอนไม่หลับ?
เมื่อคนเราจู่ๆก็ยุ่งมากๆหรือมีเรื่องให้คิดเยอะๆก็จะนอนไม่หลับ ผมต้องเจอกับภาระที่หนักอึ้งและความกดดันที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต และผมว่าผมคิดมากและเป็นกังวลมากที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลย ปกติแล้วผมหลับทันทีที่หัวถึงหมอนแต่ตั้งแต่เริ่มอัดรายการผมกลับนอนไม่หลับแม้แต่ตอนที่อยากหลับ
เราคิดว่าถึงแแม้ว่าซงมิโนจะทำได้ดีมากๆแต่เค้าคงไม่สามารถชนะได้ คนทั่วไปจะคิดยังไงถ้าผู้ชนะมาจากYGหลังจากที่บ๊อบบี้ชนะไปแล้วตอนซีซั่น3?
ผมคงโกหกถ้าบอกว่าผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย สุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าผมจะไม่ชนะแต่ผมก็กังวลในสิ่งที่จะได้ยินถ้าผมชนะ เพราะฉนั้นผมเลยอยากที่จะโชว์ด้านที่เจ๋งๆบนเวทีมากกว่าที่จะโลภอยากชนะ ผมเลยคิดแค่เรื่องที่จะแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองบนเวที
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ชนะ แต่“Fear”ก็เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดจาก“Show Me the Money 4” มันสดใหม่ดีที่เห็นคำพูดที่แสดงถึงความอ่อนแอจากหัวใจท่ามกลางเนื้อแรพที่คอยบอกว่าตัวเองแกร่งแค่ไหนหรือเจ๋งที่สุดยังไง
มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แท้จริงที่ผมมีในช่วงที่ถ่ายทำ “Show Me the Money 4” ผมหลงติดอยู่กับความคิดผิดๆที่อยากจะเขียนเนื้อที่แรงๆในช่วงที่เตรียมตัวสำหรับรายการ ผมคิดถึงแค่การปลดเปลื้องความสนใจ ความคาดหวัง ความกดดัน และสายตาที่จ้องมองมาที่ผมจากหลังแว่นดำ เมื่อผมเขียนเนื้อไปเรื่อยๆ ความหมกมุ่นมันเริ่มรุนแรงขึ้นและผมก็ติดกับอยู่ในวังวนของตัวเอง จนสุดท้ายผมก็เขียนเนื้อแรพที่มันล้ำเส้นและผมก็เสียใจอย่างที่สุด ในช่วงที่ได้รับการโจมตีอย่างหนักจากคำตำหนิติเตียน ผมอยากจะเขียนถึงความรู้สึกที่แท้จริงในช่วงเวลานั้น ในรอบเซมิไฟนอลผมสามารถแสดงถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้ ผมเลยไม่อยากจะมาพูดว่า “ผมแกร่ง ผมเจ๋ง คนอื่นมันโง่เง่า” โดยเฉพาะในเมื่อมันมีโอกาสไม่มากนักที่จะได้แบ่งปันเรื่องราวที่แท้จริงของตัวเอง ผมเลยบอกเล่าเรื่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องเครียดอะไร
อย่างที่คุณพูดเรื่องล้ำเส้น มันมีการถกเถียงกันเรื่องเนื้อแรพของคุณ
เนื้อแรพประโยคนั้นเป็นหนึ่งในประโยคที่ผมเขียนตอนช่วงที่เตรียมตัวก่อนจะเริ่มถ่ายรายการ ผมคิดว่าผมเขียนเนื้อแรพเป็นร้อยประโยคในช่วงสามอาทิตย์ก่อนรอบแรก แรปเปอร์ที่แรพอยู่ตลอดจะมีเนื้อแรพเจ๋งๆที่เป็นเหมือนกระสุนอยู่เยอะแยะ แต่เพราะจนถึงช่วงนั้นผมเขียนแต่เพลงสำหรับกระแสหลักผมเลยค่อนข้างจะร้อนรน ผมคิดว่าผมต้องเขียนมากกว่าผู้เข้าแข่งคนอื่นเป็นสองสามเท่า ผมเลยโหลดทำนองเพลงไว้ในสตูดิโอ และไม่ว่าจะเพลงแนวไหนธีมไหนผมก็จะเขียนเนื้อไปเรื่อยๆ จนเมื่อชีวิตแบบนี้มันดำเนินไปซ้ำๆ ผมคิดว่าผมเลยเหมือนสะกดจิตตัวเองว่า ต้องแกร่งกว่านี้ ต้องแรงกว่านี้ จะได้ชนะผู้เข้าแข่งขันเจ๋งๆที่มาแข่งได้ ในช่วงนั้นดุลพินิจของผมมันไม่ดีเท่าที่ควร แม้แต่ตอนที่แรพประโยคนั้นออกมา ผมก็ยังไม่รู้สึกถึงความผิดของตัวเอง การที่ผมไม่สามารถคิดได้ด้วยตัวเองมันก็เป็นปัญหาแล้ว ผมเองก็ไม่มีสติมากพอที่จะใคร่ครวญถึงเรื่องนี้อย่างดีพอ จนหลังจากออกอากาศไปและเห็นการตอบรับจากประชาชนผมถึงคิดได้ เมื่อผมถูกด่าว่าและวิจารณ์จากผู้คน ผมถึงสามารถก้าวออกจากความหมกมุ่นที่ผมสร้างไว้เองได้
คุณคงมีความรู้สึกมากมายปะปนกันในช่วงเวลาที่ถูกวิจารณ์และออกมาขอโทษ
ผมอยากจะเขียนเนื้อเพลงที่ดีมากๆเสมอๆ ผมทำงานอย่างหนักแม้กระทั่งตอนนี้และผมเคยเชื่อว่าจุดแข็งของผมคือเนื้อเพลง แต่หลังจากหตุการณ์นี้ ผมเลยระมัดระวังมากขึ้นในการเขียนเนื้อเพลง ผมคือนักร้องกระแสหลัก ผมมีแฟนๆที่อายุน้อยและแฟนผู้หญิงมากมาย และผมรู้สึกอย่างลึกซึ้งไปถึงกระดูกว่านี่เป็นสิ่งที่ผมต้องใช้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ผมคิดว่าผมต้องยอมรับโอกาสนี้ที่จะเติบโตเป็นนักร้องและแรปเปอร์กระแสหลักที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น
ในเพลง “Fear” เสียงของแทยังและการแรพของคุณมันสร้างผลกระทบได้มากเลย
แม้แต่ก่อนที่จะเขียนเนื้อเพลงเสร็จ ผมคิดหนักมากว่าผมควรขอให้ใครมาช่วยร้องให้ดี ผมขอให้จุนฮเว(iKON)และพี่Koonta(Rude Paper)มาช่วยร้องไกด์ให้ด้วย หลังจากฟังแล้วผมคิดได้ว่าเสียงที่หมดจดเหมาะกับเพลงนี้ที่สุด และเสียงเดียวที่ผมคิดถึงก็คือแทยังฮยอง ผมลองถามเผื่อพี่เค้าจะตกลง และหลังจากที่ฟังเพลงแล้วพี่เค้าก็ตกลงด้วยความยินดี ผมรู้สึกขอบคุณมากที่พี่เค้ายอมสละเวลามาให้ถึงแม้ว่าจะยุ่งอยู่กับการถ่ายทำ“Infinity Challenge” และเมื่อได้ฟังเพลงหลังจากเสร็จแล้ว ผมรู้สึกพอใจอย่างไม่น่าเชื่อ
ยังไงการมาร่วมfeaturingในเพลงของแทยังก็เป็นดาบสองคม พร้อมๆกับความสำเร็จของเพลง คนก็วิจารณ์ด้วยว่า “เอาแทยังมาfeaturingแบบนี้มันโกงนี่นา” “ไหนบอกเองว่าเอาป้ายYGออกแล้ว”
ใช่ครับ ผมคิดว่าการที่คนมีปฏิกิริยาแบบนั้นก็ไม่แปลก ผมแรพเองว่า “ไม่มีป้ายYGติดหลัง” แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าผมมาจากYG ผมหวังว่าคนจะมองว่ามันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของผม ผมสัญญาที่จะโชว์ให้เห็นถึงซงมิโนที่ไม่ใช่นักร้องสังกัดYG ไม่ใช่เมมเบอร์ของWINNER ซึ่งจริงๆแล้วมันก็มีนักร้องคนอื่นอีกที่สามารถมาfeatให้ได้ แต่ผมคิดถึงการสร้างสรรค์เพลงให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงที่ดังอยู่ในหัวตลอดเวลาคือเสียงของแทยังฮยอง มันก็เป็นธรรมดาที่คนจะมองว่าผมได้เปรียบที่ได้แทยังจากบิ๊กแบงมาfeatให้ แต่ผมก็แค่คิดว่าเพลงมันดีคนก็ต้องมองเห็นและสัมผัสได้ มันยากที่จะยอมปล่อยมือจากาพรวมที่ผมต้องการในฐานะที่เป็นคนทำเพลง แบล็คนัทเองก็ไม่ใช่คู่แข่งที่อ่อนด้อยอะไร เพราะฉนั้นผมเลยไม่มีทางเลือกนอกจากเลือกทางที่เพลงจะออกมาดีที่สุด ผมอยากชนะมาก อยากให้เพลงออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ และเพื่อตอบสนองความพอใจของตัวเอง ผมเลยเลือกเช่นนั้น
มันน่าจดจำดีที่เห็นคุณยังสามารถหัวเราะได้เมื่อได้ยินแบล็คนัทแรพโจมตีคุณ“ยังไงซงมิโนก็ต้องชนะอยู่แล้ว” ตอนที่ได้ยินครั้งแรกรู้สึกยังไงและคุณทนมันได้ยังไง?
ตอนแบล็คนัทฮยองแรพครั้งแรกตอนรอบที่สอง ผมก็คิดว่า “ฮึ? ก็ตลกดีนะ” เพราะผมเตรียมใจมาแล้วว่าคนต้องพุ่งเป้ามาที่ผมและพยายามดึงผมให้ต่ำลง ผมก็แค่คิดว่าผมก็แค่ทำในส่วนของตัวเองไป แต่พอผ่านไปจนถึงครึ่งหลังของรายการ หลายคนก็ยังเอามาพูดซ้ำๆ ผมก็เลยโกรธนิดหน่อย ถูกเอามาพูดถึงเหมือนเป็นคำติดปากและเหมือนถูกตราหน้า มันทำให้ความพยายามทุกอย่างของผมไม่มีค่าเพราะประโยคนั้นประโยคเดียว แน่นอนว่าทุกคนไม่มีอะไรผิดใจกันแล้ว ไม่มีใครจาก “Show Me the Money 4”ที่มีเรื่องบาดหมางกัน ถึงแม้ว่าอาจจะมีการเข้าใจผิดกันบ้างแต่ทุกอย่างก็คลี่คลายหมดแล้ว
คุณได้ใช้เวลากับนักดนตรีที่โดดเด่นในวงการฮิปฮอป รู้สึกยังไงและได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
ผมได้เจอกับพี่ๆที่ไม่สามารถเจอกันนานแล้ว ได้พูดคุยกับนักดนตรีที่ไม่รู้จักและได้แข่งกัน ทำให้สเปคตรัมในตัวผมมันกว้างขึ้น พวกเขาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทั้งทางด้านดนตรีและความเป็นมนุษย์
ในการแข่งขันอย่าง “WIN” หรือ “Show Me the Money4” ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองและพยายามเอาชนะ คุณต้องเครียดมากแน่ๆ อะไรที่ทำให้สามารถทำออกมาได้ดีแม้แต่ในสถานการณ์แบบนี้?
เท็ดดี้ฮยองเคยบอกผมว่า “สุดท้ายแล้วไม่ว่ายังไงวันของนายก็ยังเหมือนเดิม” ต่อให้ผมจมอยู่กับช่วงเวลาที่ยากลำบากและเป็นทุกข์ไปกับมัน วันของผมก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ซึ่งผมว่ามันจริง จากนั้นมาผมพยายามที่จะเอาเรื่องพวกนี้ออกจากหัวให้ได้มากที่สุด มันยากที่จะอธิบาย แต่การจมอยู่กับสถานการณ์แย่ๆมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา
อีกเรื่องคือ การพบกันของซงมิโนกับจิโค่ ทั้งคู่ต่างเคยฝันที่จะเดบิวท์ในกรุ๊ปเดียวกันการทำงานร่วมกับจิโค่เป็นยังไงบ้างในฐานะเพื่อน เพื่อนร่วมงาน และโปรดิวเซอร์?
ผมต้องยอมรับว่าผมมีความสุขมากเลย หลังจากที่เราถูกแยกไปอยู่คนละวงกัน เราก็ยังติดต่อกันอยู่เสมออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เรารู้จักกันดีเกินไป เรามีอิทธิพลต่อกันและกันในเรื่องดนตรีเป็นอย่างมาก ผมอยากทำงานกับเค้าอยู่เสมอเพราะรสนิยมของเราคล้ายกันทั้งเรื่องแฟชั่น เพลง การเต้น และเพราะโอกาสนี้ ผมเลยได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ความหวังของเราทั้งคู่เป็นจริง จริงๆแล้วมันก็มีอีกหลายอย่างที่อยากทำร่วมกันแต่ผมก็แค่มีความสุขที่เราได้ทำในสิ่งที่รักร่วมกันบนเวที
เราจะได้เห็นพวกคุณทำอะไรร่วมกันอีกมั้ย?
ถ้าบริษัทของผมอนุญาติ ผมก็อยากทำอะไรก็ได้อย่างแน่นอน ผมมั่นใจว่าแฟนๆของผมก็คงชอบเหมือนกัน
มีแรปเปอร์หรือนักดนตรีคนไหนที่อยากร่วมงานด้วยอีกมั้ย?
โอฮยอกจากวงฮยอกโอครับ เราเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนแล้ว ผมให้เค้ามาช่วยถ่ายเอ็มวี “I’m Him” เค้าต้องรอทั้งวันเผื่อโผล่ออกมาแค่0.3วิ แต่ตอนนี้เค้าดังมากๆเลย.. ถ้าผมทำอะไรกับเค้าอีกตอนนี้ มันจะดูตามกระแสไปมั้ยนะ?
เราจะได้เห็นแรปเปอร์มิโนอีกในอนาคตมั้ย?
ผมเตรียมพร้อมที่จะคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาอยู่แล้ว ผมจะโชว์ด้านที่เจ๋งกว่านี้ ด้านที่จะบดขยี้ทุกสิ่ง
ที่มา : W Korea
ENG : chrissy96_