จากกระทู้
http://pantip.com/topic/34125269
(พอดี ได้ไปสนทนาในการะทู้แนะนำ ข้างบน เห็นน้องคนหนึ่งกดดันตัวเองมาก และคงมีอีกหลายคนเป็นเช่นนี้ เมื่ออ่านกระทู้เงินเดือนแสนหนึ่งก็ไม่พอแบบมีชิวิตดีๆ จึงตั้งกระทู้นี้เพื่อให้เห็นความจริงในอีกมุมหนึ่งเพื่อให้ใจเปิดกว้างขึ้นได้)
อ่านที่ความคิดเห็นที่ผมแสดงไว้กระทู้ที่ปะไว้นั้น และใน คคห.ที่ 16 และ คคห.ที่ 63-1 ก่อน และต่อด้วยข้อความข้างล่าง และที่ซ้อนไว้ ก็จะเห็นชีวิตจริงแบบทางโลกที่เป็นมุมกว้างขึ้น.
เพราะผมแสวงหาปัญญาและความรู้ เพื่อดับหรือบรรเทาทุกข์ ที่กดดันบีบเคันผม ผมจึงมองทรัพย์สินเงินทองที่ตรงหน้าไม่มีค่า ตั้งแต่เด็ก ป.7
และด้วยการแสวงหาปัญญาและความรู้ แม้มีความกดดันและมีทุกข์หนักอย่างทุกทิศทาง ผมจึงพ้นจากความที่จะเป็นบ้าแบบพี่ชายคนโต ด้วยการฝึกจิตที่ดี ด้วยศีลธรรม และต่อสู้บากบั่นเรียนทางโลกที่แทบไม่มีโอกาศเป็นไปได้เลย ตั้งแต่เด็กจนเรียนดีเป็นที่ 2 ที่ 1 พร้อมตั้งฝึกจิตอย่างยิ่งยวด จนมีจิตที่ฝึกดีแล้ว มีปัญญาความรู้ ความอดทนขันติ มีความเพียร และมีความพอเพียง พอดี แม้จะโดนหนักยิ่งกว่าพี่ชายคนโตหลายๆ เท่าหนัก และจะไม่บ้าแบบพี่ชายคนโตอีกแล้วแม้จะทุกข์อย่างไร.
ที่ผ่านมาผมดำเนินชีวิต ที่ืเอาการปฏิบัติทางจิตเป็นงานหลัก งานอาชีพเป็นงานลอง และเมื่อมีจิตที่ฝึกดีแล้ว จึงถือเอาปฏิบัติทางจิต และงานอาชีพเลียงตัวและครอบครัวพอๆ กัน
จึงนำพาชีวิตครอบครัว ลูกและภรรยาผ่านพ้นวิกฤต ที่เป็นทุกข์ไปได้ตามลำดับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ผมเกิดมาเป็นคนตันทุนต่ำ สังคมรอบข้างไม่ให้ค่า จึงทุกข์มาก ตั้งแต่เด็ก ซึ่งคนเหล่านี้ที่เป็นแบบผมเหมือนเมื่อตอนเด็กและวัยหนุ่มของผม ก็ยังมีอีกมากบนโลกใบนี้ ตามโอกาสและวาสนาของมนุษย์ ในโลกที่แตกต่างกัน.
ผมเป็นลูกผัอพยพภัยสงครามหรือลัทธิ เมื่อสมัย 70 กว่าปีมาแล้ว แบบไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ที่เกิดในประเทศนั้นๆ แบบด้อยสิทธิ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นทุกข์พื้นฐานเบื้องต้น ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เป็นเวรกรรมที่จำยอม แล้วก็จะยังมีมนุษย์ที่เกิดมาแล้วมีสภาวะแบบผม ที่วนเวียนอยู่ในโลกทั้งปัจจุบันและอนาคต เมื่อโลกยังเป็นแบบนี้อยู่
นั้นแหละเป็นทุกข์พื้นฐานสำหรับผมตอนวัยเด็ก ที่เกิดจากกฏหมายและสังคมรอบข้าง บวกซ้ำด้วยความกดดันจากพ่อ ที่ความคิดเห็นต่างไปจากชาวบ้านทั่วๆ ไป ก็ด้วยพิษ โดนกดดันบีบเค้นตั้งแต่วัยเด็กเมื่อแม่ของท่านเสีย พ่อจึงมีแม่เลี้ยงอยู่กันไม่ได้ ซึ่งขณะนั้นท่านเรียนอยู่ระดับ ป3. ขณะนั้น จึงไม่ได้เรียนต่อ และต้องออกจากบ้านร่อนเร่ ต้งแต่เล็กและซ้ำร้ายลำบากด้วยภัยสงคราม แต่ต้องยอมรับว่าท่านเก่งหัวดีมากคนหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการเจีรนัยเท่านั้น
ดังนั้นความกดดัน ความทุกข์ จึงตกกับลูกแต่ละคนต่างๆ กันไป พี่ชายคนโตของผม เรียนเก่งมากๆ แต่การเรียนเก่งของเขากลับทำร้ายเขา เพราะไม่สิทธิในการเรียนขั้นสูงขึ้น พ่อจึงต้องปล่อยให้พี่ชายคนโตเรียนจนถึง ม.3 สมัยก่อน ก็ระดับ ม.6 สมัยนี้ ส่วนคนอื่นๆ พ่อให้หยุดเรียนแค่ ป.4 ภาคบังคับเท่านั้น ออกมาเรียนอาชีพหากินช่วยพ่อช่วยแม่.
แต่พี่ชายคนโต ด้วยเรียนเก่งจึงอยากเรียนต่อ แต่พ่อบังคับให้หยุดเรียนเพียงแค่นั้นและมาฝึกอาชีพกับพ่อ ด้วยความกดดันจากพ่ออย่างมากและสติปัญญาทางโลกโดนปิดกั้นอย่างรุ่นแรง พี่ชายคนโตจึงผิดเพี้ยนไปและเริ่มบ้าหลังจากนั้น ความคิดอ่านการพัฒนาของพี่ชายคนโตเหมือนโดนบล็อกอยู่เพียงอายุ 17 ปี เท่านั้น
ที่ต้องเล่าเบื้องต้นอย่างนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าผมเอาข้อมูลดิบเหล่านี้ มาป้องกันจิตใจผมเองอย่างสุ่มอย่างไร เพื่อให้พ้นมาได้อย่างเฉียวเฉียดไม่บ้าแบบพี่คนโต ทั้งที่ผมโดนกดดันมากยิ่งกว่าพี่ชายคนโต หลายๆ เท่าที่เดียวในชีวิตผม
ตอนเด็กๆ ผมอยู่อย่างจนๆ จำความได้อย่างดีในปัจจุบัน ไม่ได้กินนม ขนม หรือ มีเล่น แบบลูกครู หรือคนมีเงินทั่วไปในสมัยนั้น แต่เมื่อโตขึ้นมาเข้าโรงเรียนฐานะของพ่อแม่ก็ดีขึ้น เพราะต่างก็ขยันทำมาหากินและมีพี่ๆ ช่วยกัน ยกเว้นพี่ชายคนโต แต่พ่อกับแม่ก็ทะเราะกันเป็นประจำแต่ไม่ถึงกับทำร้ายร่างกายกันจนเลือดตก โชคดีที่แม่ร่างกายพอๆ กับพ่อ (พ่อน่าจะเตี่ยกว่าแม่เล็กน้อย)
ผมเข้าเรียนตามเกณฑ์ ผมก็เรียนไม่เก่งอะไรตอน ป.1 ป.2 และยังมีความบกพร่องแฝงอยู่ในเรื่องการเขียนหนังสือไม่ถูก แต่ตั้งแต่ตอนเล็กความศรัทธาผมไม่รู้มาจากใหน เห็นพระเห็นชีหรือชีพรามณ์ ต้องสำรวมใจตัวเองจนตัวรีบ ยกมือไหว้ หรือนั่งย่องๆ ยกมือไว้ เป็นประจำ หรือเป็นเพราะได้ฟังเทศนาเป็นประจำ หรือได้กินของพระ และในวัดบ่อยๆ จึงเอาคำสอนของพระมาเป็นคติประจำตัวตามประสาเด็กๆ เช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราต้องเป็นคนดี
แล้ว ป.3 นี้แหละผมได้ฝึกสร้างสติเจริญด้วยตัวเอง เพราะความเป็นเด็กขี้ใจลอยเวลาเรียนในห้อง ก็ด้วยการฟังเทศนาของพระนี้แหละบวกกับคำสอนของครู คือต้องจำให้ได้ จึงปฏิภาณกับตัวเองว่า ตั้งแต่นี้ไป เราต้องมีสติระลึกให้ได้ว่า ปัจจุบันนี้เราทำอะไรอยู่ และสามารถระลึกได้ว่าก่อนปัจจุบันขณะนี้เราได้ทำอะไรไว้แล้วบ้างแบบไม่เผลอไป ผมฝึกตนเองจนใจไม่เลยอีกเลย จนความนึกคิดอ่านเป็นปัจจุบันไม่เผลอ หรือแทบจะไม่เผลอเลย.
หลังจากนั้นผมก็เรียนเก่งขึ้น จากกลางห้องเป็นที่ 2 ของห้อง พัฒนาจาก 60 % เป็น 75 % แต่เมื่อขั้น ป.7 อนาคตการเรียนผมต้องดับวูบ เพราะอย่างไร พ่อก็ไม่ให้เรียนต่อ
อ้อ.. ผมต้องช่วยงานพ่อแม่ ตั้งแต่ ป.4 ไม่ได้เที่ยวไปใหนเหมือนเด็กคนอื่นหรอก ป.6 ป.7 ผมก็ทำงานลับมีด ปะยางรถจักรยาน จักรยานยนต์ และซ้อมจักรยานสองล้อเป็นแล้ว ทั้งยกขอขนของไปขายในตลาดให้แม่ และต้องช่วยนั่งขายของให้แม่ เมื่อแม่ไปซื้อของมาเติมในร้านก่อนแม่จะกลับมา ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จึงไม่ได้ไปเทียวเล่นได้เหมือนเด็กทั่วๆ ไป
ตอนที่พ่อแม่บอกให้ผมหยุดเรียนตอนที่ผมอยู่ ป.7 นั้นตอนกลางปีคือก่อนจบ ป.7 ครึ่งปี ผมสลดและเสียใจสุดๆ อยู่ภายใน จนบางครั้งผมต้องจินตนาการ ให้มีผู้ที่รับผมไปเลี้ยง เพื่อให้ผมได้เรียนต่อ แต่เป็นฝันลมๆ แล้งๆ แบบไม่มีมนุษย์หรืออะไรช่วยได้อีกแล้ว แล้วเด็กในวัยนั้นจะทำอย่างไรเพื่อพยุงจิตใจให้ดำรงไปตามปกติได้ เพราะไม่มีใครเป็นที่พึ่งได้แล้วแล้ว
ก็มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง ในความคิดแบบเด็กๆ นั้น ต้องไหว้พระสวดมนต์และอธิษฐานขอให้ได้เรียนก่อนนอนทุกคืน บางคร้งเมื่อทุกข์มากกัดดันมากจากพ่อที่ทำงานไม่ได้ดังใจท่าน(บวกกับการขี้เกียดของตนเอง) จนถูกว่า ต้องหลบไปนั่งสมาธิด้วยตัวเอง ตามรูปของพระพุทธรูปนั้น.
แม้ครูประจำชั้นได้พูดกับแม่ว่า ผมเรียนเก่งขึ้นเรื่อยๆ น่าให้เขาเรียนต่อ แต่แม่บอกว่าแม่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ พ่อเขาบังคับอย่างเด็ดขาด สุดท้ายเมื่อจบ ป.7 ได้ที่ 2 ของห้อง ก็ต้องหยุดเรียนไป คนในตำบลก็พูดกันว่าผมเรียนเก่งแต่ไม่ได้เรียน
แล้วความคิดของผมก็พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง คือประสงค์แสวงหาปัญญาและความรู้เท่านั้น อย่างอื่นไม่ได้ต้องการ ก็ขอพึ่งพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจึงยังไหวพระสวดมนตร์ อธิษฐานก่อนนอนทุกคืนไม่เคยขาด แต่ต้องช่วยงานทำงานให้พ่อและแม่ทุกอย่างตามปกติ และเต็มเวลาและเพิ่มเติมหัดซ้อมวิทยุทรานชิลเตอร์ หัดดูวงจรเชอร์กิด อ่านค่า รีสิทเตอร์ คอนเด็นเชอร์ ทรานซิเตอร์ และลักษณะอาการเสียของมัน หัดลับบัตเตอรเลียนตัดผม และต้องเป็นลูกมือต่อเติมบ้านก่อกำแพงให้พ่อด้วย ทั้งงานไม้งานปูนขุดบ่อน้ำ พ่อผมเป็นคนยอดเก่งจริงๆ
ทุกอย่างท่านเรียนด้วยตนเองทั้งนั้น จนทำได้แล้วเปลี่ยนเป็นเงิน ออ. อีกอาชีพหนึ่งของพ่อคือเป็น หมอเถือนแผนปัจจุบัน (ในยุคนั้นหมอไม่เพียงพอหรือไม่มีนั้นเอง) ท่านต้องอ่านต้องศึกษาตำราต่างๆ มากไม่ใช่เล่น จนมีความรู้และรักษาผู้ป่วยได้โดยไม่ผิดพลาดเลยแม้ครั้งเดียวในชีวิตท่านที่ได้รักษาคนไข้ แต่ไม่มีความรู้เรื่องจิตเวศเลยแม้แต่นิดเดียว ลูกรักลูกชายคนโตที่เก่งมากจึงต้องบ้าไป แบบเสียของ.
ในตอนนั้นผมก็พึ่งได้รู้ชัดคำว่าเด็กโง่ในการเรียนครั้งแรก ซึ่งแต่ก่อนผมได้เข้าใจผิดว่าเด็กโง่คือเด็กที่ไม่มีโอกาศได้เรียน แต่นี้ไม่ใช่ทั้งที่พ่อแม่มีเงินมีทองทุกอย่างก็ไม่สามารถให้ลูกเรียนได้ หยุดเรียนแค่ ป.3 แล้วกลายเป็นเด็กเกเรและอัธพาล และต้องโดนฆ่าตายตอนอายุ 15 - 16 ปี นี้ก็เป็นขอมูลตรงที่ผมได้เห็นได้รู้พฤติกรรม ผมเขียนไว้เป็นข้อมูลดิบที่จะปรากฏกับลูกผมในอนาคต ที่ผมต้องแก้ปัญหาอย่างไร?
ช่วงนี้พ่อกับแม่ผม คงกลัวว่าผมเรียนเก่งมาก และกลัวจะบ้าแบบพี่ชายคนโตได้ จึงปรึกษากัน เพื่อเบียงเบนไม่ให้ผมบ้าไปเสียก่อน ท่านจึงเปิดทรัพย์สมบัตรให้ผมดูคนเดียวอย่างหมดเปลือก(พี่คนอื่นๆ ไม่ได้ดู แต่ได้รู้ภายหลังจากนั้นหลายปี) ที่ซ่อนเร้นไว้ในส่วนต่างๆ ของบ้าน เงินหลายแสนบาท ที่ม้วนเก็บไว้ในกระบ๋องยาสูบขนาดกระบ๋องนมมีฝาปิดมิดชิด และทองแทงอีกประมาณ 50 บาท แต่ผมกลับเห็นมันไม่มีค่าใดๆ เลย เมื่อเทียบกับปัญญาและความรู้ ดูสิความคิดความเห็นผมตอนเด็ก
และในปีถัดมาไม่รู้ว่าอภินิหารหรืออะไรเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยแรงอธิษฐานของผม (ไม่มีเหตุผลยืนยันได้ในแง่ของวิทยาศาสตร์ แต่เขียนไว้ให้ดูตื่นเต้นน่าติดตาม) ครูในตำบล ต้องการเปิดโรงเรียนราชระดับมัธยมขึ้นในตำบล เมือผมรู้ ผมก็ไปอ้อนวอนแม่แล้วอ้อนวอนอีกเป็นเวลาหลายวัน แต่อย่างมีจิตวิทยา ไม่ชือเบื้อแบบเดิมๆ จนแม่ใจอ่อนและยอมที่จะไปคุยกับพ่อ แต่พ่อก็ปฏิเสธไม่ยอมอย่างเด็ดขาด แต่ผมก็ไม่ท้อไม่รุกเร้ามาก คุยกับแม่ให้เหตุผลต่างๆ ทั้งการช่วยทำงานพ่อแม่เหมือนเดิม เมื่อกลับมาจากโรงเรียนเพราะใกล้บ้าน และเสาร์-อาทิตย์ก็ยังทำงานเหมือนเดิม ซ้ำค่าเทอมก็ถูกมากด้วย ทำอย่างนี้หลายครั้งหลายคราจนพ่อใจอ่อน ผมจึงได้เรียนหลังจากหยุดเรียนไป 1 ปี ก็คว้าเอาที่ 1 ได้ 80 กว่า %
แต่โชคร้ายโรงเรียนนี้เปิดได้เพียงปีเดียวต้องปิดตัวไป เพราะปีถัดมามีเด็กมาเรียนน้อยมากไม่คุ้มทุน ผมจึงต้องย้ายไปเรียนในตัวเมืองในจังหวัด ซึ่งพ่อก็ปล่อยเลยตามเลย แต่เมื่อผมได้เรียนสูงขึ้น ก็ย่อมได้อ่านหนังสือธรรมมากขึ้น ดังนั้นการปฏิบัติธรรมด้วยตนเองก็ต้องเพิ่มขั้นไปตามลำดับ แล้วผมก็เรียนได้ที่ 1 และที่ 2 ของโรงเรียนในขณะนั้นได้ 82 - 78 % เมื่อขึ้น ม.ปลาย แล้วสอบติด มหาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ) ก็ถึงจุดทางตันของการศึกษา เพราะไม่มีสิทธิเรียนต่อ ในระดับอุดมศึกษา นั้นเองตามกฏหมาย ทุกถาโถมผมอย่างแรง พ่อก็ประกาศอย่างเด็ดขาดซ้ำเติม.
จนต้องหยุดเรีนนไปอีก 1 ปี แล้วผมจะสู้อย่างไร แหละคราวนี้ เพื่อจะไม่ให้บ้าไปเสียก่อน ที่ทุกข์กดดันยิ่งกว่าพี่ชายคนโตหลายๆ เท่านัก จนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ภายใน 3 ปี. แบบหลุดพ้นไม่บ้าไปก่อนได้
ผมบริหารชีวิตที่เป็นทุกข์ ด้วยแสวงหาปัญญาและความรู้ มองทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีค่าใดๆ เลย
(พอดี ได้ไปสนทนาในการะทู้แนะนำ ข้างบน เห็นน้องคนหนึ่งกดดันตัวเองมาก และคงมีอีกหลายคนเป็นเช่นนี้ เมื่ออ่านกระทู้เงินเดือนแสนหนึ่งก็ไม่พอแบบมีชิวิตดีๆ จึงตั้งกระทู้นี้เพื่อให้เห็นความจริงในอีกมุมหนึ่งเพื่อให้ใจเปิดกว้างขึ้นได้)
อ่านที่ความคิดเห็นที่ผมแสดงไว้กระทู้ที่ปะไว้นั้น และใน คคห.ที่ 16 และ คคห.ที่ 63-1 ก่อน และต่อด้วยข้อความข้างล่าง และที่ซ้อนไว้ ก็จะเห็นชีวิตจริงแบบทางโลกที่เป็นมุมกว้างขึ้น.
เพราะผมแสวงหาปัญญาและความรู้ เพื่อดับหรือบรรเทาทุกข์ ที่กดดันบีบเคันผม ผมจึงมองทรัพย์สินเงินทองที่ตรงหน้าไม่มีค่า ตั้งแต่เด็ก ป.7
และด้วยการแสวงหาปัญญาและความรู้ แม้มีความกดดันและมีทุกข์หนักอย่างทุกทิศทาง ผมจึงพ้นจากความที่จะเป็นบ้าแบบพี่ชายคนโต ด้วยการฝึกจิตที่ดี ด้วยศีลธรรม และต่อสู้บากบั่นเรียนทางโลกที่แทบไม่มีโอกาศเป็นไปได้เลย ตั้งแต่เด็กจนเรียนดีเป็นที่ 2 ที่ 1 พร้อมตั้งฝึกจิตอย่างยิ่งยวด จนมีจิตที่ฝึกดีแล้ว มีปัญญาความรู้ ความอดทนขันติ มีความเพียร และมีความพอเพียง พอดี แม้จะโดนหนักยิ่งกว่าพี่ชายคนโตหลายๆ เท่าหนัก และจะไม่บ้าแบบพี่ชายคนโตอีกแล้วแม้จะทุกข์อย่างไร.
ที่ผ่านมาผมดำเนินชีวิต ที่ืเอาการปฏิบัติทางจิตเป็นงานหลัก งานอาชีพเป็นงานลอง และเมื่อมีจิตที่ฝึกดีแล้ว จึงถือเอาปฏิบัติทางจิต และงานอาชีพเลียงตัวและครอบครัวพอๆ กัน
จึงนำพาชีวิตครอบครัว ลูกและภรรยาผ่านพ้นวิกฤต ที่เป็นทุกข์ไปได้ตามลำดับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้