ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ หลังจากที่แต่งๆดองๆจนคิดว่าฝีมือพอไปวัดไปวากับเขาได้บ้าง วันนี้เลยอยากเอามาแชร์ให้อ่านกันดูค่ะ ชอบไม่ชอบ ติ ชม แนะนำ กันได้นะคะ เมตตานักอยากเขียนตาดำๆสักคนเถอะค่ะ
บุหลันลายโศก
บทนำ
ภูเก็ตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองยังคงเป็นอีกเมืองที่โดนพิษสงครามเล่นงาน ทว่าความวุ่นวายโกลาหลนั้นยังน้อยกว่าในพระนครมากมายนัก เมืองชายฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันตกแห่งนี้จึงยังดูสงบสุขจนเกือบจะเป็นปกติ
คืนเดือนดับที่จันทราปล่อยให้ฟ้าอับแสงอย่างเดียวดาย มีเพียงดวงดาวประกายเท่านั้นที่แต่งเติมให้ท้องฟ้าสว่างไสวสวยงามขึ้นมาอีกครั้ง ลมทะเลพัดมาเบาๆหอบเอากลิ่นน้ำเค็มลอยลมมาเป็นระลอก คฤหาส์นหลังใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ในความมืด ครั้งหนึ่งบ้านชมบุหลันแห่งนี้เคยคึกคักเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าอั้งม่อหลาวหลังงามคู่เมืองภูเก็ตหลังนี้จะต้องถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สองพี่น้องหญิงสาวสายเลือดเปอรานากัน ชาติพันธ์ผสมระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับชนพื้นเมืองแถบคาบสมุทรมาลายู กำลังจะเผชิญ
หญิงสาวสองคนที่หน้าตาละหม้ายคล้ายกันจนแทบจะเป็นคนคนเดียวกำลังจับมือกันก้าวเท้ายาวๆอย่างรีบร้อนลนลาน ร่างระหงนั้นสวมเสื้อผ้าป่านรูเบีย แขนยาว เข้าเอวรัดรูป ปักลายฉลุทั้งที่คอเสื้อ ชายเสื้อและปลายแขน นุ่งผ้าปาเต๊ะสีสดปักเลื่อม ผมยาวดำขลับขมวดมวยไว้เป็นก้นหอย ทั้งเครื่องแต่งกาย รูปแบบการแต่งกายรวมทั้งรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกระเบียดนิ้วต่างกันเพียงสีผ้าและลวดลายบนเนื้อผ้าเท่านั้น ด้วยผิวกายที่ขาวจัดแม้ในความมืดก็ยังแลเห็นการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน การก้าวเดินยังคงเป็นไปอย่างเร่งรีบก่อนที่หนึ่งในสองสาวจะหยุดเดินอย่างกะทันหันและเอ่ยคำพูดขึ้นมาเบาๆอย่างยากลำบากใจ
“หยุดก่อนอาเพ่ยพี่มีเรื่องจะบอก” ใบหน้าขาวหมดจดนั้นผุดเม็ดเหงื่อพราวอันเป็นผลมาจากความเร่งรีบและความตื่นเต้น
“อะไรอีกล่ะอาผิงชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทันเรือ อาป๊าอาม่าและคุณแหม่มมาเรียกำลังรอเราอยู่” คนถูกเรียกพูดขึ้นอย่างหัวเสีย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพิรี้พิไรกันอยู่
“พี่ไม่อยากไปสิงคโปร์” หญิงสาวโพล่งคำพูดด้วยความอัดอั้นตันใจ
“หะ! อะไรนะอาผิง นี่ไม่ใช่เวลาจะมาล้อเล่นกันนะ”
“พี่ไม่ได้พูดเล่น พี่หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ พี่ไม่อยากไปสิงคโปร์” กว่าจะกล้าพูดคำนั้นออกไปได้ผิงอันต้องรวบรวมความกล้าอยู่นาน นับเป็นความยากลำบากใจอย่างที่สุดในการตัดสินใจของหญิงสาว
“เพราะอะไรผิงอัน เพราะอะไร บอกมา” เพ่ยอิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ห้วน กระด้าง ไม่ใช่เพราะเธอโกรธเคียงในการกระทำของพี่สาว หากเป็นเพราะเวลาที่กระชั้นจนไม่สามารถจัดการอะไรได้ทันหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตอนนี้ ผิงอันเงียบไม่ตอบน้องสาวในทันทีจนเพ่ยอิงต้องกล่าวต่อ
“มิสเตอร์จอนกับคุณแหม่มมาเรียต้องย้ายไปประจำที่สิงคโปร์ เหมืองแร่ก็ปิดไปแล้ว ไม่มีใครอยู่ที่นี่อีกแล้ว แล้วเราจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง ไม่มีมิสเตอร์จอนกับคุณแหม่มเราก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ การย้ายตามท่านทั้งสองไปสิงคโปร์เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว” เพ่ยอิงพูดด้วยเหตุผลและใช้น้ำเสียงที่อ่อนลง แม้จะเป็นพี่น้องคลานตามกันมาหากผิงอันและเพ่ยอิงก็ต่างกันมาก ความเรียบร้อยอ่อนหวานที่ผิงอันมี แทบหาไม่ได้เลยในตัวเพ่ยอิง ถึงกระนั้นเพ่ยอิงก็สดใส แก่นแก้ว เปิดเผย และห้าวหาญมากกว่าพี่สาวอยู่มากทีเดียว
“ว่าไงอาผิง ทำไมไม่อยากไปสิงคโปร์” เพ่ยอิงอ่อนเสียงลงถามอย่างอ่อนใจ ผิงอันเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบน้องสาวออกไป
“เธอก็รู้หัวใจของพี่มันอยู่ที่นี่เสียแล้ว”
“อาผิง” เพ่ยอิงขานชื่อนั้นอย่างอ่อนใจก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวอย่างนึกเห็นใจคนตรงหน้า
“แล้วพี่จะอยู่ที่นี่ยังไงคนเดียว พรุ่งนี้ปวิชก็ต้องกลับบางกอกเหมือนกัน ตอนนี้มิสเตอร์จอนกับปวิชก็คงยุ่งๆเรื่องที่เหมืองอยู่”
“ปวิชเขาสัญญากับพี่ว่าเขาจะพาพี่ไปบางกอกด้วย” ผิงอันพูดแววตาสดใสเป็นประกายด้วยความหวัง
“แล้วอาป็า อาม่า ล่ะ พี่จะให้ฉันบอกอาป็า อาม่า ว่งยังไง ถ้าท่านรู้ว่าพี่อยากอยู่ที่นี่เพื่อคอยปวิช อาป๋าต้องไม่ยอมแน่ๆ และที่สำคัญนะพี่ไม่กลัวอาป๊า
อาม่า จะเสียใจบ้างเหรอ ” ผิงอันยังคงเงียบหญิงสาวไม่มีคำพูดใดที่จะมาอธิบายเพื่อหาความชอบธรรมให้กับตัวเองได้ หากสิ่งที่เธอตัดสินใจทำไปแล้วด้วยความมั่นคงก็ยากจะหาสิ่งไหนมาเปลี่ยนใจได้เช่นกัน
“อาผิง ไปสิงคโปร์กับพวกเราเถอะนะ พวกเราจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีพี่ พี่เองก็เหมือนกันพี่คิดว่าพี่จะอยู่ที่นี่อย่างสุขสบายได้เหรอ บางกอกน่ะพี่ก็ไม่เคยไปสักครั้ง ครอบครัวของปวิชเขายอมรับพี่มากแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ ต่อให้ปวิชรักพี่มากแค่ไหนก็ไม่มีใครรักและดูแลพี่ได้ดีเท่าครอบครัวเราหรอกนะ” ข้อนั้นผิงอันรู้ดีและเห็นด้วยกับทุกคำพูดของน้องสาวหากแต่สิ่งที่หญิงสาวกลัวที่สุดไม่ใช่ความยากลำบากที่จะตามมาในอนาคต หากแต่เป็นการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีกต่างหาก ผิงอันมีชีวิตอยู่ได้อย่างยากลำบากหากต้องทิ้งหัวใจและจิตวิญณาญของตัวเองไว้ที่นี่
“พี่ตัดสินใจแล้วอาเพ่ยพี่จะรอปวิชอยู่ที่นี่” นี่เป็นครั้งแรกที่เพ่ยอิงมองเห็นความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ที่ฉายอยู่ในดวงตาคมกล้าคู่นั้นอย่างชัดเจน คำพูดที่มั่นคง เด็ดขาด ของพี่สาว ทำให้หญิงสาวรู้สึกเห็นใจและพาลให้รู้สึกอ่อนใจไปในเวลาเดียวกัน
“อาผิง” อีกครั้งที่เพ่ยอิงต้องหลุดชื่อนั้นออกมาอย่างยากลำบาก หัวใจที่ใครๆต่างก็คิดว่าแข็งกระด้าง ไม่เคยทุกข์ร้อนหรืออนาทรต่อเรื่องใดๆของเธอรู้สึกกระตุกอย่างแรง รอยความขื่นขมปรากฏแปลบขึ้นในความรู้สึกแล้วจางหาย ความรักของพี่สาวเธอรับรู้และเข้าใจทุกความรู้สึก ทว่าในสถานการณ์อย่างนี้เพ่ยอิงรู้ดีว่าผิงอันต้องต่อสู้กับความรู้สึกของหัวใจมากมายแค่ไหน ผู้หญิงที่กตัญญู อ่อนโยน และมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักความศรัทธาอย่างผิงอันเมื่อต้องเลือกระหว่าง ความรักและครอบครัวมันคือความยากเย็นอย่างถึงที่สุด
“อาเพ่ยไปสิงคโปร์กับอาป๊า อาม่า และคุณแหม่มเถอะ ฝากดูแลพวกเขาด้วย ฝากขอบคุณคุณแหม่มด้วยที่อบรมสั่งสอนพี่มา”
“โธ่! อาผิงแล้วฉันจะอยู่ยังไง ตั้งแต่เล็กจนโตมาสิบแปดปีเราไม่เคยห่างกันเลย” คำพูดของน้องสาวทำให้น้ำตาที่เอ่อท้นอยู่ในอกหลั่งลงสองข้างแก้มอย่างสุดกลั้น
“พี่ขอโทษอาเพ่ย พี่ขอโทษ” ผิงอันจับสองมือเรียวของน้องสาวแน่น เพ่ยอิงน้ำตาไหลตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ สมองที่เคยคิดอะไรได้รวดเร็วกลับตีบตันหนักอึ้ง
“ถ้าพรุ่งนี้พี่ไม่ได้เจอปวิช พี่ต้องลงเรือไปสิงคโปร์พร้อมมิสเตอร์จอนนะ สัญญากับฉันนะอาผิง” เพ่ยอิงกลืนก้อนเหนียวๆลงคออย่างยากลำบากก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าพี่ไม่ได้ไปสิงคโปร์กับมิสเตอร์จอนฉันจะหาทางมาตามหาพี่ที่นี่อีกครั้ง แต่พี่ต้องสัญญานะว่าพี่จะต้องดูแลตัวเองดีๆ ฉันจะไม่มีวันให้อภัยปวิชเลยถ้าฉันรู้ว่าเขาทำให้พี่ต้องร้องให้เสียใจ ที่สำคัญคืนนี้พี่ต้องรักษาตัวให้รอดพ้นจากตำรวจให้ได้ ป่านี้ไอ้ธิปกกับพวกของมันคงตามตำรวจมาลากตัวพี่ไปเข้าตะรางกันแล้ว ถ้าพี่ลงเรือไปกับเราพวกมันคงหาพี่ไม่เจอแน่ อาผิงคิดดีดูอีกครั้งเถอะนะ”
“พี่ไม่กลัวพวกมันหรอกอาเพ่ยพี่ไม่ผิด พวกมันต่างหากที่คิดชั่วกับพี่ก่อน พี่ตัดสินใจแล้วว่าพี่จะอยู่ที่นี่ พี่รับได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะพี่ตัดสินใจแล้ว” แม้เสียงนั้นจะช้าชัด มั่นคง หากก็เต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อย หนัก บีบคั้นหัวใจจนรู้สึกอ่อนล้า
“เมื่อพี่คิดดีแล้ว อะไรก็คงมาห้ามพี่ไม่ได้แล้ว แต่รับปากกับฉันนะอาผิงว่าถ้าปวิชไม่มารับพี่ พี่ต้องไปสิงคโปร์พร้อมมิสเตอร์จอนทันที” คำพูดเหล่านั้นปะปนไปกับก้อนสะอื้นจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์
“พี่สัญญาอาเพ่ย” สองพี่น้องกอดคอกันน้ำตาใหลพราก ก่อนที่ผิงอันจะคลายอ้อมกอดออกจากน้องสาว พร้อมด้วยวางวัตถุบางอย่างลงบนมือของเพ่ยอิง
“นี่เป็นแหวนที่ปวิชมอบไว้ให้พี่ ลูกอกตัญญูอย่างพี่คงไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของอาป๊าอาม่าได้อีกแล้ว นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่พี่จะตอบแทนท่านได้ เมื่อถึงสิงคโปร์ให้อาเพ่ยเอาของพวกนี้ไปขายแล้วเอาเงินมาให้อาป๊าอาม่าเก็บไว้ใช้จ่าย แม้มิสเตอร์จอนและคุณแหม่มจะไม่ทอดทิ้งเราแต่สักวันทั้งสองท่านก็ต้องกลับประเทศของท่าน ของพวกนี้จะทำให้อาป๊าอาม่าอยู่ในสิงคโปร์ได้อย่างไม่ลำบากมากนัก” เพ่ยอิงมองดูสร้อยคอทองคำพร้อมจี้มรกตเม็ดจิ๋วและแหวนทองคำรูปดอกพิกุลล้อมด้วยทับทิมน้ำงาม
“แต่มันเป็นสิ่งที่ปวิชมอบให้พี่นะ และมันก็มีค่าเกินกว่าฉันจะรับไว้ได้”
“สิ่งที่พี่เลือกมันผิดและอกตัญญูมาก ขอให้พี่ได้ทำอะไรเพื่อไถ่บาปครั้งนี้บ้างเถอะ” เพ่ยอิงละสายตาจากของในมือเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวด้วยแววตาขมขื่น
“พี่เก็บสร้อยมรกตไว้เถอะ ฉันขอรับไว้แค่แหวนทับทิมวงเดียวก็พอ” พูดจบเพ่ยอิงก็ยัดสร้อยมรกตคืนใส่มือผิงอัน ก่อนจะพูดต่อว่า
“หากพรุ่งนี้พี่ไม่ได้เจอปวิชพี่ต้องลงเรือไปสิงคโปร์กับมิสเตอร์จอนนะ” เพ่ยอิงย้ำประโยคเดิมๆ หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ผิดผลาดจนไม่สามาถแก้ใขได้
“ถ้าพรุ่งนี้ปวิชไม่มาตามนัดพี่จะลงเรือไปสิงคโปร์พร้อมกับมิสเตอร์จอนทันทีพี่สัญญา”ผิงอันพูดด้วยสายตามุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว
“รีบไปเถอะอาเพ่ยป่านี้อาป๊าอาม่าและคุณแหม่มคงคอยแย่แล้ว” ผิงอันคลายมือที่เกาะกุมมือน้องสาวไว้ก่อนจะดุนหลัง
เพ่ยอิงให้รีบเดินจากไป
“แต่อาผิง...” คำพูดมากมายคล้ายหลุดหายในลำคอ ความรู้สึกใจหายเกาะแน่นในหัวใจจนหลั่งไหลออกมาเป็นสายน้ำตาความรู้สึกห่วงหา อาวรณ์ต่อตัวพี่สาวปะปนกับความหวาดหวั่นจนสับสนหัวใจ ผิงอันเลือกที่จะอยู่ที่นี่ด้วยความรัก ความหวัง และศรัทธา แม้จะต้องจากพ่อแม่ พี่น้อง หากผิงอันก็มีความหวังที่เปี่ยมล้นหัวใจเท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับกำลังใจและเหตุผลที่จะอยู่ที่นี่
หากเธอล่ะ คนที่ต้องจากที่นี่ไปแม้จะมีพ่อแม่และคนแวดล้อมรอบกายหากเพ่ยอิงกลับรู้สึกโหว่งเหว่ง เคว้งคว้าง คล้ายเรือลำน้อยที่ลอยลำอยู่กลางทะเลเพียงลำพังไม่รู้จะไปทางไหน เพ่ยอิงหันมามองพี่สาวอีกครั้งก่อนจะเดินจากมาลับตา ร่างของผิงอันยืนส่งเธออยู่ที่ตรงนั้นก่อนจะถูกความมืดกลืนหายไป
บุหลันลายโศก บทนำ
บุหลันลายโศก
บทนำ
ภูเก็ตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองยังคงเป็นอีกเมืองที่โดนพิษสงครามเล่นงาน ทว่าความวุ่นวายโกลาหลนั้นยังน้อยกว่าในพระนครมากมายนัก เมืองชายฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันตกแห่งนี้จึงยังดูสงบสุขจนเกือบจะเป็นปกติ
คืนเดือนดับที่จันทราปล่อยให้ฟ้าอับแสงอย่างเดียวดาย มีเพียงดวงดาวประกายเท่านั้นที่แต่งเติมให้ท้องฟ้าสว่างไสวสวยงามขึ้นมาอีกครั้ง ลมทะเลพัดมาเบาๆหอบเอากลิ่นน้ำเค็มลอยลมมาเป็นระลอก คฤหาส์นหลังใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ในความมืด ครั้งหนึ่งบ้านชมบุหลันแห่งนี้เคยคึกคักเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าอั้งม่อหลาวหลังงามคู่เมืองภูเก็ตหลังนี้จะต้องถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สองพี่น้องหญิงสาวสายเลือดเปอรานากัน ชาติพันธ์ผสมระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับชนพื้นเมืองแถบคาบสมุทรมาลายู กำลังจะเผชิญ
หญิงสาวสองคนที่หน้าตาละหม้ายคล้ายกันจนแทบจะเป็นคนคนเดียวกำลังจับมือกันก้าวเท้ายาวๆอย่างรีบร้อนลนลาน ร่างระหงนั้นสวมเสื้อผ้าป่านรูเบีย แขนยาว เข้าเอวรัดรูป ปักลายฉลุทั้งที่คอเสื้อ ชายเสื้อและปลายแขน นุ่งผ้าปาเต๊ะสีสดปักเลื่อม ผมยาวดำขลับขมวดมวยไว้เป็นก้นหอย ทั้งเครื่องแต่งกาย รูปแบบการแต่งกายรวมทั้งรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกระเบียดนิ้วต่างกันเพียงสีผ้าและลวดลายบนเนื้อผ้าเท่านั้น ด้วยผิวกายที่ขาวจัดแม้ในความมืดก็ยังแลเห็นการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน การก้าวเดินยังคงเป็นไปอย่างเร่งรีบก่อนที่หนึ่งในสองสาวจะหยุดเดินอย่างกะทันหันและเอ่ยคำพูดขึ้นมาเบาๆอย่างยากลำบากใจ
“หยุดก่อนอาเพ่ยพี่มีเรื่องจะบอก” ใบหน้าขาวหมดจดนั้นผุดเม็ดเหงื่อพราวอันเป็นผลมาจากความเร่งรีบและความตื่นเต้น
“อะไรอีกล่ะอาผิงชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทันเรือ อาป๊าอาม่าและคุณแหม่มมาเรียกำลังรอเราอยู่” คนถูกเรียกพูดขึ้นอย่างหัวเสีย ช่วงเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพิรี้พิไรกันอยู่
“พี่ไม่อยากไปสิงคโปร์” หญิงสาวโพล่งคำพูดด้วยความอัดอั้นตันใจ
“หะ! อะไรนะอาผิง นี่ไม่ใช่เวลาจะมาล้อเล่นกันนะ”
“พี่ไม่ได้พูดเล่น พี่หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ พี่ไม่อยากไปสิงคโปร์” กว่าจะกล้าพูดคำนั้นออกไปได้ผิงอันต้องรวบรวมความกล้าอยู่นาน นับเป็นความยากลำบากใจอย่างที่สุดในการตัดสินใจของหญิงสาว
“เพราะอะไรผิงอัน เพราะอะไร บอกมา” เพ่ยอิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ห้วน กระด้าง ไม่ใช่เพราะเธอโกรธเคียงในการกระทำของพี่สาว หากเป็นเพราะเวลาที่กระชั้นจนไม่สามารถจัดการอะไรได้ทันหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตอนนี้ ผิงอันเงียบไม่ตอบน้องสาวในทันทีจนเพ่ยอิงต้องกล่าวต่อ
“มิสเตอร์จอนกับคุณแหม่มมาเรียต้องย้ายไปประจำที่สิงคโปร์ เหมืองแร่ก็ปิดไปแล้ว ไม่มีใครอยู่ที่นี่อีกแล้ว แล้วเราจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง ไม่มีมิสเตอร์จอนกับคุณแหม่มเราก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ การย้ายตามท่านทั้งสองไปสิงคโปร์เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว” เพ่ยอิงพูดด้วยเหตุผลและใช้น้ำเสียงที่อ่อนลง แม้จะเป็นพี่น้องคลานตามกันมาหากผิงอันและเพ่ยอิงก็ต่างกันมาก ความเรียบร้อยอ่อนหวานที่ผิงอันมี แทบหาไม่ได้เลยในตัวเพ่ยอิง ถึงกระนั้นเพ่ยอิงก็สดใส แก่นแก้ว เปิดเผย และห้าวหาญมากกว่าพี่สาวอยู่มากทีเดียว
“ว่าไงอาผิง ทำไมไม่อยากไปสิงคโปร์” เพ่ยอิงอ่อนเสียงลงถามอย่างอ่อนใจ ผิงอันเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบน้องสาวออกไป
“เธอก็รู้หัวใจของพี่มันอยู่ที่นี่เสียแล้ว”
“อาผิง” เพ่ยอิงขานชื่อนั้นอย่างอ่อนใจก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวอย่างนึกเห็นใจคนตรงหน้า
“แล้วพี่จะอยู่ที่นี่ยังไงคนเดียว พรุ่งนี้ปวิชก็ต้องกลับบางกอกเหมือนกัน ตอนนี้มิสเตอร์จอนกับปวิชก็คงยุ่งๆเรื่องที่เหมืองอยู่”
“ปวิชเขาสัญญากับพี่ว่าเขาจะพาพี่ไปบางกอกด้วย” ผิงอันพูดแววตาสดใสเป็นประกายด้วยความหวัง
“แล้วอาป็า อาม่า ล่ะ พี่จะให้ฉันบอกอาป็า อาม่า ว่งยังไง ถ้าท่านรู้ว่าพี่อยากอยู่ที่นี่เพื่อคอยปวิช อาป๋าต้องไม่ยอมแน่ๆ และที่สำคัญนะพี่ไม่กลัวอาป๊า
อาม่า จะเสียใจบ้างเหรอ ” ผิงอันยังคงเงียบหญิงสาวไม่มีคำพูดใดที่จะมาอธิบายเพื่อหาความชอบธรรมให้กับตัวเองได้ หากสิ่งที่เธอตัดสินใจทำไปแล้วด้วยความมั่นคงก็ยากจะหาสิ่งไหนมาเปลี่ยนใจได้เช่นกัน
“อาผิง ไปสิงคโปร์กับพวกเราเถอะนะ พวกเราจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีพี่ พี่เองก็เหมือนกันพี่คิดว่าพี่จะอยู่ที่นี่อย่างสุขสบายได้เหรอ บางกอกน่ะพี่ก็ไม่เคยไปสักครั้ง ครอบครัวของปวิชเขายอมรับพี่มากแค่ไหนก็ไม่มีใครรู้ ต่อให้ปวิชรักพี่มากแค่ไหนก็ไม่มีใครรักและดูแลพี่ได้ดีเท่าครอบครัวเราหรอกนะ” ข้อนั้นผิงอันรู้ดีและเห็นด้วยกับทุกคำพูดของน้องสาวหากแต่สิ่งที่หญิงสาวกลัวที่สุดไม่ใช่ความยากลำบากที่จะตามมาในอนาคต หากแต่เป็นการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีกต่างหาก ผิงอันมีชีวิตอยู่ได้อย่างยากลำบากหากต้องทิ้งหัวใจและจิตวิญณาญของตัวเองไว้ที่นี่
“พี่ตัดสินใจแล้วอาเพ่ยพี่จะรอปวิชอยู่ที่นี่” นี่เป็นครั้งแรกที่เพ่ยอิงมองเห็นความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ที่ฉายอยู่ในดวงตาคมกล้าคู่นั้นอย่างชัดเจน คำพูดที่มั่นคง เด็ดขาด ของพี่สาว ทำให้หญิงสาวรู้สึกเห็นใจและพาลให้รู้สึกอ่อนใจไปในเวลาเดียวกัน
“อาผิง” อีกครั้งที่เพ่ยอิงต้องหลุดชื่อนั้นออกมาอย่างยากลำบาก หัวใจที่ใครๆต่างก็คิดว่าแข็งกระด้าง ไม่เคยทุกข์ร้อนหรืออนาทรต่อเรื่องใดๆของเธอรู้สึกกระตุกอย่างแรง รอยความขื่นขมปรากฏแปลบขึ้นในความรู้สึกแล้วจางหาย ความรักของพี่สาวเธอรับรู้และเข้าใจทุกความรู้สึก ทว่าในสถานการณ์อย่างนี้เพ่ยอิงรู้ดีว่าผิงอันต้องต่อสู้กับความรู้สึกของหัวใจมากมายแค่ไหน ผู้หญิงที่กตัญญู อ่อนโยน และมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักความศรัทธาอย่างผิงอันเมื่อต้องเลือกระหว่าง ความรักและครอบครัวมันคือความยากเย็นอย่างถึงที่สุด
“อาเพ่ยไปสิงคโปร์กับอาป๊า อาม่า และคุณแหม่มเถอะ ฝากดูแลพวกเขาด้วย ฝากขอบคุณคุณแหม่มด้วยที่อบรมสั่งสอนพี่มา”
“โธ่! อาผิงแล้วฉันจะอยู่ยังไง ตั้งแต่เล็กจนโตมาสิบแปดปีเราไม่เคยห่างกันเลย” คำพูดของน้องสาวทำให้น้ำตาที่เอ่อท้นอยู่ในอกหลั่งลงสองข้างแก้มอย่างสุดกลั้น
“พี่ขอโทษอาเพ่ย พี่ขอโทษ” ผิงอันจับสองมือเรียวของน้องสาวแน่น เพ่ยอิงน้ำตาไหลตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ สมองที่เคยคิดอะไรได้รวดเร็วกลับตีบตันหนักอึ้ง
“ถ้าพรุ่งนี้พี่ไม่ได้เจอปวิช พี่ต้องลงเรือไปสิงคโปร์พร้อมมิสเตอร์จอนนะ สัญญากับฉันนะอาผิง” เพ่ยอิงกลืนก้อนเหนียวๆลงคออย่างยากลำบากก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าพี่ไม่ได้ไปสิงคโปร์กับมิสเตอร์จอนฉันจะหาทางมาตามหาพี่ที่นี่อีกครั้ง แต่พี่ต้องสัญญานะว่าพี่จะต้องดูแลตัวเองดีๆ ฉันจะไม่มีวันให้อภัยปวิชเลยถ้าฉันรู้ว่าเขาทำให้พี่ต้องร้องให้เสียใจ ที่สำคัญคืนนี้พี่ต้องรักษาตัวให้รอดพ้นจากตำรวจให้ได้ ป่านี้ไอ้ธิปกกับพวกของมันคงตามตำรวจมาลากตัวพี่ไปเข้าตะรางกันแล้ว ถ้าพี่ลงเรือไปกับเราพวกมันคงหาพี่ไม่เจอแน่ อาผิงคิดดีดูอีกครั้งเถอะนะ”
“พี่ไม่กลัวพวกมันหรอกอาเพ่ยพี่ไม่ผิด พวกมันต่างหากที่คิดชั่วกับพี่ก่อน พี่ตัดสินใจแล้วว่าพี่จะอยู่ที่นี่ พี่รับได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะพี่ตัดสินใจแล้ว” แม้เสียงนั้นจะช้าชัด มั่นคง หากก็เต็มไปด้วยความรู้สึกเหนื่อย หนัก บีบคั้นหัวใจจนรู้สึกอ่อนล้า
“เมื่อพี่คิดดีแล้ว อะไรก็คงมาห้ามพี่ไม่ได้แล้ว แต่รับปากกับฉันนะอาผิงว่าถ้าปวิชไม่มารับพี่ พี่ต้องไปสิงคโปร์พร้อมมิสเตอร์จอนทันที” คำพูดเหล่านั้นปะปนไปกับก้อนสะอื้นจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์
“พี่สัญญาอาเพ่ย” สองพี่น้องกอดคอกันน้ำตาใหลพราก ก่อนที่ผิงอันจะคลายอ้อมกอดออกจากน้องสาว พร้อมด้วยวางวัตถุบางอย่างลงบนมือของเพ่ยอิง
“นี่เป็นแหวนที่ปวิชมอบไว้ให้พี่ ลูกอกตัญญูอย่างพี่คงไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณของอาป๊าอาม่าได้อีกแล้ว นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่พี่จะตอบแทนท่านได้ เมื่อถึงสิงคโปร์ให้อาเพ่ยเอาของพวกนี้ไปขายแล้วเอาเงินมาให้อาป๊าอาม่าเก็บไว้ใช้จ่าย แม้มิสเตอร์จอนและคุณแหม่มจะไม่ทอดทิ้งเราแต่สักวันทั้งสองท่านก็ต้องกลับประเทศของท่าน ของพวกนี้จะทำให้อาป๊าอาม่าอยู่ในสิงคโปร์ได้อย่างไม่ลำบากมากนัก” เพ่ยอิงมองดูสร้อยคอทองคำพร้อมจี้มรกตเม็ดจิ๋วและแหวนทองคำรูปดอกพิกุลล้อมด้วยทับทิมน้ำงาม
“แต่มันเป็นสิ่งที่ปวิชมอบให้พี่นะ และมันก็มีค่าเกินกว่าฉันจะรับไว้ได้”
“สิ่งที่พี่เลือกมันผิดและอกตัญญูมาก ขอให้พี่ได้ทำอะไรเพื่อไถ่บาปครั้งนี้บ้างเถอะ” เพ่ยอิงละสายตาจากของในมือเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวด้วยแววตาขมขื่น
“พี่เก็บสร้อยมรกตไว้เถอะ ฉันขอรับไว้แค่แหวนทับทิมวงเดียวก็พอ” พูดจบเพ่ยอิงก็ยัดสร้อยมรกตคืนใส่มือผิงอัน ก่อนจะพูดต่อว่า
“หากพรุ่งนี้พี่ไม่ได้เจอปวิชพี่ต้องลงเรือไปสิงคโปร์กับมิสเตอร์จอนนะ” เพ่ยอิงย้ำประโยคเดิมๆ หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ผิดผลาดจนไม่สามาถแก้ใขได้
“ถ้าพรุ่งนี้ปวิชไม่มาตามนัดพี่จะลงเรือไปสิงคโปร์พร้อมกับมิสเตอร์จอนทันทีพี่สัญญา”ผิงอันพูดด้วยสายตามุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว
“รีบไปเถอะอาเพ่ยป่านี้อาป๊าอาม่าและคุณแหม่มคงคอยแย่แล้ว” ผิงอันคลายมือที่เกาะกุมมือน้องสาวไว้ก่อนจะดุนหลัง
เพ่ยอิงให้รีบเดินจากไป
“แต่อาผิง...” คำพูดมากมายคล้ายหลุดหายในลำคอ ความรู้สึกใจหายเกาะแน่นในหัวใจจนหลั่งไหลออกมาเป็นสายน้ำตาความรู้สึกห่วงหา อาวรณ์ต่อตัวพี่สาวปะปนกับความหวาดหวั่นจนสับสนหัวใจ ผิงอันเลือกที่จะอยู่ที่นี่ด้วยความรัก ความหวัง และศรัทธา แม้จะต้องจากพ่อแม่ พี่น้อง หากผิงอันก็มีความหวังที่เปี่ยมล้นหัวใจเท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับกำลังใจและเหตุผลที่จะอยู่ที่นี่
หากเธอล่ะ คนที่ต้องจากที่นี่ไปแม้จะมีพ่อแม่และคนแวดล้อมรอบกายหากเพ่ยอิงกลับรู้สึกโหว่งเหว่ง เคว้งคว้าง คล้ายเรือลำน้อยที่ลอยลำอยู่กลางทะเลเพียงลำพังไม่รู้จะไปทางไหน เพ่ยอิงหันมามองพี่สาวอีกครั้งก่อนจะเดินจากมาลับตา ร่างของผิงอันยืนส่งเธออยู่ที่ตรงนั้นก่อนจะถูกความมืดกลืนหายไป