การย้ายโรงเรียนลูก จะทำให้เค้ามีจิตสำนึกอะไรขึ้นมาบ้างมั้ย

ลูกชายคนนี้ อยู่ม.1   แถวที่เราอยู่ มีมัธยมรัฐ 2ที่  ที่นึงไม่เสียเงิน  อีกที่เสียค่าเทอม  ห้องทั่วไปประมาณเทอมละ5000
อินเทนซีฟโปรแกรม เทอมละ9พัน  มินิอิงลิชโปรแกรม 2หมื่น  เราให้ลูกเรียนอย่างแพงที่สุด ดีที่สุดของที่นี่
ดีกว่าแพงกว่าก็มี  แต่ไกล  ต้องอยู่หอ  เราไม่เอา มันไกลตา อยากอยู่ใกล้ ดูแลเอง เลี้ยงเอง  เห็นพฤติกรรมทุกอย่างเอง

เราว่าลูกเปลี่ยนไปมาก  บ้าอยู่กับมือถือ  ไม่เอาใจใส่งานส่วนตัว ทั้งเรื่องที่โรงเรียน  คือมีงานค้าง
และที่บ้าน เรื่องเล็กน้อยอย่างไม่ซักผ้า ซักรองเท้า  ซึ่งเค้าดูแลตัวเองมาตลอด  เราสอนลูกให้ทำงานบ้านทุกคน
เดี๋ยวนี้ลูกคนนี้ไม่ทำงานส่วนตัว งานส่วนรวมพวกล้างจาน หุงข้าว เกี่ยงน้อง  และสิ่งนึงที่เห็นชัดคือ เห็นแก่ตัว

เค้าไม่คิดถึงส่วนรวม  ทั้งที่โตมากับพ่อแม่ที่ปลูกฝัง  เค้าเปลี่ยนไปมาก  เค้าไม่คิดถึงใจใคร  แม้แต่พ่อแม่

เมื่อวาน แฟนไปรับลูกที่รร. ไม่เจอเค้า  โทรก็ไม่รับ แฟนเราห่วงมาก  รีบกลับมาหาเรา  เราว่าเราจะไปเอง  แฟนขอไปด้วย  
ก็ตามหาลูก  ใกล้โรงเรียนสัก50เมตร  เป็นห้าง  ก็ตามมันในห้าง  ทั้งที่สอนเสมอว่าอย่ามาเดินเองหรือกับเพื่อน
เพราะห้างนี้มีกฏ นร.ต้องฝากกระเป๋า  เราก็ไม่อยากให้ใครมองลูกเราเป็นพวกขโมย  เลยสั่งว่าจะมาให้มากับผู้ใหญ่

ก็ตามหา  ใจหาย  ไม่มี โทรไปเบอร์เพื่อนสนิท ก็ไม่มีใครรับ  เลยกลับเข้าโรงเรียน จะคุยกับครูที่ปรึกษา
ว่ายังมีใครที่เค้าสนิทอีกบ้าง  จะขอเบอร์  "  เจอลูกในสนามบาส"  เค้าว่าเค้าแข่งบาส
เราไม่ได้ว่าเลย ถ้าบอกก่อนหรือโทรบอก  นี่ไม่บอก  โทรไม่รับ ว่าไม่ได้ยิน รู้ว่าเสียงมันดัง
แต่เค้าไม่มีใจจะโทรบอกเราเลยเหรอ  เราวนหา ชั่วโมงครึ่ง  เหมือนไม่นาน
แต่สำหรับคำว่าลูกหาย หาไม่เจอ  นี่..มันนานที่สุดเลยนะ  กลับมาบ้านเลยมาสอน  สอนกันหลายอย่าง  
หวังว่าเค้าจะคิดได้  แต่เปล่าเลย  วันนี้เป็นวันเสาร์ เค้ามีเรียนพิเศษ เลิกบ่าย3  พอเราไปรับ...หาย


รู้จากเพื่อนอีกคนว่าซ้อนรถเพื่อนไปห้างติดโรงเรียน  กำลังเดินหาในห้าง  เค้าเดินมาหา  เราเสียใจมากเลย
แสดงว่าที่พูดมาเมื่อวาน  ไม่มีผลต่อความคิดจิตใจเลย  และไม่ได้สอนแค่เมื่อวานนะ   เป็นคนเลี้ยงลูกใกล้ชิด  
เลี้ยงแบบเพื่อน คุยทุกเรื่อง  สอนมาตลอด เค้าโตมากับเราที่ศึกษาพระพุทธศาสนา สอนภาวนา เค้าไม่เอา
ไม่เป็นไร เป็นคนดีก็พอ  ก็สอนคุณธรรม การใช้ชีวิต การอยู่ในสังคม  สอนแบบเพื่อน  ไม่ได้คร่ำครึ
  เค้าน่ารักมาตลอด  เพิ่งมาแย่ตอนอยู่ม.1 รร.ใกล้ห้าง

เราเลยคุยกันกับแฟนว่า ลูกเราแย่มาก  เพราะมือถือกับห้างนี่แหละ  เอาไงดี  ริบมือถือ  และย้ายรร.
ไปเป็นรร.ที่ อยู่ห่างห้างดีมั้ย  รร.นี้ไม่มีค่าเทอม  เด็กที่มาเรียน ส่วนใหญ่เป็นคนฐานะไม่ค่อยพร้อม
บางคนฐานะดี แต่ไม่ยอมส่งเสียลูก เอาที่ฟรีไว้ก่อน  ภาพลักษณ์เด็กที่นี่ ค่อนข้างเกเร ต่างจากที่ลูกเรียนตอนนี้

เราไม่สนว่าคนจะนินทา หรือเสียหน้า  ถ้ามันจะทำให้เราได้ลูกที่น่ารักกลับมา  แต่ลูกจะสำนึกได้มั้ย
หรือมันจะแย่เข้าไปใหญ่  เพราะเด็กที่นี่ค่อนข้างเกเร  และผปค.ไม่ค่อยดูแล  เลี้ยงตามมีตามเกิด  ออกแนวปล่อยๆ

เรามองการศึกษาคือการลงทุนอย่างหนึ่ง  เราจบจากสถาบันที่ดีมีชื่อ  ถึงแม้ไม่ได้ทำงาน  เป็นแม่บ้าน แต่เราก็ภูมิใจ
อยากให้ลูกเห็นค่าของการศึกษา  มากกว่าที่จะบ้าเดินห้าง นั่งแชท เหมือนที่เป็น
ที่เลวร้ายที่สุด  เค้าส่อนิสัยเห็นแก่ตัว  และก้าวร้าว  จากที่เคยเป็นเด็กอ่อนโยน
ตั้งใจให้เค้าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนตอนม.ปลาย  และต่อป.ตรี ที่ออส  เค้าเป็นแบบนี้ เราฝันสลายแล้วมั้ย

ใครมีวิธีแนะนำเราบ้างคะ  ถามวัยรุ่นด้วย  ถ้าพ่อแม่ ทำแบบนี้จะคิดได้มั้ย
การลดระดับสถาบันที่เรียน ไปอยู่ที่สังคมมองว่าแย่ลง  มีผลต่อจิตใจ  หรือจะรู้สึกอยากกลับใจบ้างรึเปล่า

ปล. ไม่มีปัญหาเชิงชู้สาว เค้าชี้ให้ดูว่าคนแบบนั้นแบบนี้เค้าว่าน่ารัก  แต่ไม่เคยคุยกัน  เค้าติดห้างอยู่แต่โซนเกมส์
เพื่อนที่แชทและไปไหนมาไหน มีแต่ผู้ชาย  ข้อความข้างในมีแต่แบบเด็กผู้ชาย และมีแต่เรื่องการบ้าน  กับเรื่องที่รร.และเกมส์
แต่คุยแชทเกือบ ตลอดเวลา  อยู่กับมือถือ และยูทูบตลอดเวลา  เล่นต่อหน้าเรานี่แหละ  ดูแต่วันพีซ กับโทริโกะ
และก็พวกมิวสิควิดีโอเพลงวัยรุ่นทั่วไป  ไม่สนใจรับรู้อย่างอื่นรอบๆตัว  ชีวิตหลุดไปอยู่ในจอ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 12
สิ่งที่คุณคิดและกำลังจะทำนั่นคือการผลักดันให้ลูก เกเรค่ะ  บอกได้เลยว่าไม่ถูกต้องนะคะ
คุณไม่ยอมเปิดใจกับการเปลี่ยนแปลงไปตามวัยของลูกเลย  จะจับลูกเป็นตุ๊กตาเหมือนตอนประถม ทั้งที่ลูกอยู่มัธยม

ก่อนจะให้ลูกเข้าใจคุณ  คุณต้องเป็นฝ่ายเข้าใจวัยและฮอร์โมนของลูกก่อน
ที่บอกคุยกันทุกเรื่อง สนิทกันมาก นั่นเกิดจากคุณชี้นำ และสรุปอะไรโดยไม่เคยถามความเห็นเขาหรือไม่
พอเขามาเจอโลกที่เป็นตัวตนของเขา  เขาถึงไม่อยากให้คุณก้าวเข้ามา
เพราะคุณตัดสินใจและใส่ความคิดให้กับเขามาตลอด  โดยไม่เคยถามเขาว่า  เขาคิดแบบคุณหรือเปล่า

ที่รู้เพราะลูกเคยเป็นแบบนี้ค่ะ และบอกเลยว่ากว่าจะผ่านมาได้ มันทุกข์ทรมานมาก
ดิฉันเลี้ยงลูกคล้ายๆคุณ  โดยคิดว่านี่มันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา เราหวังดี
แต่เรากลับไม่เคยถามลูกว่า  เขารับได้หรือไม่เต็มใจกับตัวตนที่เราสร้างให้เขาไหม
และเมื่อเราบงการลูกทุกอย่าง พอลูกโต เห็นอะไรมากขึ้น เขาจะยิ่งอึดอัดมาก

คุณต้องถามว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น  ไม่ใช่ไปตำหนิว่าเขาต้องทำแบบนี้ตามแบบของคุณถึงจะถูก
ไม่งั้น อะไรที่คุณอยากให้เขาทำ ให้เขาเชื่อ ด้วยวิธีการพูดมันก็เหมือนใส่น้ำในลูกโป่ง มันจะแตกได้
คุณต้องพูดคุยซักถามเขา  ไม่ใช่ยัดเยียดความเชื่อให้เขา  
ไว้ใจเขาบ้างถ้าเขาทำอะไรไม่ถูก ก็ต้องถามเหตุผล และให้อภัยเขา  คอยประคองความคิดไม่ใช่ใส่กรอบความคิด

ถ้าไม่ปรับที่วิธีการมองลูกของคุณ  ลูกคุณจะน่าห่วงมากค่ะ และอย่าไปกดดันที่เพื่อนเขาเด็ดขาด นั่นคือการทำลายโลกของลูกค่ะ
ลูกคุณ ไม่ใช่เด็กเกเร  พ่อแม่หาไม่เจอเพราะไปเล่นบาส  นี่เขาเลือกกีฬาแทนที่จะไปเกเรนะคะ
ทำไมคุณถึงไม่รู้สึกดีและไม่รู้สึกว่าเราตัดสินลูก มองลูกผิดไป  เขาเล่นกีฬาอยู่นะ
ปัญหาของลูกเกิดจาก การไม่กล้าปฏิเสธเพื่อน กลัวไม่มีเพื่อน  
เพราะเขาอาจไม่เคยมีโอกาสตัดสินใจอะไรเองเลย เขาเลยไม่กล้าปฏิเสธใคร

พูดคุย ถามความคิดเขาค่ะ  เด็กวัยนี้ ต้องการการยอมรับ ถามเหตุผลที่เขาทำ แล้วค่อยๆแนะนำเขา  ไม่ใช่สอนเขาแบบที่เคยทำ
ถ้ายังทำแบบเดิมๆ  ลูกอาจจะกดดัน และพอ ม.ปลาย จะมีอะไรให้คุณเครียดกว่านี้อีกหลายเท่าแน่ๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่