กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกที่ตั้ง หากมีการ tag ผิดพลาด อ่านไม่ออก อ่าน แล้วงง เว้นวรรคได้น่าขัดใจ ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ก่อนเลยนะคะ
คาดว่าข้อความน่าจะยาวพอสมควร
เริ่มเลยแล้วกันเนอะ
น้องสาวคนเล็กของเรา ตอนนี้เรียนมหาลัย ปี3 คณะสถาปัต มหาลัยชื่อ ดังแถวๆรังสิต เริ่มแรกเมื่อครั้งยื่นคะแนน แม่เราได้ถามนางจนแน่ใจแล้ว ว่านางจะเรียนไหวแน่นะ (เพราะที่บ้าน มีเราที่เรียนแล้วต้องซิ่วออกมา เพราะเรียนไม่ไหวมาแล้วคนนึง) เมื่อครั้งนั้น นางมั่นใจเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าเรียนไหวสิ เรียนได้สิ อย่าขัดสิ อยากเรียนจริงๆ นางจึงได้ยื่นคะแนนและได้ผ่านเข้าไปเรียนเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งเมื่อเทอมที่แล้ว เกรดออกมา ปรากฏว่า นางไม่สามารถลงวิชาที่เป็นวิชาต่อของภาควิชาที่นางเรียนไว้ได้ (ต้องไปเรียนซ้ำตัวเดิมใหม่ และเท่าที่สอบถาม ก็ติดวิชานี้แค่ตัวเดียว) ซึ่งที่บ้านเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร หากนางจะต้องเสียเวลาเพื่อที่จะไปเรียนวิชานั้นใหม่ แต่เหมือนนางจะหมดกำลังใจหรือยังไงไม่ทราบ จู่ๆก็มาบอกพ่อว่า "ไม่อยากเรียนแล้ว อยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น"
ทีแรก พ่อก็พยายามเกลี้ยกล่อมนางอยู่นาน ให้นางลองดูก่อน ลงใหม่ก็ได้ไม่เป็นไร เสียเวลาอีกนิดนึง ก็ไม่เป็นไรหรอก พ่อยังส่งไหวอยู่ นางก็
หน้ามุ่ย ไม่พูดมาจากับคนในบ้าน จนปล่อยให้แม่คุยก็แล้ว ปลอบก็แล้ว ให้กำลังใจหนักๆก็แล้ว ก็ไม่ได้ผล นางยืนยันท่าเดียวว่าจะไปเรียนที่ญี่ปุ่น (เรากับน้องคนกลาง จะพูดกับนางไม่ค่อยได้ นางไม่ค่อยฟัง แถมจะเถียงกลับด้วยซ้ำ)
ส่วนปัญหาของทางบ้านเรา คือเรื่องค่าใช้จ่าย เป็นประเด็นหลัก ด้วยความที่ บ้านเรา มี 5 คน ฐานะปานกลาง มีพอกินพอใช้ไปเดือนๆนึงแค่
นั้น พ่อทำงานหาเงินคนเดียว พ่อเป็นข้าราชการ และที่สำคัญคือ ท่านกำลังจะเกษียณในปีหน้านี้แล้ว ภาระหนี้สินที่เหลืออยู่ คือค่าบ้าน(ที่พี่ชาย
แท้ๆของพ่อเอาบ้านไปจำนอง เสร็จแล้วเอาเงินทั้งหมดที่ได้มา ไปลงกับการพนันทั้งหมด ส่วนพ่อเราเป็นผู้ค้ำประกันกับป้าอีกคน แต่ป้าบอกว่า
บ้านหลังนี้พ่อจะอยู่ โอนเป็นชื่อพ่อแล้ว เพราะฉะนั้น ค่างวดบ้าน ป้าจะไม่จ่ายแล้ว ให้พ่อรับผิดชอบคนเดียว--เรื่องบ้าน เรารู้มาคร่าวๆแค่
ประมาณนี้เท่านั้นแหละ เห็นแม่ชอบมาระบายให้ฟังบ่อยๆ) ซึ่งหลังจากพ่อเกษียณแล้ว เงินบำนาญที่พ่อจะได้ จะมีพอใช้แค่ ผ่อนค่าบ้านต่อไป
อีกเกือบๆปี แล้วก็ค่าอยู่ค่ากินอีกไม่ถึง 2หมื่นดี(อันนี้พ่อคำนวณให้ฟังไว้ คร่าวๆเฉยๆค่ะ) แม่เราเป็นแม่บ้าน บทบาทเลยมีไม่มาก นอกจากหา
เรื่องอาหารการกิน ทำงานบ้าน แล้วก็ดูแลลูก น้องสาวคนกลางเรา จะรับปริญญาในปลายปีนี้ ส่วนเรา หลังจากออกมาเริ่มใหม่ ตอนนี้เหลืออีก
ประมาณ3เทอม จะจบแล้ว ค่าใช้จ่ายของเรากับของน้องคนกลาง ตอนนี้ไม่ค่อยจะน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะเราเองก็รับเขียนคอลัมน์หนังสือเกมไปด้วย ได้เดือนๆนึงไม่กี่พัน ก็ยังต้องมีขอพ่อบ้าง ส่วนน้องคนกลาง กำลังหางานทำอยู่ค่ะตอนนี้ ค่าใช้จ่ายหลัก เลยมาจากเงินเดือนพ่อคนเดียว หลังจากพ่อกับแม่ ลองพูดคุยกับน้องคนเล็กเราอีกรอบ (ช่วงหลังเกรดออก ก่อนเปิดเทอมนี้) นางก็ไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น ยืนยันว่า จะต้องไปให้ได้ท่าเดียว ซึ่งที่บ้านก็ไม่อยากขัดใจนางหรอก ติดที่ค่าใช้จ่ายที่ต้องหาให้นางไปนี่แหละ เรากับแม่เอง ก็พูดให้นางฟังบ่อยๆ ทำนองว่า " ไปแล้วจะเรียนอะไร ถ้าสอบไม่ได้ จะทำยังไง ไปแล้วจะอยู่ยังไง ค่ากินค่าใช้ค่าครองชีพญี่ปุ่นเค้าสูงมากนะ " นางก็ไม่ฟังค่า แถมยังกดดันพ่อ โดยการส่งไลน์เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้เพื่อการศึกษาที่นู้น (ต้องมีเงินในบัญชีผู้ปกครองอย่างต่ำ 8 แสนเป็นเวลา 6 เดือน) ซึ่งงวดแรกที่จะให้ส่งไปน่ะ เอาตามตรงก็คือ พ่อหาให้ได้ แต่หลังจากนั้นล่ะ จะหาจากไหน พ่อใกล้เกษียณ เงินเดินหายไปตั้งเท่าไหร่ ไหนจะค่าเบี้ยเลี้ยงงานนอกที่พ่อได้มาจุนเจือนิดๆหน่อยๆ ตรงนี้ก็จะหายไป (( จะว่าไป นางแทบไม่เคยรู้ เวลาที่พ่อไม่มีเงินเลยนะ อย่างเมื่อปีที่แล้ว นางต้องใช้กล้องในวิชาเรียน พ่อก็หาเงิน สอยกล้องสเปคที่นางตั้งไว้ให้นางได้ใช้จนได้ เมื่อเทอมที่แล้วเหมือนกัน โน้ตบุคเก่าของน้องคนกลางที่ให้นางไว้ทำงาน มันเก่ามากจนเรนเดอร์งานไม่ได้ นางงอแงจะเอาโน้ตบุคใหม่ พ่อก็รีบหาเงินไปซื้อโน้ตบุคใหม่ให้นางทันที ด้วยความที่นางอยู่หอ อาทิตย์นึงกลับบ้านทีนึง ระหว่างอาทิตย์ เราไปเรียน มีเงินติดตัว 20 บาท ต้องแบกมาม่าซองไปกินระหว่างรอเรียนอีกวิชาก็มี แต่นางจะมีใช้ตลอด ไลน์มาบอกพ่อ พ่อก็หาเงินเพื่อโอนไปให้นางใช้ตลอด ))
พอมาถึงช่วงที่ต้องลงทะเบียนของมหาลัยนางที่ผ่านมา ปกตินางต้องกระวนกระวาย กลัวพ่อจะหาเงินมาเข้าบัญชีให้ไม่ทันลงทะเบียน แต่
เทอมนี้ ไม่มีเลย นอนอยู่บ้านเล่นมือถือชิลล์ ๆ จนเราก็ถาม น้องคนกลางก็ถาม แม่ก็ถาม พ่อก็ถาม ว่าไม่ต้องลงทะเบียนเหรอ นางก็ไม่ตอบ ไม่ว่าอะไร จนผ่านไปเป็นเดือน แล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ผ่านมา จู่ๆนางก็บอกให้พ่อ โอนเงินค่าเทอมเข้าบัญชีนาง4หมื่น(บวกค่าหอที่นางอยู่อีกหมื่นกว่าๆ-ปกติค่าหอนี่ โอนเข้าบัญขีนางให้หักทุกเดือน ตอนปิดเทอมก็ต้องโอน เหมือนเป็นการจองหอต่อกลายๆ) เราก็สงสัยกับน้องคนกลางว่า "ไปลงทะเบียนตอนนี้ จะทันเหรอวะ" แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับพ่อไป กลัวพ่อคิดมากไปอีก จนกระทั่งวันนี้เมื่อตอนบ่ายที่ผ่านมานี้เลย พ่อ
โทรมาหาน้องสาวคนกลางเราด้วยเสียงที่โคตรหงุดหงิด แล้วถามว่า "ดูพาสปอต[น้องสาวคนเล็ก]ให้พ่อหน่อยว่าอยู่รึเปล่า" พอน้องคนกลางเรา
ถามว่า "มีอะไรเหรอพ่อ" พ่อบอกว่า "[น้องสาวคนเล็ก]บอกพ่อว่า วันนี้ไม่ต้องมารับ อยู่ญี่ปุ่น จะกลับพรุ่งนี้" คือ ปกติทุกวันศุกร์ พ่อเราจะไลน์
ถามนาง ว่าจะกลับไหม ให้ไปรับกี่โมง แต่วันนี้นางดันตอบมาว่า ไม่ต้องมารับ อยู่ญี่ปุ่น งี้ พ่อเรางงมาก เราก็งง แม่ก็งง ทุกคนงง ว่า "ไปได้ไง ?" แล้วเอาเงินที่ไหนไป ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปกับใคร หรือเอาเงินที่บอกว่าจะลงทะเบียนนั่นไปเหรอ ? โกหกพ่อเหรอ ? หรือว่าไง สรุปคือไม่ได้
เรียนใช่มั้ย ? ไม่ได้รักษาสภาพนักศึกษาด้วยใช่มั้ย ? วันนี้พ่อเรา กลับมาบ้านไวกว่าทุกวันเลย พ่อกลับมา พ่อก็บ่นเบาๆ (ปกติ พ่อเป็นคนไม่
เคยบ่นอะไรเลย พ่อใจดี ทำผิด พ่อไม่เคยดุไม่เคยด่า ไม่เคยตี พ่อจะบอกแค่ว่า คราวหน้าไม่ทำแล้วเน้อ ทำนองนี้) ละเหมือนเราได้ยินพ่อพูดว่า
"พ่อหมดแรงเลย" เรางี้ เห็นน้ำตาพ่อ เราแบบ ร้องไห้ตาม คือเราว่าเราทำพ่อผิดหวังมาคนนึงแล้ว เราก็รู้สึกผิด เราก็พยายามจะเรียนให้จบให้
ไวที่สุด แต่พอมาเจอน้องเราแบบนี้ เราไม่รู้ว่าตอนนี้เราผิดหวังกับน้องเราเหรอ ? จะเหมือนกับที่พ่อแม่ผิดหวังจากเราไปรอบนึงแล้วรึเปล่า
จนถึงตอนนี้ เราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ดี เคยโมโหนางมากๆทีนึง ถึงขั้นไม่อยากพูดด้วย ไม่อยากมองหน้า นางไประบายกับแม่ในไลน์ว่า
เครียดมาก ทำไมกลับบ้านมาทุกคนต้องมาบึ้งตึงใส่ ทำไมต้องมากดดันกันด้วย (ยอมรับแหละว่าโกรธ // ย้อนไปตอนหลังปิดเทอมที่แล้วนิดนึง
บ้านเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน มีผู้ใหญ่ใจดีที่เขาได้งานจากพ่อออกค่าเที่ยวให้ส่วนนึง บวกเงินพ่ออีกส่วนนึง เลยได้ไปกันทั้งบ้าน ซึ่งปกติ
อย่างที่บอกไว้แต่ต้น บ้านเรามีเงินแค่พออยู่ให้ชนเดือนเท่านั้น เหลือมากอีกหน่อยคือ ค่าพิศวาสจากผู้ใหญ่ท่านนี้ที่พ่อหางานให้เขาได้ เดือนนึงก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมายเลย // นางก็สงสัย ว่าพ่อหาเงินไปได้ยังไง เราเลยบอกไปว่า ก็เนี่ยเพราะพ่อหางานให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นได้ เลยได้ตังมาเที่ยว นางเลยบอกว่า "ก็ขอเงิน[ผู้ใหญ่ท่านนั้น]มาอีกสิ เดี๋ยวเค้าก็ให้ ขอมาซักล้านนึง ส่งเค้าได้สบาย" .... ไม่ให้โกรธได้ไงอะ - -")
ปล. ที่ 1 แม่เราบอกว่า น้องคนเล็กเรา เป็นคนมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์นิดนึง (ทำนองว่า ฉุนเฉียวง่ายแบบสุดๆ ประมาณว่า นางนั่ง
เล่นคอมอยู่ วานให้นางปิดไฟที่อยู่หัวเตียงนาง แค่เอี้ยวตัวไปนิดเดียวเท่านั้น นางหงุดหงิด บ่นข้ามวันได้อ่ะ -..- หรือจะเป็น ทุกคนเตรียมตัว
กินข้าวเย็น นางนอนเล่นมือถือในห้อง เตรียมเสร็จ จนกินเสร็จกันทีละคน เรียกให้นางมารีบๆกินซะจะได้เก็บโต๊ะ นางโมโหซะงั้น แล้วบอกว่า จะ
เรียกทำไมนักหนาวะ รู้ตั้งนานแล้ว...ละไม่ออกมาล่ะจ้ะ ตูจะได้ล้างจาน)
ปล. ที่ 2 เรารู้สึกว่า น้องคนเล็กเรา เป็นคนที่ ชอบตีความจากประโยคของคนอื่นผิด (อย่างเช่น มีครั้งนึง นางอยากขายของใน IG นางก็ไป
ปรึกษาแม่ แล้วเรื่องที่วางไว้ก็เงียบหายไปพักนึง จนแม่กลับมาถามนางว่า "ที่หนูว่าจะขายหมวก ไม่ทำแล้วเหรอลูก มีอะไรให้แม่ช่วยอีกไหม"
คือ--เพื่อนๆอ่านแล้วว่าไงอ่ะ เราว่าแม่แค่สงสัยเฉยๆว่าไม่ทำแล้วเหรอ แค่นั้นเองนะ แต่นางตีความได้ว่าไงรู้ป่ะ "เรื่องหมวก เห็นมาถาม ก็ไม่
เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สรุปคือจะไม่ทำแล้วใช่ไหม" นางเลยออร์เดอร์หมวกแม่มเลย เป็นร้อยใบ แล้วก็ขายไม่ได้ กองอยู่ในบ้าน
เป็นจำนวน 100ใบถ้วน จนเราว่าจะเอาไปเปิดท้ายขายเองละ -_-)
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่บอกว่า ไม่อยากให้ไปกดดันนางมาก กลัวนางเครียดแล้วจะฆ่าตัวตายซะก่อน ยิ่งคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้านอยู่ด้วย (ตอนแม่
โมโหนางที่ไม่อยากเรียนต่อ แม่ก็มาลงที่เรานี่แหละ ข้อหาที่เราเรียนยังไม่จบเพราะซิ่ว)
ส่วนพ่อเรา นอกจากจะไม่อยากพูดอะไรแล้ว ก็เริ่มก้มหน้างกๆขุดพระเครื่องเก่าๆที่สะสมไว้ออกมาปล่อยเช่าหาเงิน แถมยังพูดทีเล่นทีจริงอีกว่า
เกษียณแล้ว จะไปขับแท๊กซี่ หาเงินส่งลูกเรียน (แน่นอน เรานั่งน้ำตาไหลอีกแหละ เราเป็นพวกบ่อน้ำตาตื้นสุด)
ปล. ที่ 3 เรารู้มาคร่าวๆว่า น้องคนเล็กเราไปปรึกษา เพื่อน หรือรุ่นพี่ในคณะนั่นแหละ ว่าจะทำยังไงดี ซึ่งหลายคนพูดไปทำนองว่า "ทำในสิ่งที่
อยากทำ" แต่บางที คำนี้ เราอยากให้หลายๆคนดูกำลังของคนที่ส่งเสียด้วยเน้อ เราว่าคำนี้กับเคสของบ้านเรา มันหนักมากเกินกว่าจะยอมให้ทำในสิ่งที่อยากทำได้อ่ะ
สุดท้ายนี้ ขอบคุณสำหรับพื้นที่ละเลง ระบายอารมณ์ และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำแนะนำและทางออกนะคะ -/\-
edit : แก้ไขเว้นวรรคค่ะ มันอ่านยากมากเลยตอนแรกอ่าา
[รบกวนขอคำแนะนำ+ระบาย] เมื่อน้องสาวเราไม่อยากเรียนมหาลัยต่อ...แล้วหนีพ่อไปเที่ยว? ที่ญี่ปุ่น
คาดว่าข้อความน่าจะยาวพอสมควร
เริ่มเลยแล้วกันเนอะ
น้องสาวคนเล็กของเรา ตอนนี้เรียนมหาลัย ปี3 คณะสถาปัต มหาลัยชื่อ ดังแถวๆรังสิต เริ่มแรกเมื่อครั้งยื่นคะแนน แม่เราได้ถามนางจนแน่ใจแล้ว ว่านางจะเรียนไหวแน่นะ (เพราะที่บ้าน มีเราที่เรียนแล้วต้องซิ่วออกมา เพราะเรียนไม่ไหวมาแล้วคนนึง) เมื่อครั้งนั้น นางมั่นใจเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าเรียนไหวสิ เรียนได้สิ อย่าขัดสิ อยากเรียนจริงๆ นางจึงได้ยื่นคะแนนและได้ผ่านเข้าไปเรียนเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งเมื่อเทอมที่แล้ว เกรดออกมา ปรากฏว่า นางไม่สามารถลงวิชาที่เป็นวิชาต่อของภาควิชาที่นางเรียนไว้ได้ (ต้องไปเรียนซ้ำตัวเดิมใหม่ และเท่าที่สอบถาม ก็ติดวิชานี้แค่ตัวเดียว) ซึ่งที่บ้านเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร หากนางจะต้องเสียเวลาเพื่อที่จะไปเรียนวิชานั้นใหม่ แต่เหมือนนางจะหมดกำลังใจหรือยังไงไม่ทราบ จู่ๆก็มาบอกพ่อว่า "ไม่อยากเรียนแล้ว อยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น"
ทีแรก พ่อก็พยายามเกลี้ยกล่อมนางอยู่นาน ให้นางลองดูก่อน ลงใหม่ก็ได้ไม่เป็นไร เสียเวลาอีกนิดนึง ก็ไม่เป็นไรหรอก พ่อยังส่งไหวอยู่ นางก็
หน้ามุ่ย ไม่พูดมาจากับคนในบ้าน จนปล่อยให้แม่คุยก็แล้ว ปลอบก็แล้ว ให้กำลังใจหนักๆก็แล้ว ก็ไม่ได้ผล นางยืนยันท่าเดียวว่าจะไปเรียนที่ญี่ปุ่น (เรากับน้องคนกลาง จะพูดกับนางไม่ค่อยได้ นางไม่ค่อยฟัง แถมจะเถียงกลับด้วยซ้ำ)
ส่วนปัญหาของทางบ้านเรา คือเรื่องค่าใช้จ่าย เป็นประเด็นหลัก ด้วยความที่ บ้านเรา มี 5 คน ฐานะปานกลาง มีพอกินพอใช้ไปเดือนๆนึงแค่
นั้น พ่อทำงานหาเงินคนเดียว พ่อเป็นข้าราชการ และที่สำคัญคือ ท่านกำลังจะเกษียณในปีหน้านี้แล้ว ภาระหนี้สินที่เหลืออยู่ คือค่าบ้าน(ที่พี่ชาย
แท้ๆของพ่อเอาบ้านไปจำนอง เสร็จแล้วเอาเงินทั้งหมดที่ได้มา ไปลงกับการพนันทั้งหมด ส่วนพ่อเราเป็นผู้ค้ำประกันกับป้าอีกคน แต่ป้าบอกว่า
บ้านหลังนี้พ่อจะอยู่ โอนเป็นชื่อพ่อแล้ว เพราะฉะนั้น ค่างวดบ้าน ป้าจะไม่จ่ายแล้ว ให้พ่อรับผิดชอบคนเดียว--เรื่องบ้าน เรารู้มาคร่าวๆแค่
ประมาณนี้เท่านั้นแหละ เห็นแม่ชอบมาระบายให้ฟังบ่อยๆ) ซึ่งหลังจากพ่อเกษียณแล้ว เงินบำนาญที่พ่อจะได้ จะมีพอใช้แค่ ผ่อนค่าบ้านต่อไป
อีกเกือบๆปี แล้วก็ค่าอยู่ค่ากินอีกไม่ถึง 2หมื่นดี(อันนี้พ่อคำนวณให้ฟังไว้ คร่าวๆเฉยๆค่ะ) แม่เราเป็นแม่บ้าน บทบาทเลยมีไม่มาก นอกจากหา
เรื่องอาหารการกิน ทำงานบ้าน แล้วก็ดูแลลูก น้องสาวคนกลางเรา จะรับปริญญาในปลายปีนี้ ส่วนเรา หลังจากออกมาเริ่มใหม่ ตอนนี้เหลืออีก
ประมาณ3เทอม จะจบแล้ว ค่าใช้จ่ายของเรากับของน้องคนกลาง ตอนนี้ไม่ค่อยจะน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ เพราะเราเองก็รับเขียนคอลัมน์หนังสือเกมไปด้วย ได้เดือนๆนึงไม่กี่พัน ก็ยังต้องมีขอพ่อบ้าง ส่วนน้องคนกลาง กำลังหางานทำอยู่ค่ะตอนนี้ ค่าใช้จ่ายหลัก เลยมาจากเงินเดือนพ่อคนเดียว หลังจากพ่อกับแม่ ลองพูดคุยกับน้องคนเล็กเราอีกรอบ (ช่วงหลังเกรดออก ก่อนเปิดเทอมนี้) นางก็ไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น ยืนยันว่า จะต้องไปให้ได้ท่าเดียว ซึ่งที่บ้านก็ไม่อยากขัดใจนางหรอก ติดที่ค่าใช้จ่ายที่ต้องหาให้นางไปนี่แหละ เรากับแม่เอง ก็พูดให้นางฟังบ่อยๆ ทำนองว่า " ไปแล้วจะเรียนอะไร ถ้าสอบไม่ได้ จะทำยังไง ไปแล้วจะอยู่ยังไง ค่ากินค่าใช้ค่าครองชีพญี่ปุ่นเค้าสูงมากนะ " นางก็ไม่ฟังค่า แถมยังกดดันพ่อ โดยการส่งไลน์เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้เพื่อการศึกษาที่นู้น (ต้องมีเงินในบัญชีผู้ปกครองอย่างต่ำ 8 แสนเป็นเวลา 6 เดือน) ซึ่งงวดแรกที่จะให้ส่งไปน่ะ เอาตามตรงก็คือ พ่อหาให้ได้ แต่หลังจากนั้นล่ะ จะหาจากไหน พ่อใกล้เกษียณ เงินเดินหายไปตั้งเท่าไหร่ ไหนจะค่าเบี้ยเลี้ยงงานนอกที่พ่อได้มาจุนเจือนิดๆหน่อยๆ ตรงนี้ก็จะหายไป (( จะว่าไป นางแทบไม่เคยรู้ เวลาที่พ่อไม่มีเงินเลยนะ อย่างเมื่อปีที่แล้ว นางต้องใช้กล้องในวิชาเรียน พ่อก็หาเงิน สอยกล้องสเปคที่นางตั้งไว้ให้นางได้ใช้จนได้ เมื่อเทอมที่แล้วเหมือนกัน โน้ตบุคเก่าของน้องคนกลางที่ให้นางไว้ทำงาน มันเก่ามากจนเรนเดอร์งานไม่ได้ นางงอแงจะเอาโน้ตบุคใหม่ พ่อก็รีบหาเงินไปซื้อโน้ตบุคใหม่ให้นางทันที ด้วยความที่นางอยู่หอ อาทิตย์นึงกลับบ้านทีนึง ระหว่างอาทิตย์ เราไปเรียน มีเงินติดตัว 20 บาท ต้องแบกมาม่าซองไปกินระหว่างรอเรียนอีกวิชาก็มี แต่นางจะมีใช้ตลอด ไลน์มาบอกพ่อ พ่อก็หาเงินเพื่อโอนไปให้นางใช้ตลอด ))
พอมาถึงช่วงที่ต้องลงทะเบียนของมหาลัยนางที่ผ่านมา ปกตินางต้องกระวนกระวาย กลัวพ่อจะหาเงินมาเข้าบัญชีให้ไม่ทันลงทะเบียน แต่
เทอมนี้ ไม่มีเลย นอนอยู่บ้านเล่นมือถือชิลล์ ๆ จนเราก็ถาม น้องคนกลางก็ถาม แม่ก็ถาม พ่อก็ถาม ว่าไม่ต้องลงทะเบียนเหรอ นางก็ไม่ตอบ ไม่ว่าอะไร จนผ่านไปเป็นเดือน แล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ผ่านมา จู่ๆนางก็บอกให้พ่อ โอนเงินค่าเทอมเข้าบัญชีนาง4หมื่น(บวกค่าหอที่นางอยู่อีกหมื่นกว่าๆ-ปกติค่าหอนี่ โอนเข้าบัญขีนางให้หักทุกเดือน ตอนปิดเทอมก็ต้องโอน เหมือนเป็นการจองหอต่อกลายๆ) เราก็สงสัยกับน้องคนกลางว่า "ไปลงทะเบียนตอนนี้ จะทันเหรอวะ" แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับพ่อไป กลัวพ่อคิดมากไปอีก จนกระทั่งวันนี้เมื่อตอนบ่ายที่ผ่านมานี้เลย พ่อ
โทรมาหาน้องสาวคนกลางเราด้วยเสียงที่โคตรหงุดหงิด แล้วถามว่า "ดูพาสปอต[น้องสาวคนเล็ก]ให้พ่อหน่อยว่าอยู่รึเปล่า" พอน้องคนกลางเรา
ถามว่า "มีอะไรเหรอพ่อ" พ่อบอกว่า "[น้องสาวคนเล็ก]บอกพ่อว่า วันนี้ไม่ต้องมารับ อยู่ญี่ปุ่น จะกลับพรุ่งนี้" คือ ปกติทุกวันศุกร์ พ่อเราจะไลน์
ถามนาง ว่าจะกลับไหม ให้ไปรับกี่โมง แต่วันนี้นางดันตอบมาว่า ไม่ต้องมารับ อยู่ญี่ปุ่น งี้ พ่อเรางงมาก เราก็งง แม่ก็งง ทุกคนงง ว่า "ไปได้ไง ?" แล้วเอาเงินที่ไหนไป ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปกับใคร หรือเอาเงินที่บอกว่าจะลงทะเบียนนั่นไปเหรอ ? โกหกพ่อเหรอ ? หรือว่าไง สรุปคือไม่ได้
เรียนใช่มั้ย ? ไม่ได้รักษาสภาพนักศึกษาด้วยใช่มั้ย ? วันนี้พ่อเรา กลับมาบ้านไวกว่าทุกวันเลย พ่อกลับมา พ่อก็บ่นเบาๆ (ปกติ พ่อเป็นคนไม่
เคยบ่นอะไรเลย พ่อใจดี ทำผิด พ่อไม่เคยดุไม่เคยด่า ไม่เคยตี พ่อจะบอกแค่ว่า คราวหน้าไม่ทำแล้วเน้อ ทำนองนี้) ละเหมือนเราได้ยินพ่อพูดว่า
"พ่อหมดแรงเลย" เรางี้ เห็นน้ำตาพ่อ เราแบบ ร้องไห้ตาม คือเราว่าเราทำพ่อผิดหวังมาคนนึงแล้ว เราก็รู้สึกผิด เราก็พยายามจะเรียนให้จบให้
ไวที่สุด แต่พอมาเจอน้องเราแบบนี้ เราไม่รู้ว่าตอนนี้เราผิดหวังกับน้องเราเหรอ ? จะเหมือนกับที่พ่อแม่ผิดหวังจากเราไปรอบนึงแล้วรึเปล่า
จนถึงตอนนี้ เราก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้ดี เคยโมโหนางมากๆทีนึง ถึงขั้นไม่อยากพูดด้วย ไม่อยากมองหน้า นางไประบายกับแม่ในไลน์ว่า
เครียดมาก ทำไมกลับบ้านมาทุกคนต้องมาบึ้งตึงใส่ ทำไมต้องมากดดันกันด้วย (ยอมรับแหละว่าโกรธ // ย้อนไปตอนหลังปิดเทอมที่แล้วนิดนึง
บ้านเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นกัน มีผู้ใหญ่ใจดีที่เขาได้งานจากพ่อออกค่าเที่ยวให้ส่วนนึง บวกเงินพ่ออีกส่วนนึง เลยได้ไปกันทั้งบ้าน ซึ่งปกติ
อย่างที่บอกไว้แต่ต้น บ้านเรามีเงินแค่พออยู่ให้ชนเดือนเท่านั้น เหลือมากอีกหน่อยคือ ค่าพิศวาสจากผู้ใหญ่ท่านนี้ที่พ่อหางานให้เขาได้ เดือนนึงก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมายเลย // นางก็สงสัย ว่าพ่อหาเงินไปได้ยังไง เราเลยบอกไปว่า ก็เนี่ยเพราะพ่อหางานให้ผู้ใหญ่ท่านนั้นได้ เลยได้ตังมาเที่ยว นางเลยบอกว่า "ก็ขอเงิน[ผู้ใหญ่ท่านนั้น]มาอีกสิ เดี๋ยวเค้าก็ให้ ขอมาซักล้านนึง ส่งเค้าได้สบาย" .... ไม่ให้โกรธได้ไงอะ - -")
ปล. ที่ 1 แม่เราบอกว่า น้องคนเล็กเรา เป็นคนมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์นิดนึง (ทำนองว่า ฉุนเฉียวง่ายแบบสุดๆ ประมาณว่า นางนั่ง
เล่นคอมอยู่ วานให้นางปิดไฟที่อยู่หัวเตียงนาง แค่เอี้ยวตัวไปนิดเดียวเท่านั้น นางหงุดหงิด บ่นข้ามวันได้อ่ะ -..- หรือจะเป็น ทุกคนเตรียมตัว
กินข้าวเย็น นางนอนเล่นมือถือในห้อง เตรียมเสร็จ จนกินเสร็จกันทีละคน เรียกให้นางมารีบๆกินซะจะได้เก็บโต๊ะ นางโมโหซะงั้น แล้วบอกว่า จะ
เรียกทำไมนักหนาวะ รู้ตั้งนานแล้ว...ละไม่ออกมาล่ะจ้ะ ตูจะได้ล้างจาน)
ปล. ที่ 2 เรารู้สึกว่า น้องคนเล็กเรา เป็นคนที่ ชอบตีความจากประโยคของคนอื่นผิด (อย่างเช่น มีครั้งนึง นางอยากขายของใน IG นางก็ไป
ปรึกษาแม่ แล้วเรื่องที่วางไว้ก็เงียบหายไปพักนึง จนแม่กลับมาถามนางว่า "ที่หนูว่าจะขายหมวก ไม่ทำแล้วเหรอลูก มีอะไรให้แม่ช่วยอีกไหม"
คือ--เพื่อนๆอ่านแล้วว่าไงอ่ะ เราว่าแม่แค่สงสัยเฉยๆว่าไม่ทำแล้วเหรอ แค่นั้นเองนะ แต่นางตีความได้ว่าไงรู้ป่ะ "เรื่องหมวก เห็นมาถาม ก็ไม่
เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สรุปคือจะไม่ทำแล้วใช่ไหม" นางเลยออร์เดอร์หมวกแม่มเลย เป็นร้อยใบ แล้วก็ขายไม่ได้ กองอยู่ในบ้าน
เป็นจำนวน 100ใบถ้วน จนเราว่าจะเอาไปเปิดท้ายขายเองละ -_-)
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่บอกว่า ไม่อยากให้ไปกดดันนางมาก กลัวนางเครียดแล้วจะฆ่าตัวตายซะก่อน ยิ่งคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้านอยู่ด้วย (ตอนแม่
โมโหนางที่ไม่อยากเรียนต่อ แม่ก็มาลงที่เรานี่แหละ ข้อหาที่เราเรียนยังไม่จบเพราะซิ่ว)
ส่วนพ่อเรา นอกจากจะไม่อยากพูดอะไรแล้ว ก็เริ่มก้มหน้างกๆขุดพระเครื่องเก่าๆที่สะสมไว้ออกมาปล่อยเช่าหาเงิน แถมยังพูดทีเล่นทีจริงอีกว่า
เกษียณแล้ว จะไปขับแท๊กซี่ หาเงินส่งลูกเรียน (แน่นอน เรานั่งน้ำตาไหลอีกแหละ เราเป็นพวกบ่อน้ำตาตื้นสุด)
ปล. ที่ 3 เรารู้มาคร่าวๆว่า น้องคนเล็กเราไปปรึกษา เพื่อน หรือรุ่นพี่ในคณะนั่นแหละ ว่าจะทำยังไงดี ซึ่งหลายคนพูดไปทำนองว่า "ทำในสิ่งที่
อยากทำ" แต่บางที คำนี้ เราอยากให้หลายๆคนดูกำลังของคนที่ส่งเสียด้วยเน้อ เราว่าคำนี้กับเคสของบ้านเรา มันหนักมากเกินกว่าจะยอมให้ทำในสิ่งที่อยากทำได้อ่ะ
สุดท้ายนี้ ขอบคุณสำหรับพื้นที่ละเลง ระบายอารมณ์ และขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำแนะนำและทางออกนะคะ -/\-
edit : แก้ไขเว้นวรรคค่ะ มันอ่านยากมากเลยตอนแรกอ่าา