มาแชร์ทิปส์พิชิต IELTS BAND 8 แบบติวเองที่บ้านค่ะ

สวัสดีค่ะ เราเพิ่งสอบ IELTS เพื่อเก็บไว้เผื่อเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษปีการศึกษาหน้า
เราเลือกสอบกับ British Council Thailand ค่ะ เป็นช่วงปิดเทอมที่กลับมาที่ไทยพอดี
(เราได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ ปีนี้กำลังขึ้นปีสุดท้ายค่ะ แต่ก่อนหน้านี้เรียนโรงเรียนไทยมาตลอด และไม่เคยไปซัมเมอร์เมืองนอกค่ะ)
ขอออกตัวก่อนนะคะว่านี่คือการสอบครั้งที่ 2 ของเรา และคะแนนรวมขึ้นจาก 6.5 มาเป็น 8 หลังจากไปอังกฤษมา 2 ปีกว่าค่ะ เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งเลยนะคะเพราะยังมีหลายด้านที่ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่ที่มาตั้งกระทู้เพื่ออยากแบ่งปันประสบการณ์และทิปส์ที่เราได้มาจากการสอบครั้งที่ผ่านมาค่ะ

เอาล่ะ เริ่มเลยนะคะ ยิ้ม

1. Listening - Round1 = 8, Round2 = 8.5

     พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่เราเครียดน้อยที่สุดค่ะเพราะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีที่สุดแล้ว การติ่ง Youtubers มาตั้งแต่ม.ปลาย น่าจะมีส่วนช่วยการฟังของเราได้เยอะ เราดูทั้งของฝั่งอเมริกาและอังกฤษ ก็เลยสามารถฟังสำเนียงอังกฤษได้ค่อนข้างดี การสอบครั้งแรกเราฟังจากซีดีของหนังสือ IELTS TRAINERS ของ Cambridge ค่ะ ในเล่มจะมีข้อสอบทุกพาร์ท จำนวน 6 ชุด เราซื้อจากศูนย์หนังสือจุฬาฯค่ะ แต่การสอบรอบที่ผ่านมา เราฟังจากใน Youtube ผ่านทาง channel ‘ielts stuff’ ค่ะ https://www.youtube.com/channel/UCcUvnj-CbESd1ytuz-uD8XA
เค้าจะอัพข้อสอบฟังไว้เยอะมาก พร้อมกับชีทคำถาม เราก็ทำไป ฟังไป ตามนั้นเลยค่ะ

  ส่วนตัวเราคิดว่าการทำข้อสอบฟัง เราจะทำได้ไม่เกิน 2 ชุดต่อวันค่ะ เพราะรู้สึกโฟกัสจะค่อยๆหายไปเรื่อยๆ เหมือนมันล้าน่ะค่ะ ดังนั้นเราเลยแนะนำว่าให้หาวิธีฝึกด้วยตัวเอง บางคนฝึกละล้า บางคนอาจจะฝึกละสตรองขึ้นๆก็ได้ ลองหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ

ในห้องสอบ เค้าจะชอบเปิดคลิปเสียงให้ฟังตอนรอเวลาสอบจริงค่ะ เพื่อการเป็นการทดสอบระบบเสียง เราเห็นทุกคนนั่งฟัง แต่เราไม่ฟัง เพราะเราเป็นคนฟังอะไรจริงจังๆละสมองจะล้า ก็เลยไม่ฟัง นั่งทำสมาธิค่ะ เอาหูฟังมาครอบหูก็ต่อเมื่อเค้าบอกให้ทำค่ะ

ขณะทำ คนพูดจะชอบหลอก หรือบางทีแกล้งหลอก แต่ที่จริงไม่ได้หลอก (เอ๊ะ งงมั้ย?) ยกตัวอย่าง เช่น
I think the rent is 230 pounds per week but it has gone up to 250 now, I think.
คำตอบของข้อนี้คือ 250 ค่ะ ดังนั้นสติห้ามหลุดนะคะ ไม่ใช่ฟังออก ได้คำตอบแล้ว ไม่ฟังประโยคต่อไป ตรงนั้นอาจจะเป็นคำตอบก็ได้ค่ะ
อีกแบบนึง เช่น
A: I think that white dress really suits you! Buy it!
B: Really? okay I’ll go with it… but what do you think about the pink one?
A: Ah, it’s also pretty yet in this occasion, I think white is better because it’s more polite.
B: Okay then, I’m sold.
ดังนั้นคำตอบข้อข้อนี้คือ White เป็นต้นค่ะ บางคนได้ยิน pink ก็เผลอแก้ไปแล้ว มีสติค่ะๆ
__________

2. Reading - Round1 = 6, Round2 = 9

พาร์ท Reading นี่ก็เป็นหนึ่งพาร์ทที่หนักใจค่ะ เพราะเราทำข้อสอบในหนังสือละผิดเยอะ โดยเฉพาะพาร์ท True/False/Not Given, Yes/No/Not Given (แบบแรกคืออ้างถึงบทความ ส่วนอย่างหลังคืออ้างถึงผู้เขียน/ความคิดของผู้เขียนค่ะ) เราเลยพยายามทำความเข้าใจกับมัน มีหลายวิดีโอเลยที่ช่วยได้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

อีกส่วนหนึ่งคือมีหลายคนบอกว่าให้อ่านคำถามก่อนละกลับมาอ่านบทความ แต่บางตำราก็บอกอ่านบทความก่อนละค่อยอ่านคำถาม คือ2วิธีนี้แล้วแต่จะถนัดเลยค่ะ แบบแรกเวิร์คกับเรามากกว่า แต่! เราเพิ่งมาค้นพบอีกวิธีนึงค่ะ คือ
อ่านคำถามคร่าวๆก่อน ว่ามันเกี่ยวกับอะไร ข้อสอบชอยส์เป็นรูปแบบไหน
กลับมาอ่านบทความค่ะ อ่านไปเรื่อยๆซัก 2-3 ย่อหน้า ก็กลับมาอ่านคำถาม ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนจบบทความ
(คำถามจะเรียงตามเนื้อหาในบทความอยู่แล้วค่ะ)
เราพบว่าทำแบบนี้ทำข้อสอบเร็วขึ้นมากๆค่ะ เพราะบางทีอ่านคำถามก่อน กลับมาอ่านบทความ สุดท้ายพอกลับมาที่คำถาม ก็ต้องเปิดกลับไปเช็คอยู่ดีอะไรแบบนี้ หรือถ้าอ่านรวดเดียวไปเลย มาตอบทีหลัง สมองอาจจะเบลอก็ได้ค่ะ ว่านี่อ่านอะไรมาบ้าง ตอนสอบครั้งแรก เราทำเกือบไม่ทัน สอบครั้งล่าสุดเราเสร็จก่อนประมาณ 15 นาที

คลังความรู้ synonyms สำคัญมากนะคะ เพราะบางทีในบทความใช้คำนึง ในคำถามเค้าใช้อีกคำ ถ้าไม่ทราบอาจจะหลงทางเลย ว่า เอ๋ นี่เค้าพูดถึงตรงไหนนะ
________

3. Speaking - Round1 = 6, Round2 = 7

พาร์ทนี้เราก็หนักใจอยู่พอสมควรค่ะ เพราะเป็นคนพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี แต่ข้อเสียคือพูดเร็ว พูดไม่รู้เรื่อง และลิ้นชอบพันกัน ฟีลแบบพูดไม่ออกเวลาตื่นเต้น วิธีแก้ไขคือฝึกพูดคนเดียวค่ะ ฝึกบ่อยๆ อัดเสียงละฟังเสียงตัวเองก็ช่วยได้ เราจะรู้ว่าจังหวะแบบนี้ดีหรือยัง เนื่องจากเราติดพูดเร็ว เราก็จะพยายามตั้งสติ และหายใจให้มากขึ้นค่ะระหว่างพูด

การเตรียมตัวสอบ
- พยายามหาความรู้รอบตัวค่ะ food, art, travel, favourite place, hobbies, sport etc.
- เวลาพูดหลายๆไอเดียในตอนเดียวกัน พยายามฝึกใช้ linking words พวก by the way, another thing is…, in fact… etc. มันทำให้การพูดเราดู organised มากขึ้นค่ะ
- อย่าท่อง model answers ค่ะ เราว่าเค้าดูออกว่าใครพูดธรรมชาติหรือไม่ สิ่งที่ควรทำคือจำเมนไอเดียหลักๆมาได้ แล้วมาพูดเอง ให้คำมันเข้าปากค่ะ
ใช้ภาษาพูดให้เหมาะสมและรู้ความหมายของมันค่ะ อย่าท่องจำ แล้วใช้คำที่ไม่เหมาะสมเพราะมันไม่ธรรมชาติ และกรรมการเค้าดูออกค่ะ ว่าเราไม่ทราบความหมายของมันอย่างแท้จริง
- ฝึกพูดเรื่องซักเรื่องให้นานกว่า 2 นาทีค่ะ
- คำศัพท์ในวิดีโอนี้เราว่าเป็นประโยชน์ทีเดียว (แต่พออยู่ในห้องสอบเราก็ไม่ได้ใช้ค่ะ ลืมหมด5555)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

speaking ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการมีสติในการพูดช่วยได้มาก โฟกัสว่าเค้าถามอะไร และเราต้องตอบให้ตรงคำถาม คือตอนสอบเราติดตอบยาวค่ะ ละชอบตอบไม่ครบ คนถามเค้าก็เหมือนจะถามในส่วนที่เราลืมตอบไป เราก็ต้องตอบเค้าไปในตรงนั้น เราเลยอยากแนะนำว่าตอบให้กระชับ ชัดเจนค่ะ และตอบให้ครบทุกคำถามที่เค้าถามมาใน 1 ช็อต การสรุปรวบตอนสุดท้ายอาจจะช่วยเรื่องคะแนนด้วยค่ะ ทำให้กรรมการทราบว่าเราโฟกัสนะ ไม่ได้ออกทะเล เช่น ....... those are specific things that I feel most accurately describe my hometown.

ในห้องสอบเรารู้ตัวเลยค่ะว่าพูดเร็ว ละก็ลนๆเพราะได้ topic ที่ไม่ค่อยถนัด แก้คำผิดตัวเองไป 2-3 ครั้ง คิดว่าคะแนนต้องแย่แน่ๆ แต่ผลออกมาก็โอเคเลยค่ะ ดังนั้นเราเลยคิดว่าคนอื่นๆก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้เหมือนเรา หรือดีกว่าด้วยซ้ำ เราเชื่อว่าทุกคนทำได้ค่ะ
___________

4.Writing - Round1 = 6, Round2 = 6.5
พาร์ทเนี้ยแหละค่ะที่ทำเราเครียดทั้งก่อนสอบ ในห้องสอบ และหลังคะแนนออก เป็นพาร์ทที่ทำให้เราคิดหลายรอบว่าจะสอบใหม่ดีมั้ยเพราะคะแนนไม่ถึงเป้า คือเราเป็นคนเขียนไม่เก่งค่ะ สิ่งที่เราดูๆไปใน TASK1 ไม่ออกเลย (เราดูพวก flow chart ไปเยอะมากค่ะ แต่ข้อสอบออก bar graph) ตอนสอบเขียนละลบเยอะมาก รู้สึกสมองรวน

หลักๆเลยที่ของ TASK1 คือ Introduction, Overview และ Body Paragraph ค่ะ
เราว่าอันนี้ทุกคนก็คงรู้อยู่ละเนอะว่าต้องเขียนยังไง เพราะมันไม่ตายตัว พยายามจับหลักต่ำสุด-สูงสุดค่ะ ละนำมาเขียน overview ละก็ features เด่นๆมาลงที่บอดี้

คำคุณศัพท์สำหรับอธิบาย data ก็สำคัญค่ะ พวก under, less than, close to, above, etc.
หรือพวกอธิบาย movement อย่างเช่น increase, rise, decline, drop, remains steady
แต่ถ้าได้พวก pie chart ก็ต้องจำพวก proportion, one-thrid, quarter อะไรแบบนี้ ไปดูมาละกันค่ะ

ส่วน TASK2 essay plan สำคัญค่ะ ทำให้เราเรียงไอเดียได้ว่าจะเขียนอะไรบ้าง
ในส่วนของ Intro (general idea+thesis) เป็นส่วนที่แสดงว่าเราเข้าใจคำถามมั้ย เราต้องตอบได้ว่า what’s the topic? what’s the question? what’s your opinion? what are your reasons? ต้องมี thesis statement ที่แสดงจุดยืนของเราค่ะ

ในส่วนของบอดี้ เราใช้หลัก
T - topic sentence (idea)
S - support
E - explain
A - alternative
So - solution
R - result

ไม่จำเป็นต้องครบตามนี้ก็ได้นะคะ นี่เป็นไกด์เฉยๆ แต่ถ้าเราใช้หลักนี้ในการเขียนพารากราฟ จะทำให้งานเขียนเราดูมีหลักการ ชัดเจน และเป็นเหตุเป็นผลค่ะ

โอเค เขียนจบแล้วววว ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ ใครมีอะไรสงสัย อยากสอบถามนอกเหนือจากนี้ ก็เมนท์ไว้เลยค่า ว่างแล้วจะมาตอบ (แม้ว่าเราไม่รู้จะตอบอะไรแล้วก็ตาม เขียนไปหมดเปลือกละ 55555)


เว็บไซต์ติวสอบเพิ่มเติม:
http://ielts-simon.com/
http://www.ielts-exam.net/Download-free-IELTS-resources.htm
http://www.ieltsbuddy.com/
http://www.ielts-blog.com/
http://www.economist.com/blogs/graphicdetail ดูการอธิบายกราฟแบบadvanceได้ที่นี่ค่ะ ดูเป็นแนวได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่