5 สถานที่จัดคอนเสิร์ตสุดยูนีคของสหรัฐอเมริกาที่หลายๆคนอาจไม่เคยรู้

เนื่องจากในช่วงนี้ผมอยู่ในสภาวะว่างงาน 555 (จริงๆแล้วก็รอบริษัทเรียกสัมภาษณ์งาน) เลยเกิดอารมณ์เหงาแบบจับจิตจับใจ ระหว่างนั่งหาอะไรอ่านในเน็ตเลยเปิดคอนเสิร์ตฟังเพลงไปด้วย แล้วก็เลยมานั่งคิดว่ามีที่ไหนบ้างนะ ที่เป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตแล้วมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้บ้าง วันนี้ผมเลยถือโอกาสรวบรวมข้อมูลจากความอยากรู้อยากเห็นของผม มานำเสนอ 5 สถานที่จัดคอนเสิร์ตที่ได้รับการชื่นชมจากว่าไม่เหมือนใครและหาที่ไหนไม่ได้ในสหรัฐอเมริกามาให้เพื่อนๆได้รับชมกันนะครับ หากมีข้อผิดพลาดใดๆก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

1. Bluegrass Underground
ที่แรกของเราคือ Bluegrass Underground ตั้งอยู่ที่เมือง McMinnville รัฐ Tennessee AMERICA นะครับ โดย Concert Hall ดังกล่าวตั้งอยู่ในถ้ำลึกลงไปจากระดับพื้นดินประมาณ 333 ฟุต ภายในถ้ำ Cumberland ซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติล้วนๆ ผ่านการกัดกร่อนของลาวาและน้ำกว่า 3.5 ล้านปี ทำให้สามารถสถานที่ที่ให้ผู้ชมได้รับฟังเสียงดนตรีที่ผ่านการกลั่นกรองจากธรรมชาติและแทบไม่เกิดเสียงสะท้อนใดๆเลย (ความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของที่นี้คือ คุณจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ เนื่องจากไม่มีสัญญาณ 5555+อยู่ในถ้ำ)  ความจริงแล้วผมว่าแค่ได้เข้าไปนั่งเล่น นอนเล่นก็ฟินแล้วนะ สวยซะขนาดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วศิลปินที่เล่นที่นี้จะออกแนวคันทรี่ซะส่วนใหญ่ครับ ซึ่งต้องสารภาพตรงๆว่าผมค่อนข้างจะไม่รู้จักสักเท่าไร (จริงๆแล้วไม่ร้จักเลยสักคน)

มาดูคลิปจากศิลปินที่แสดงใน Bluegrass Underground กันครับ  
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ



2. Steel Stacks
ไปต่อกันอีกที่นะครับที่ถูกขนานนามว่าเป็น “Fantastic Renovation” กันเลยทีเดียว ที่นี้ก็คือ Steel Stacks Concert Venue นั้นเองครับ โดย Steel Stacks ตั้งอยู่ที่เมือง Bethlehem รัฐ Pennsylvania ความน่าสนใจของมันก็คือในอดีตพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นโรงงานผลิตเหล็กที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอเมริกามาก่อน ซึ่งผลผลิตจากที่นี้ได้ถูกนำไปใช้ในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายที่ อาทิเช่น Chrysler Building ใน New York (ตึกเดียวกับที่ Thor ขึ้นไปยิงสายฟ้าใส่ชิทอรี่ใน Avenger ) และ สะพาน The Golden Gate ที่ทุกคนอาจจำได้จากภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องเช่นเดียวกัน โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Steel Stacks มีคนงานถึง 31,000 และทำการผลิตเรียกได้ว่าแทบจะ 24 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว โดยยุคทองของมันก็สิ้นสุดลงใน 1995 ซึ่งได้มีการหยุดทำการผลิตเหล็กอย่างถาวรหลังจากทำการผลิตมาเป็นเวลากว่า 120 ปี
โดยในปี 2005 พื้นที่ของโรงงานดังกล่าวได้ถูก Sands Casino Resort และเมือง Bethlehem ปรับปรุงและเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นศูนย์ศิลปะ Arts Quest ในพื้นที่กว่า 65,000 ตารางฟุต โดยตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาผู้ชมจากทั่วทุกสารทิศกว่า 1 ล้านคน ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสุดยอดการแสดงของนักดนตรีกว่า 1,750 โชว์ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจาก Musikfest เทศกาลดนตรีที่ผู้ชมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากการแสดงคอนเสิร์ตซึ่งค่อยข้างมีความหลากหลายทางแนวดนตรีแล้ว คือ มีทุกแนวไม่ว่าจะเป็น ป๊อป ร๊อค คันทรี่ และอื่นๆอีกมากมาย Steel Stacks ยังมีโชว์ต่างๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์ ทอล์กโชว์ รวมไปถึงคลาสการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแสดงของทาง Arts Quest ซึ่งนับได้ว่าครบเครื่องเรื่องบันเทิงจริงๆครับ

ลองมาดูบรรยากาศกันครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ






3. The Tabernacle
The Tabernacle ตั้งอยู่ใน Northwest Atlanta รัฐ Georgia โดยตัวอาคารมีประวัติอย่างยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ.1910 สร้างโดย Dr. Leonard Gaston เพื่อใช้เป็นศูนย์การแพทย์ โรงเรียนพยาบาล และโบสถ์แบพติสท์ซึ่งมีสมาชิกกว่า 4,000 โดยในช่วงกลางทศวรรษ 80 ตัวอาคารทั้งหมดก็ได้ถูกปล่อยทิ้งร้างจนถึงปีค.ศ. 1996 ตัวอาคารได้ถูกปรับปรุงให้กลายเป็น House of Blues club เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมการแข่งขันโอลิมปิคในปีนั่นนั้นเอง ซึ่งหลังจากนั้นมา The Tabernacle ก็ได้มีการเปลี่ยนเจ้าของหลายครั้งและได้ถูกปรับปรุงในเรื่องของสถานที่ให้มีความสวยงามมากขึ้นจนมาถึงในปัจจุบัน ซึ่งจากภาพบรรยากาศต่างๆของ The Tabernacle แล้วก็ต้องบอกว่าเป็นสถานที่ที่มีความคลาสสิกผสมกับความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว และเป็นสถานที่แรกที่ผมรู้จักศิลปินที่มาเล่นที่นี้ด้วยครับ ซึ่งคนนั้นก็คือ Nick Jonas เจ้าของเพลงฮิตอย่าง Jealous นั้นเอง โดย Nick Jonas จะเปิดการแสดงในวันที่ 26 กันยายนนี้เองครับ

ลองดูบรรยากาศสถานที่จริงดูครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ





4. Naumburg Bandshell, Outdoor Concert Hall
จุดเริ่มต้นของ Naumburg Bandshell, Outdoor Concert Hall มาจากชายที่ชื่อว่า Elkan Naumburg มหาเศรษฐีใจบุญ ผู้หลงรักในเสียงดนตรีคลาสสิกและอยากเผื่อแผ่ให้ผู้คนในนิวยอร์กได้กำซาบความไพเราะของดนตรีคลาสิกท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ๊ ธรรมชาติของ Central Park (แบบฟรีๆ) อีกด้วย โดยแรงบันดาลใจดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1873 โดยก่อนหน้าที่เขาจะสร้าง Naumburg Bandshell, Outdoor Concert Hall เขาก็ได้สนับสนุนดนตรีคลาสสิกในด้านอื่นๆอาทิเช่น ก่อตั้งรางวัล Walter W. Naumburg Prize เพื่อมอบให้นักดนตรีคลาสิกที่มีความสามารถ และมีส่วนในการก่อตั้งสถานีวิทยุดนตรีคลาสสิกในนิวยอร์กในปีค.ศ. 1912 อีกด้วย ซึ่งหลังจากเขาพบว่าพื้นที่สำหรับจัดการแสดงใน Central Park ไม่สามารถรองรับผู้ชมได้อย่างเต็มที่และขาดเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เขาจึงออกทุนในการสร้างและออกแบบจนเสร็จสิ้นในปีค.ศ. 1916 นั่นเอง โดยในปีค.ศ. 1992 Naumburg Bandshell ได้เกือบถูกรื้อถอนออกโดย Central Park Conservancy and the Parks Department หากแต่ในที่สุดท้ายแล้วศาลสูงของนิวยอร์กได้ตัดสินให้การรื้อถอนดังกล่าวถูกยกเลิกไปในที่สุด
    ในปัจจุบัน Naumburg Bandshell ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความสามารถของศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งดูแลและจัดการภายใต้องค์กร The Naumburg Orchestral Concerts ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรใดๆ นับได้ว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 100 กว่าปีแล้ว แต่ Naumburg Bandshell, Outdoor Concert Hall ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจและอุดมการณ์ของ Elkan Naumburg อยู่เหมือนเดิมโดยศิลปินที่เล่นที่นี้ก็อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วครับ ว่าเป็นศิลปินแนวดนตรีคลาสสิก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยได้ฟังศิลปินน่าใหม่ๆเท่าไรครับ

บรรยากาศจากสถานที่จริงครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ





5. Carnegie hall
มาถึงที่สุดท้าย ซึ่งก็ได้แก่คาร์เนกี้ฮอลล์นั้นเองครับ คาร์เนกี้ฮอลล์ตั้งอยู่ที่ Manhattan New York โดยอยู่ละแวกเดียวกับ Central Park ออกทุนค่าก่อสร้างและออกแบบโดยมหาเศรษฐีวงการเหล็ก ชื่อ Andrew Carnegie เพื่อจะใช้เป็นสถานที่จัดการแสดงของ Oratorio Society of New York และ New York Symphony Society ที่เขาเป็นกรรมการอยู่ โดยเริ่มออกแบบสร้างในปีค.ศ.1890 และเปิดการแสดงรอบแรกอย่างเป็นทางการในปีค.ศ.1891 คอนเสิร์ตรอบแรกโดยวาทยากร Walter Damrosch และ Peter Ilyich Tchaikovsky ซึ่งนับว่าเป็นวาทยกรที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น โดยในครั้งแรก Andrew Carnegie ได้ตั้งชื่อตึกนี้ว่า Music Hall ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Carnegie Hall ในปีค.ศ.1893 เพื่อเป็นเกียรติแก่เขานั้นเองครับ โดยแนวคิดในการก่อสร้างหลักๆก็คือ จะต้องเป็นคอนเสิร์ตฮอลล์ขนาดใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในนครนิวยอร์กจึงได้ใช้เทคนิคการก่อสร้างที่เรียกว่า Guastavino process ซึ่งสร้างด้วยอิฐและปูนไม่มีโครงเหล็กซึ่งถือเป็นอาคารสุดท้ายในโลกที่ใช้เทคนิคการก่อสร้างดังกล่าวด้วยครับ ซึ่งจากเทคนิคดังกล่าวและการออกแบบที่พิถีพิถันนั้นเองส่งผลให้ผู้ชมและนักวิจารณ์ที่ได้ฟังเสียงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสุดยอดจริงๆ ซึ่งต้องยอมรับว่านี้เป็นสถานที่เดียวที่เสิร์จใน Google แล้วมีชื่อคนไทยขึ้นด้วย ซึ่งคนแรกก็ได้แก่ คุณบัณฑิต อึ้งรังสี วาทยกรชื่อดังผู้ไปเดินหลงทางแถวคาร์เนกี้ฮอลล์แล้วโดนฝรั่งเล่นมุก ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม นั้นเองละครับ ซึ่งจริงๆแล้วยังมีสถานที่จัด Concert ที่มีความสวยงามและน่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งถ้าเพื่อนๆสนใจผมก็จะนำมาลงให้อีกในโอกาสน่าครับ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบนะครับ ครั้งแรกอาจไม่ดีมากติชมกันมาได้นะครับ
อ่อเนี่ยแระครับ ที่ผมจำได้ http://www.adintrend.com/show_ad.php?id=859




แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่