ลองอ่านแล้วคุณจะสู้

กระทู้โพล
สวัสดีค่ะ ฉันนามว่า"เป็ดน้อย"แล้วกันนะค่ะ
ฉันก็เป็นคน ๆ หนึ่งที่เกิดมาครบ 32 แต่ทำไมฉันถึงถูกมองว่าเป็นคน "พิการ" คุณว่ามันแปลกมั้ยค่ะ
เริ่มต้นเรื่องเลยแล้วกันเนอะ
          ฉันชื่อ....... ปัจจุบันฉันอายุ 25 ปีแล้ว ฉันเกิดก่อนกำหนดตอน 6 เดือน น้ำหนักก็คงประมาณ พันกว่า ๆ ถ้าเทียบ ๆ ก็คงประมาณกระป๋องแป้งขนาดกลาง ๆ แม่ฉันเปรียบบ่อย ๆ ฉันเกิดที่บ้านไม่ได้เกิดที่โรงพยาบาล ฉันหลุดออกมาตอนแม่ยกเข่งมันสำปะหลัง ฉันออกมาโดยที่แม่ไม่รู้สึกว่าฉันหลุดออกมาจากท้องตอนนั้นน้าฉันเป็นคนตัดสายสะดือให้ แม่ก็คิดว่าฉันไม่เป็นอะไรมาก ฉันอยู่บ้านได้เดือนหนึ่งและไม่ได้ไปโรงพยาบาล จนตัวเริ่มเขียวใกล้จะตาย แม่ถึงพาไปโรงพยาบาล โชคยังดีสำหรับฉันที่ฉันไปโรงพยาบาลทัน ไม่งั้นคงตายตอนเดือนกว่า ๆ จากนั้นแม่ก็ไม่ได้เล่าอะไรอีก พอ 2 ขวบความพิการ (ขายืดออกไม่ได้จะพับอยู่ตลอดเวลา คือไม่มีเอ็นที่ขานั้นเอง) ฉันเริ่มออกให้แม่เห็น แม่ก็พอฉันมาพาตัดขาต่อเอ็นที่ศิริราช ฉันจำได้ไม่มีวันลืมคือฉันไม่ได้ดมยาสลบ ผ่าตัดสด ๆ ฉันร้องถามแม่ลั่นโรงพยาบาลว่า "แม่ฉันจะตายมั้ย ๆ" ด้วยความจนและความโชคดีของฉันอย่างหนึ่งคือหมอที่ผ่าตัดฉันคิดเงินค่าผ่าตัดถูกมาก 280 บาทกับขา 2 ข้างของฉัน  
          ฉันพักพื้นจนอายุได้ 5 ขวบ แม่ก็เริ่มมีปัญหาด้านการเงินและทางบ้าน จึงออกเดินทางเข้ากรุงเทพโดยการอุ้มฉันไว้ตรงเอวตลอดเวลา แม่ฉันเดินเร่ร่อน เพื่อออกหางานทำ แต่ก็ไม่มีที่ไหนรับเพราะเขาเห็นแม่อุ้มฉันไปด้วยตลอด จนแม่ได้มาเจอย่า(นายจ้างแม่) ย่ารับแม่เข้าทำงาน พอแม่ทำงานได้เดือนกว่า ๆ ย่าก็มาบอกแม่ว่า เอาลูกเธอไปอยู่สถานส่งเคราะห์มั้ยฉันรู้จักคนที่นั้นอยู่นะ จะได้ให้ลูกเธอได้กายภาพบำบัดด้วยเลย แม่ฉันก็ตกลง จากนั้นสิ่งเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้นกับฉัน ฉันเริ่มเข้าไปอยู่สถานสงเคราะห์ตอนอายุ 5 ขวบ ไปอยู่รวมกับเด็กพิการหลาย ๆ แบบ ทั้งแบบช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทั้งแบบพิการซ้ำซ้อน คือมีทุกแบบเท่าที่จะอธิายได้ และความพิการของฉันดูเหมือนจะน้อยกว่าคนอื่น เลยโดนใช้นู้นนี้นั้นบ่อย ๆ ทั้งเช็ดขี้ เช็คเยี่ยว แยกผ้าขี้ ผ้าเยี่ยว ถอดผ้าให้คนอื่น ๆ อาบน้ำให้คนอื่น ๆ คือโดนใช้สารพัด ถ้าฉันทำอะไรไม่ดีก็จะโดนดึงผมแล้วลากไปทำ หรือไม่ก็โดนเตะ โดนตี ไม่ให้กินขนมหวาน หรือก็อดข้าวไปเลย ไม่ได้ดูทีวี ไม่ได้เล่นเหมือนคนอื่น ๆ ที่เป็นลูกรัก บ่อยครั้งที่ฉันอารมณ์ร้อนคือแม่บ้านให้ฉันไปป้อนข้าวเด็กไม่เต็ม แล้วเขาไม่ยอมกินฉันเลยเอาช้อนยาวตีที่หัวเขาจนหัวแตก ด้วยความที่เป็นเด็กและอยากกินข้าวเลยโมโหตีไปเต็ม ๆ จนโดนทำโทษไม่ให้กินข้าวทั้งวัน วันไหนที่ทำอะไรไม่ถูกใจก็จะโดนแม่บ้านคนนั้นเล่นงานหนัก เหมือนฉันเป็นที่รังเกียจสำหรับแม่บ้านคนนั้นมาก ฉันต้องอาบน้ำรวมกับเด็กคนอื่น ๆ ฉันก็โดนแม่บ้านคนนั้นใช้ให้อาบน้ำเด็กรวม ๆก็ประมาณ 50 กว่าคนตอนนั้นฉันอายุประมาณ 7 ขวบ พอฉันอาบให้เด็กคนอื่น ๆ ไม่ทันใจเขา เขาก็ผลักฉันไปโดนก็อกน้ำที่ไม่มีหัวก็อกจนตรงหน้าอกฉันโดนเต็ม ๆ เลือดออกเยอะมาก แต่เขาก็ไม่สนใจฉันนะ เขาบอกไม่ถึงตายหรอก (ณ ปัจจุบันรอยนั้นก็ยังคงอยู่) ฉันลืมบอกว่าในตึก ๆ นั้นจะมีคนที่โตกว่าด้วยนะ คนที่โตกว่าจะคอยแกล้งเราสารพัด ไม่ว่าจะให้กินขี้ กินเยี่ยว ถ้าไม่กินก็จะจับหัวโขกพื้น เลยต้องยอมกิน พูดงาย ๆ คือต่อสู้อะไรไม่ได้เลย มันเป็นอะไรที่ทรมานมากถึงมากที่สุด พูดถึงแม่ฉันมั้งเนอะตลอดเวลาที่ฉันอยู่สถานสงเคราะห์แห่งแรกล่ะกัน แม่ฉันจะมาหาฉันเดือนละครั้งหรือไม่ก็ 2 เดือนครั้ง ทุกครั้งที่แม่มาหาฉัน ฉันก็จะร้องให้ตลอดเวลาและถามแม่เสมอว่า แม่ทำไมเอาหนูมาทิ้งที่นี่ หนูกลับบ้านกับแม่ไม่ได้หรือ แม่ได้แต่พูดเสมอว่าแม่ต้องทำงาน แม่ต้องหาเงิน
          พอฉันอายุเข้า 7 ขวบฉันก็เริ่มเข้าโรงเรียน คุณเชื่อไหมถึงฉันจะพิการแต่หัวสมองฉันไม่พิการนะคะ ฉันเริ่มเรียนอนุบาล1ในโรงเรีนของคนพิการ ฉันงงคือฉันเรียนแค่อนุบาล 1 แล้วก็ขึ้น ป.1 เลย ไม่ได้เรียนอนุบาล 2 หรือ 3 ฉันเริ่มหัดเดินจริง ๆ จัง ๆ โดนการใช้วอคเกอร์ 4 ขา แต่ฉันก็ยังคงเดินไม่แข็ง เลยเกิดหัวไปฟาดต้นมะม่วงแล้วหัวก็แตก จนเลือดท่วม แต่ยังไงฉันก็ต้องหัดเดินต่อไปจนหัวแตกไม่ซ้ำที่เดิมเลย ฉันเรียนโรงเรียนของคนพิการแห่งนี้ได้จนจะขึ้น ป.2 อาจารย์ก็ได้พาฉันย้ายไปเรียนร่วมกับคนปกติ เป็นอะไรที่หน้าอายมากสำหรับคนพิการที่ต้องเรียนกับคนปกติ เพราะต้องค่อยโดยล้อว่าตัวประหลาด ทำไมต้องเดินแบบนั้น ทำไมเดินไม่เหมือนคนอื่น ๆ คือมันเริ่มท้อและเริ่มคิดจะไม่อยากเรียนต่อ แต่ก็สู้เรียนไปเรื่อย ๆ จากคำดูถูกจากหลาย ๆ ปาก แต่เป็นโชคดีของฉันที่ได้เพื่อนร่วมห้องที่ดี ฉันได้เป็นหัวหน้ากลุ่มตลอด เวลามีงานกลุ่มจะมีแต่คนแย่งมาอยู่กลุ่มกับฉัน บ้างชั้นฉันได้เป็นถึงหัวหน้าห้องหรือไม่ก็รองหัวหน้าห้องด้วยนะ ฉันก็โชคดีอย่างหนึ่งคือ ตอนที่ฉันเรียนอยู่โรงเรียนกับคนปกติแห่งนี้ฉันเจอแม่คนที่ 2 คือผู้ช่วยของโรงเรียนแห่งนี้ ท่านเป็นคนที่ปากร้ายกับเด็กคนอื่น ๆ แต่ท่านใจดีกับฉันสุด ๆ ฉันเจอท่านได้ไงนั้นหรอ ฉันไปล้มอยู่ตรงหน้าตึกนั้นพอดีแล้วท่านก็มาเห็นเข้า จึ่งเรียกให้ไปทำแผล ท่านทำแผลให้เองด้วย แล้วก็คุยกับฉันถามนู้นี้นั้น ว่าอยู่ที่ไหนฉันก็บอกท่านไปว่าฉันเป็นเด็กสถานสงเคราะห์ ท่านถามว่าได้เงินมาวันล่ะเท่าไหร่ ฉันบอกได้วันละ 5 บาท แต่สถานสงเคราะห์ห่อข้าวมาให้กิน ท่านบอกว่า 5 บาทจะพอหรอ ท่านให้มาอีก 20 บาท แล้วบอกกับฉันว่าอ่ะแม่ให้ แล้วมาเอาเงินกับแม่ทุกวันนะ คือตอนนั้นฉันเด็กเลยไม่ได้ปฎิเสธอะไร ฉันอยู่สถานสงเคราะห์แห่งแรกจนถึงอายุ 11 ขวบ แล้วก็ย้ายไปสถานสงเคราะห์แห่งที่ 2 จนเรียนจบ ป.6 ช่วงนั้นมีกิจกรรมสำหรับเด็กพิการที่โรงเรียนพอดี ฉันได้วาดรูปลงผ้าบาติก (ฉันชอบวาดรูปเป็นที่สุด) แล้วฉันก็ได้มอบผ้าผืนนั้นให้ท่านผู้ช่วยแทนความรัก
          ณ สถานสงเคราะห์แห่งที่ 2 ยิ่งกว่าคุก ฉันได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่แห่งนี้ได้ก็เพราะฉันโตพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ฉันได้ไปอยู่ตึกหญิงของที่แห่งนี้ ฉันเข้าไปช่วงที่จะมีการให้เด็กเข้าไปอยู่บ้านในฝันพอดี (แต่ไม่ใช่บ้านในฝันเลยซักนิด นรกชัด ๆ) ฉันเป็นหนึ่งในนั้นโดนเลือกให้ไปอยู่บ้านในฝัน แล้วไปอยู่ไหนไม่อยู่ไปอยู่กับแม่บ้านที่ดุที่สุดของสถานสงเคราะห์ พอฉันเข้ามาอยู่บ้านในฝันหลังนี้ฉันก็อยากย้ายไปอยู่ตึกสุดๆ เพราะอยู่ตึกไม่ต้องซักผ้าเอง ไม่ต้องทำกับข้าวเอง ไม่ต้องเย็บผ้าเอง ไม่ต้องทำความสะอาดบ้านเองคืออยู่ตึกสบายทุกอย่าง เข้าโหมดอยู่บ้านมั้ง คืออยู่บ้านในฝันต้องทำเองทุกอย่างโดนกดขี่จากพี่ที่ใหญ่ที่สุดในบ้านคือกลับสู่นรกกับการถูกกลั้นแกล้งอีกครั้ง ซักผ้าเอง เย็บผ้าเอง ทำกับข้าวเอง วันไหนที่มีแขก(ผู้ที่มาเลี้ยงอาหารเด็กพิการ)ก็จะโชคดีไปคือไม่ต้องทำกับข้าว ได้ไปกินที่โรงอาหารแทน อาหารสิ่งแรกที่ฉันทำเป็นตอนอายุ 12 คือ พี่ใหญ่ในบ้านให้ทำไข่เจียว คือเราไม่รู้ว่าต้องทำแบบไหน เพราะเขาไม่อธิบายอะไรเลย ฉันเลยตอกไข่ใส่ถ้วยแถมมีเปลือกติดลงไปด้วย ฉันตั้งเตาตั้งกะทะ เปิดแก๊ส คือฉันไม่รู้ว่าต้องใส่อะไรก่อน ฉันเลยไม่ได้ใส่น้ำมันลงไปฉันเทไข่ลงไปอย่างั้นเลยแล้วมันก็ไหม้ ฉันตักใส่จานมาให้พี่ใหญ่ดูเขาบอกว่าใครสอนให้ทำแบบนี้งั้นกินลงไปให้หมดเลยนะ ไม่หมดไม่ต้องนอน มันเป็นอะไรที่จำไปจนตาย  จากนั้นฉันก็เริ่มอยู่บ้านนั้นจนชินกับการโดนด่าโดนว่า โดนขโมยเงิน โดนถูกรังแกทุกอย่าง จนแม่บ้านคนนี้ปลดเกษียนคือมันเป็นอะไรที่ดีใจสุด ๆ เพระจะได้กลับไปอยู่ตึก แต่ไปอยู่ตึกก็ไม่วายโดนรังแกนะคะ ยังคงโดนกดขี่ตามเคย ฉันก็ต้องอยู่แบบนี้
          จนอายุได้ 15 ปี แม่บอกฉันว่าฉันก็มีพี่ชายนะ คือเข้าใจถึงความดีใจแบบสุด ๆ เปล่า แม่บอกว่าพี่ชายจะมาเยี่ยมฉันด้วยนะ ฉันก็รออย่างมีความหวังที่จะได้เจอพี่ชายสักครั้ง แล้วเขาก็ไม่เคยมาเยี่ยมฉันเลย จนพี่ชายบวชฉันได้ไปงานบวชของพี่ชายฉัน ฉันได้เจอพี่ชายครั้งแรก พ่อครั้งแรก(แต่ฉันเรียนพ่อว่าอา เพราะพ่อไม่ยอมรับฉันเป็นลูก)ได้เจอย่า ได้เจอป้า ได้เจออา ฉันดีใจแบบบอกไม่ถูกว่าฉันก็มีญาติเหมือนคนอื่น ๆ ฉันได้นอนบ้านหลังนั้นคืนหนึ่ง แล้วก็กลับ กทมกับแม่ ฉันไม่คิดเลยว่าครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เจอพ่อ พ่อให้ตังฉันมาหมดตัวพ่อมี 2 พันกว่าบาทให้ฉันหมดเลย จนอายุ 17 ปี ฉันได้ทำเรื่องไม่ดี คือ(เชี้ยที่สุด) จนต้องออกจากสถานสงเคราะห์ แม่ฉันเสียใจมากและส่งฉันไปอยู่กับน้าที่ต่างจังหวัด  อยู่ที่บ้านหลังนั้นทำให้ฉันเหมือนคนไม่มีตัวตนในบ้าน น้าสะใภ้เหมือนเกียจฉัน ไม่ชอบฉัน ฉันอยู่จนจบม.3 แล้วก็เข้ามาเรียน ปวช ที่กทม ฉันก็ยังคงไม่ได้อยู่กับแม่เหมือนเคยฉันต้องอยู่หอ ฉันก็อยู่แบบสุดสบายดี เหมือนมีความอิสระในตัว ได้เรียนรวมกับคนปกติเหมือนเคย แต่เรียนที่นี่ฉันไม่อายในความพิการของฉันเลยสักนิด มันทำให้ฉันกล้าที่จะเผชิญกับสิ่งรอบ ๆ ข้าง ฉันเริ่มลงประกวดในงานต่าง ๆ ตอนเรียนปวช ฉันจำได้ไม่เคยลืมคือฉันได้ไปประกวดการเขียนแผนธุรกิจที่จังหวัดระยองรวมกับเด็กปกติคนอื่น ๆ อีกหลายพันคน หลายวิทยาลัย หลายโรงเรียน และในนั้นคือฉันพิการคนเดียว (ภูมิใจๆ) จนเรียนจบปวช ฉันก็ต่อปวสทันที แต่ฉันไม่ได้อยู่หอแล้วนะ ฉันย้ายมาอยู่กับแม่ที่ สมุทรปราการ ฉันเรียน ปวส 1 ปีจบ แต่ต้องไปเรียนทุกอาทิตย์ ฉันต้องนั่งรถหลายต่อ นั่งมอไซค์ ไปต่อรถตู้ นั่งรถตู้ไปต่อรถเมล์ นั้งรถเมล์ ไปต่อรถเมล์อีกคัน คือหลายต่อมากและเหนื่อยมาก แต่ก็ต้องสู้เพื่ออนาคต จันทร์ถึงศุกร์ฉันทำอะไรนั้นหรอ ฉันก็เริ่มหางานทำ ฉันได้งานใกล้ ๆ บ้านที่สมุทรปราการ เริ่มจากเป็น QC ของบริษัทคนจีน เงินเดือนที่ได้คือ 6,800 บาท (2553) ต่อนั้นแม่ฉันก็เริ่มอยากมีรถ อยากพาฉันไปไหนมาไหนบ้าง แม่เลยออกรถ แต่ฉันเป็นคนผ่อนนะ ฉันทำงานไม่ถึงปีจนเรียนจบ ปวส ฉันก็ย้ายที่ทำงานใหม่ ได้เงินเดือน 8,000 บาท แต่ก็ทำได้ไม่ถึงปี ฉันก็หางานที่เงินเดือนเยอะขึ้น ฉันเลยย้ายไปอยู่คนเดียวของอีกฝั่งสมุทรปราการเพื่อทำงานที่ใหม่ (อันนี้คือประวัติเริ่มต้นของฉัน ฉันยังมีอะไรที่ทำให้คุณตื่นเต้นอีกเยอะ ฉันยังไม่ได้เล่าถึงแฟนคนปัจจุบันให้คุณฟังเลย ฉันยังไม่ได้เล่าว่าฉันเจออะไรมามั้ง ไว้ค่อยมาเล่าให้ฟังใหม่นะค่ะ)
1.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่