แชร์ประสบการของคน(เคย)เสพติดหนี้ ตอนนี้รักษาแล้ว

สวัสดีค่ะทุกท่าน สืบเนื่องมากจากกระทู้

"อาการของคนเสพติดหนี้ (Debt Addiction)" - http://pantip.com/topic/34112405

เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ของคนที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน ว่ามันทุกข์ยากลำบากแค่ไหนกว่าจะรักษาโรคนี้ได้(ทุกวันนี้ยังไม่หายขาดแต่อาการดีขึ้นมากแล้ว)
การเป็นหนี้ของเราสืบเนื่องมากจากการดำเนินธุรกิจของครอบครัว โดยทีเราเข้ามารับช่วงกิจการต่อจากพ่อและแม่
ซึ่งมีภาวะติดลบอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งช่วงนี้เราเห็นหลายๆกระทู้มาขอคำแนะนำ ว่ากำลังประสบปัญหาทางธุรกิจอยู่ หาทางออกไม่ได้ เราเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ของผู้ที่เคยอยู่จุดนั้นมาก่อน จุดที่มืดแปดด้าน ต้องหาเงิน ใช้เงิน ธุรกิจก็ไม่ดี มองเห็นตัวแดงทุกเดือนๆ แต่เราผ่านมันมาแล้วค่ะ ตอนนี้แนวโน้มธุรกิจไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ต้องเครียดหาเงินอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว

ขอเล่าก่อนคร่าวๆนะคะ ธุรกิจเราเป็นแบบ B2B คือระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ ภาวะการเงินที่ติดลบของธุรกิจครอบครัวที่เกิดขึ้นเกิดจาก
1. โดนโกง
- โดนโกงเนื่องจากการค้าโดยคนสมัยก่อน ส่วนมากจะเป็นการค้าแบบปากเปล่าค่ะ มีแค่บิลรับส่งสินค้า ใบวางบิล แต่ไม่มีรายละเอียดข้อตกลง ใบสั่งงานเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่รัดกุม ทำให้มีการโกงกันง่าย นอกจากนี้ลูกค้าต่างประเทศนี่ตัวดีเลยค่ะ อย่าได้ไว้ใจส่งสินค้าไปก่อนแล้วค่อยเก็บเงินนะคะ พวกให้เครดิตโดยไม่มีแบงค์การันตีนี่เจ็บมากันทั้งนั้นค่ะ ธุรกิจของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกนี้ไปแล้วไปลับไม่กลับมานะคะ จะไปตามหาตัวได้ที่ไหน ไปถึงบ้านเขานี่แน่ใจหรอคะว่าจะเจอ คนรู้จักโดนในลักษณะเดียวกันบินไปตามเงินถึงที่เลยค่ะ แทบจะเอาชีวิตไม่รอดกลับมา
2. สภาวะเศรษฐกิจ
-โดยธุรกิจของครอบครัว เป็นธุรกิจที่พึ่งปัจจัยนอกประเทศ 70% และภายใน 30% เมื่อสภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศแย่ ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. การทำบัญชีที่ไม่รัดกุม
-ไม่ได้มีการจดบันทึกรายรับรายจ่าย กำไรขาดทุนอย่างละเอียด ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า งานแต่ละครั้งที่ทำให้ผลกำไรขาดทุนเป็นเท่าไหร่ คุ้มทุนหรือไม่ มีสต็อกสินค้าเป็นเท่าไหร่
และ
4. การเป็นโรคเสพติดหนี้โดยไม่รู้ตัว
- พอเริ่มมีภาวะทางการเงินฝืดเคือง ก็แก้ปัญหาโดยการกู้ยืมเงินจากทางโน้นมาโปะทางนี้ จากทางนี้ไปโปะทางนู้น ทำให้ดอกเบี้ยมันยิ่งมากขึ้นทุกวันๆ โดยมีการกู้นอกระบบ และจากธนาคารค่ะ (การกู้นอกระบบก็มากจากญาติๆ และจากผู้ใหญ่ที่อยู่ในวงการธุรกิจเดียวกัน ดังนั้นดอกเบี้ยจะไม่สูงมากเหมือนพวกนายทุนมาเฟียและไม่มีการข่มขู่เมื่อไม่สามารถชำระได้ตามกำหนด แต่ดอกเบี้ยเหล่านี้คิดเป็นรายวันเมื่อมันต้องเสียทุกวันก็ยังถือว่าสูงมากอยู่ดี และการกู้จากธนาคารมีทั้งดอกเบี้ยที่เป็น OD สินเชื่อเพื่อธุรกิจต่างๆ ซึ่งก็มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก  นอกจากนี้เมื่อมีการผิดนัดชำระก็จะมีการคิดดอกเบี้ยทบต้น ทบดอก ค่าติดตามการทวงถาม ค่าผิดนัดชำระ บลาบลา (บางทีดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นอีก)

จากสาเหตุข้างต้น ก็ทำเอาเราเลือดตาแทบกระเด็นค่ะ เมื่อตอนเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจใหม่ๆ เนื่องจากว่าเพิ่งเรียนจบ ประสบการณ์ก็มีแต่ในตำราของจริงยังไม่เคยสัมผัสสักนิด รู้แต่ว่าธุรกิจมีปัญหาการเงินอยู่นะ ถึงเวลากำหนดชำระเงินก็ต้องวิ่งหัวหมุนหาเงินแล้วว่าจะเอามาจากไหน แต่ยังดีค่ะ ยังมีพ่อกับแม่อยู่คอยเป็นให้คำปรึกษา นอกจากปัญหาเรื่องเงินฝืดในธุรกิจแล้ว ตอนเริ่มทำงานเรายังต้องเผชิญปัญหาอีกหลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนงานเก่าแก่ ที่สั่งงานไม่ได้ มองว่าเราเป็นเด็กตลอดเวลา ต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ตนเองพอสมควรค่ะ และสืบเนื่องจากปัญหานี้ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายไม่พอใจ ลาออกไป จะหาคนใหม่มาแทนก็ยังหาไม่ได้ เราเลยต้องออกตลาด ติดต่อกับลูกค้าเองทั้งหมด กว่าจะคุยกับลูกค้ารู้เรื่อง เข้าหาลูกค้าสำเร็จ จับทางลูกค้าแต่ละคนถูกก็ใช้เวลาอยู่พอสมควรเหมือนกัน อย่าคิดนะคะว่ามีตำแหน่งลูกเจ้าของแล้วอะไรจะง่าย ยิ่งเป็นลูกเจ้าของก็ยิ่งต้องพิสูจน์ตัวเองค่ะ แต่การที่ออกตลาดเองก็ทำให้เราได้ข้อมูลตลาดที่แท้จริง ทราบปัญหาที่แท้จริงของสินค้า ได้คำแนะนำจากลูกค้าในการปรับปรุงสินค้าและบริการ ไม่ใช่ฟังจากฝ่ายขายอย่างเดียว อย่าลืมนะคะ ลูกน้องยังไงก็คือลูกน้องค่ะ เขาไม่ได้ใส่ใจธุรกิจของคุณเท่าตัวคุณเอง เขาได้เงินเดือนแต่ละเดือนก็จบ ธุรกิจของคุณจะร่วงหรือจะรอดเขาไม่มาสนใจกับคุณหรอกค่ะ

ในเมื่อเราเป็นคนออกไปหาลูกค้าเอง ได้ข้อมูลที่แท้จริง รู้สภาพตลาดและความต้องการของลูกค้าแล้ว เราก็เริ่มปรับปรุงสินค้าของเราก่อนเลยค่ะ ปรับให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น เริ่มลดกำลังการผลิต ผลิตให้แค่เพียงพอกับความต้องการ เอาสินค้าไปถามความคิดเห็นของลูกค้าก่อนผลิตจริง เราผลิตมาขาย ไม่ใช่ผลิตมาเก็บ ผลิตทีละน้อยๆค่ะ สั่งวัตถุดิบแค่พอใช้ ไม่พอค่อยสั่งใหม่ ไม่ต้องไปสน economy of scale มากนักค่ะเวลานี้ อย่าเอาสต็อกมาจม ตอนนี้ปัญหาเราคือขาด cash flow ค่ะ ไม่ใช่ขาดสต็อก ผลิตสินค้ามาเพื่อต่อทุนสร้างกำไร ไม่ใช่ยิ่งผลิตยิ่งเอาทุนมาเก็บ ถ้าเห็นว่าสินค้าตัวนี้ติดตลาดก็ผลิตต่อไปค่ะ แต่ถ้าดูว่าน่าจะไปไม่รอด หยุดเลยค่ะ ปรับปรุงพัฒนาสินค้าใหม่ๆ จับทางลูกค้าต่อไปค่ะ พอเราเริ่มแก้ปัญหาเรื่องสินค้าและบริการยอดขายเราก็ดีขึ้นค่ะ

ต่อมาเราก็มาดูเรื่องค่าใช้จ่ายในธุรกิจค่ะ ของเราเงินทุนส่วนมากเราจะจมหายไปกับวัตถุดิบค่ะ ก่อนเราเข้ามาทำงาน สต็อกวัตถุดิบเราเยอะมาก เยอะเกินไป เนื่องจากว่า พ่อเราคิดถึงแต่ economy of scale ค่ะ สั่งแต่ละที สั่งมาเยอะๆมากๆเพื่อให้ได้ราคาที่ถูก แต่ไม่ได้คำนึงว่าใช้จริงเท่าไหร่ เหลือเก็บเท่าไหร่ นอกจากนี้ไอพวกเก่าเก็บทั้งหลายนับวันมันจะยิ่งเสื่อมสภาพและล้าหลังเข้าไปทุกวันๆ เอาละสิจะทำไงดี เราก็ได้แต่จับไอพวกที่อยู่ในสต็อกเหล่านั้นแหละมาดัดแปลงทำให้ไอของที่เสื่อมสภาพ ล้าหลังกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง คือพูดง่ายๆทำวัตถุดิบเก่าเก็บเหล่านั้นให้กลายมาเป็นเงินสดอีกครั้ง นอกจากนี้ เราเริ่มทำบัญชี จดบันทึกปริมาณวัตถุดิบที่มีในสต็อก ที่สั่งเข้ามาใหม่ เพื่อจะได้คำนวณปริมาณวัตถุดิบที่ต้องการและสั่งเท่าที่ใช้จริงเท่านั้น ส่วนเรื่องปริมาณคนงาน ที่บ้านเราไม่ได้คนงานเยอะ ทุกคนมีหน้าทีของตัวเอง และส่วนมากจะใช้การ out source ค่ะ บางคนมองว่าการ out source น่าจะค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่เรามองว่ามันเหมาะสมแล้วกับธุรกิจของเราเลยไม่ได้มีการไปยุ่งกับส่วนนี้ นับจากนั้นค่าใช้จ่ายในธุรกิจเราก็ลดลง

นอกจากนี้ค่ะ เราเริ่มทำบัญชี รายรับรายจ่าย ทำบัญชีต้นทุน อย่างเป็นระบบระเบียบมากขึ้น แรกๆก็ยากนิดนึง แต่พอมันเริ่มเข้าที่เข้าทางมันมีประโยชน์มาก มันทำให้เราเห็นผลประกอบการจริงของกิจการ เห็นกำไรจากงานในแต่ละชุดว่าคุ้มทุนรึเปล่า ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงไปได้เยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ทุกครั้งที่เรารับงานจากลูกค้าเราจะมีการทำรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรค่ะ ระบุ credit term ที่ชัดเจน ระบุราคา รายละเอียดสินค้า มีเก็บไว้ที่ลูกค้าชุดนึง เราชุดนึงค่ะ ทำให้เราทำงานสบายใจขึ้น เมื่อสินค้าเสร็จออกมาแล้ว ถ้ามีปัญหาเรื่องสเป๊กสินค้า เราก็สามารถตรวจสอบได้ค่ะ อีกทั้งคนเราเจ็บแล้วต้องจำ "ไม่มีการให้เครดิตลูกค้าต่างประเทศอีกแล้ว" พร้อมทั้งเรียกเก็บมัดจำอย่างสมน้ำสมเนื้อทุกครั้ง ตอนนี้เรามีแผลอยู่ค่ะ เรากำลังรักษาแผล อย่าไปสร้างบาดแผลให้ตัวเองเพิ่มค่ะ

ทุกอย่างมันดูเหมือนจะดีขึ้นใช่มั้ยคะ ผลประกอบการธุรกิจเราดีขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง สต็อกวัตถุดิบก็ลดลง สต็อกสินค้าก็ลดลง
แต่เรายังต้องวิ่งหาเงินต่อไป เมื่อถึงแต่ละงวดที่ต้องจ่ายก็เครียดมากค่ะ ทำไมเงินที่หามาได้ไม่พอจ่าย ทำไมยังขึ้นตัวแดง จะไปหาเงินจากไหนดี จะไปยืมใครดี ทำไมยังเป็นแบบนี้อยู่หรอค่ะ ก็เพราะว่าปัญหาที่แท้จริงยังไม่ถูกแก้ไข... ปัญหาที่ว่าก็คือปัญหาหนี้สินและดอกเบี้ยค่ะ

จากที่เราบอกไปแต่แรก ว่าเราเป็นโรคเสพติดหนี้โดยไม่รู้ตัว คือเราไปกู้ตรงนู้นมากลบหนี้ตรงนี้ ยอดหนี้ที่หายไปจริงๆมันไม่ได้หายไปค่ะ มันแค่เปลี่ยนมือจากอีกที่ไปอีกที่ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็เป็นเหมือนดินพอกหางหมู คือมันเพิ่มขึ้นๆ ไม่มีลดซักที กำไรที่ได้มาก็เอามาจ่ายแต่ดอกเบี้ยและดอกเบี้ยค่ะ ช่วงไหนที่ขายของดี ก็ไม่ต้องเครียดมาก เพราะเงินหมุนทัน แต่ถ้าช่วงไหนไม่ดี แทบตายค่ะ ดอกเบี้ยต้องจ่ายทุกวัน แต่ขายของบางวันกินไข่ต้ม บางวันได้ยังไม่พอค่าใช้จ่าย จะทำยังไงหละคะทีนี้ ก็ต้องวิ่งไปกู้คนนู้นคนนี้ค่ะ ธนาคารก็กู้ ดอกแพงแค่ไหนก็กู้ เอาวะยังไงก็เอาเงินมาหมุนก่อน เอาให้ผ่านไปก่อน ประคองไปเดี๋ยวก็ขายของได้ หลอกตัวเองเข้าไปค่ะ กล่อมตัวเองเข้าไป เราเป็นสภาพนี้อยู่ 2 ปีค่ะ จนเมื่อปีที่แล้วที่เศรษฐกิจมันแย่มากๆ (ถึงแม้ปีนี้จะแย่ยิ่งกว่า) เราติดตัวแดงแทบจะทั้งปีค่ะ ยอดหนี้เพิ่มเกือบเป็น 2 เท่าของจากเดิมที่เคยมีอยู่ กู้แบงค์ก็ไม่ได้แล้ว ยืมใครก็ไม่ได้แล้วทีนี้ จะทำยังไงหละ

เราก็มาปรึกษากันค่ะ ว่าถ้าเราเป็นอย่างนี้ต่อไป เราไม่ไหวแล้วนะ ทำเท่าไหร่ๆ ดอกเบี้ยเอาไปกินหมด เงินต้นไม่ลด แถมดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกวันๆ จะเอายังไงดี  มืดแปดด้านค่ะในเวลานั้น คิดไม่ออก เครียดมาก ท้ายที่สุดเราก็ไปปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพท่านนึงค่ะ ท่านให้คำแนะนำเรามาว่าทางเดียวที่เราจะหยุดมันได้ และจะสามารถประคองธุรกิจให้รอดได้ คือการหยุดดอกเบี้ย ตอนแรกก็ยังคิดไม่ออกค่ะว่าจะหยุดยังไง จะทำยังไง ท้ายที่สุดเราตัดสินใจกันว่า

1.หยุดจ่ายหนี้ธนาคาร ตอนนี้เราต้องเอาไปจ่ายหนี้ทางการค้าค่ะ ถ้าเรายังคงจ่ายธนาคารต่อไป เราจะไม่มีเงินมาใช้ในการหมุนเวียนธุรกิจ เราจะไปไม่รอด สำหรับธนาคารเราก็มีเจรจาประนอมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ แต่เราก็ยังจ่ายไม่ไหวค่ะ เราต้องหยุดก่อนเพื่อที่จะประคองธุรกิจไปให้รอดก่อน เราก็ให้ธนาคารดำเนินเรื่องตามกฏหมายค่ะ
2.ไปเจรจากับเจ้าหนี้ทุกคน ขอหยุดดอกเบี้ย โดยทำการผ่อนต้นแทน เราโชคดีค่ะที่เจ้าหนี้ทุกคนเมตตา และเราประสบปัญหาจากการดำเนินธุรกิจจริงๆไม่ใช่จากการเอาเงินออกไปทำอย่างอื่นนอกระบบ ทุกคนเลยยอมช่วยเหลือเราค่ะ แต่เราก็ไม่ไปกู้ใครเพิ่มแล้วค่ะ ทุกวันนี้ลดหนี้ให้มากที่สุด แล้วอย่าหนีหน้านะคะ เผชิญหน้ากับความจริง ใช้การเจรจาเป็นทางออกอย่างเดียวค่ะ ทุกคนพร้อมจะให้โอกาสคุณ เข้าไปเจรจาและสำคัญมากคือคุณต้องรักษาคำพูดของคุณพูดแล้วต้องทำให้ได้
3.เจรจากับลูกค้าทุกคนขอ credit term สั้นที่สุด และถ้าใครจ่ายสดเราก็มีลดพิเศษค่ะ ตอนนี้เราต้องการ cash flow มากที่สุด ทำยังไงก็ได้ให้ได้เงินสดเข้ามาให้มากที่สุด
4.ผลักดันสต็อกสินค้าที่มีอยู่ออกไปให้มากที่สุด นั่นแหละค่ะ แหล่งเงินทุนของเรา ขาดทุนจากการขายสต็อกบ้างก็ยังดีกว่าต้องไปกู้เพิ่ม เสียดอกเพิ่มนะคะ อย่าลืมนะคะถ้าเรามัวแต่เสียดาย ของเก่าเก็บเหล่านั้นก็จะเสื่อมสภาพ และล้าหลังไปค่ะ ยิ่งเก็บนานยิ่งขาดทุน ตอนนี้เราต้องการเงินสด ขายไปเถอะค่ะ อย่าเก็บไว้ แต่สต็อกที่เป็นวัตถุดิบที่เอามาเพิ่มมูลค่าได้ ก็เอามาใช้นะคะ มาดัดแปลงนิดๆหน่อยๆให้มีมูลค่าอย่าทิ้งไว้ให้เปล่าประโยชน์
5.เงินที่ได้มาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนค่ะ ส่วนแรกใช้หนี้เก่าค่ะ ส่วนที่สองเอาไว้หมุนในระบบ และส่วนสุดท้ายสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินค่ะ

นี่ก็ครบปีพอดีค่ะ หลังจากที่เราใช้วิธีนี้ ตอนนี้ยอดหนี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรม ไม่ได้ลดลดลด(ลดแต่ดอกต้นไม่ลด)อย่างที่ผ่านมา ทุกวันนี้สภาพเศรษฐกิจก็เป็นอย่างที่เห็น แต่ว่าเราแทบไม่ต้องมานั่งเครียดกุมขมับแบบเมื่อก่อนแล้วค่ะ เราตั้งหน้าตั้งตาควบคุมการผลิตสินค้า ขยายตลาด พัฒนาสินค้าเพื่อหาเงินมาให้พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งคุณเชื่อมั้ยว่าเราทำได้ค่ะ และเรามีความสุขมากกว่าเดิมมาก ถึงแม้เรายังเป็นหนี้อยู่แต่เราได้หยุดการสร้างหนี้แล้ว และยอดหนี้ที่มีอยู่ก็ลดลงไปจริงๆ เราเชื่อว่าถ้าเราขยันและมีความตั้งใจจริง อีกไม่นานเราจะเป็นมนุษย์ปลอดหนี้ และเราจะรักษาโรคเสพติดหนี้ได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ

หวังว่ากระทู้นี้จะมีประโยชน์กับคนที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน
***สู้ๆนะคะทุกปัญหามีทางออกเสมอ***

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่