สวัสดีค่ะ วันนี้จขกทหยุดงาน จึงได้มีเวลาว่างมาสานต่อความตั้งใจที่จะเผยแพร่เรื่องราว ประสบการณ์ส่วนตัวให้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่รักลูก โดยหวังว่าเรื่องราวของจขกท จะสามารถช่วยเหลือและเป็นข้อคิดที่ดีในการเลี้ยงลูกให้ดีได้
*จขกท ขออนุญาติไม่เปิดเผยตัวตน และไม่ต้องการให้พยายามค้นหาตัวตนของจขกท จึงใคร่ขอความกรุณา เนื่องจากไม่สะดวกใจค่ะ
**ขอความกรุณา ไม่คอมเม้นถึงบุพการีของจขกทในทางเสียหาย เนื่องจากจุดประสงค์ของกระทู้นี้ ไม่ได้มีไว้ประจาณหรือกล่าวโทษใคร แต่มีไว้เพื่อใช้เป็นแง่คิด จขกทรักและเทอดทูนบุพการีที่สุดในชีวิต
เริ่มเลยนะคะ...
ขอท้าวความก่อนว่า จขกท เกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง โดยที่คุณพ่อคุณแม่มีกิจการส่วนตัว ตอนจขกทยังเล็กๆ กิจการทางบ้านไม่ได้ใหญ่โตอะไร ระดับสามัญชนธรรมดา แต่ก็ไม่เคยต้องอดอยาก คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูอย่างดี ส่งเข้าเรียนโรงเรียนดีๆ สังคมดีๆ
พอถึงช่วงเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กิจการครอบครัวล้มละลาย จากมีกินมีใช้ กลายเป็นเป็นหนี้เป็นสินเป็นล้านๆ ช่วงนั้นทางครอบครัวลำบากมาก จขกทเห็นคุณพ่อคุณแม่เครียดทุกวัน แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้ลูกอดอยากซักมื้อ และยังเข้าเรียนในโรงเรียนเดิมได้ (แต่จขกทจำได้ว่าตอนนั้นเพื่อนๆที่โรงเรียนรังเกียจเรามาก เพราะสภาพเราดูจนมาก555)
สถานการณ์ครอบครัวตกต่ำแบบนั้นอยู่หลายปี แต่คุณพ่อคุณแม่ของจขกทเข้มแข็งมาก เชื่อว่าความเข้มแข็งนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาไม่ต้องการเห็นลูกลำบาก เขาสองคนฟาดฟันต่อสู้กับช่วงเวลาเลวร้ายมาด้วยกันได้จนกิจการเริ่มเป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น ลองผิดลองถูกมาเยอะแยะมากมาย บวกกับเขาทั้งคู่เป็นคนที่ฉลาดมาก ครอบครัวเราจึงลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง
จากนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาผ่านไป จขกทก็ค่อยๆโตขึ้นพร้อมกับกิจการทางบ้านที่โตตามกันไป จนมาถึงจุดที่เรียกว่า "มั่งมี" แต่คุณแม่คุณแม่ของจขกทไม่ได้เป็นแบบ stereotype ของพวกคนรวยที่มักทำแต่งานไม่มีเวลาให้ลูก เขาทั้งสองมีเวลาให้เราตลอด และเลี้ยงดู ปลูกฝัง และสั่งสอนดีมาตลอด อันนี้เรื่องจริง
- - - แต่สิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความหวังดี บางครั้งมันเป็นดาบ 2 คม - - -
ด้วยความที่ครอบครัวเคยลำบากมากๆมาก่อน ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ของจขกทรักลูกมาก จึงไม่ยอมเห็นลูกลำบากเลย ให้เงินใช้ทุกเดือน ถึงแม้จะให้เป็นจำนวน (ค่าแรงขั้นต่ำของป.ตรี เนื่องจากพยายามปลูกฝังให้เก็บหอมรอมริบและเคยชินกับการเป็นมนุษย์เงินเดือน โตมาทำงานเองจะได้ไม่เกิดอาการชอค) แต่ด้วยความที่วุฒิภาวะของจขกทตอนนั้นยังมีน้อย (ช่วงนั้นเรียนมหาลัย) ก็ใช้เงินหมดเกลี้ยงทุกเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลังซักเดือน
จขกทไม่เคยมีเงินเก็บ พยายามเก็บก็เก็บไม่ได้ เพราะติดกินติดเล่นติดเที่ยว
จขกทเห็นเด็กมัธยมทำงานพาร์ทไทม์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ แม้แต่เด็กขายพวงมาลัย ก็นึกชื่นชมแล้วก็ดูน่าสนุก เลยไปขออนุญาติคุณพ่อจะไปทำงานร้านฟาสต์ฟู้ดบ้าง คุณพ่อไม่อนุมัติ เนื่องจากท่านคิดว่าประสบการณ์ที่จะได้จากการทำร้านอาหาร ไม่ตรงกับสายที่จขกทเรียนมา บวกกับทำงานร้านอาหารนี้ต้องเหนื่อยมาก ยืนทั้งวัน ในตอนนั้นค่าแรงขั้นต่ำคือชม.ละ 20 บาท คุณพ่อก็ไม่เห็นด้วย จึงทำการฝากฝังเพื่อนคนรู้จักให้จขกทได้เข้าไปทำงานในองค์กรใหญ่ระดับประเทศ จขกทเข้าไปเป็นเด็ก ก็ทำได้แค่เดินเอกสาร ทำไปได้ไม่นานก็เบื่อ แถมเงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ จึงล้มเลิกความพยายาม
- - - ในจุดนี้ เชื่อว่าหลายคนทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจคุณพ่อของจขกท แต่ก็อย่างที่จขกทบอก เขาไม่อยากเห็นเราลำบากจริงๆ - - -
หลังจากนั้นจขกทก็ไม่ได้พยายามหางานพาร์ทไทม์ทำอีกจนเรียนจบ ตอนนั้นยอมรับเลยว่าสันดานเสียมาก เป็นเด็กสปอยล์เต็มตัวโดยที่ไม่รู้ตัวเลย สำนึกคิด มี แต่ไม่คิด ใช้เงินอย่างเดียว ใช้จริงๆนะ ไม่เห็นคุณค่าของเงินซักบาท ใช้ทิ้งใช้ขว้าง ลงไปกับขวดเหล้า เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ เข้าสังคม งานการก็ไม่หาทำ คุณพ่อคุณแม่ก็ดุว่าทุกวัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะจะให้เขาเอาโซ่มาล่ามเราไม่ให้ออกไปใช้เงินก็ไม่ได้ ไม่ให้เงินก็ไม่ได้ จะไล่ออกจากบ้านก็ไม่ได้ ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่เริ่มหักเงินเดือน ให้น้อยลงจนไม่มีจะผลาญ
คุณพ่อคุณแม่ให้โอกาสจขกทหลายครั้ง ด้วยการให้เข้าไปทำงานในบริษัท แต่จขกทสำมะเรเทเมา ไปทำงานสายโด่ ไปถึงบริษัทก็ง่วง ทำงานเฉื่อยช้า ทนง่วงไม่ไหวก็หลับมันตรงนั้น ด้วยความที่หัวหน้าเป็นพ่อของตัวเอง ความเกรงใจจึงน้อยมากจนแทบจะไม่มี ทำได้แค่เดือนกว่าๆ ก็ล้มเหลวอีก ไม่เข้าไปทำงานอีกเลย
จขกทเป็นอีบ้าอยู่อย่างนั้นได้ประมาณปี 2 ปี จนวันนึงเริ่มรู้สึกชีวิตไร้ค่าอย่างรุนแรง ตื่นมาก็เมา ตกดึกก็เมาอีก คุณพ่อคุณแม่ก็เอือมระอา พอมองเพื่อนๆที่โตมาด้วยกันแต่ล่ะคนมีงานมีการทำ ใช้ชีวิตเป็นผู้เป็นคน จึงได้เริ่มคิดหางานทำ จขกทได้งานใจกลางเมือง แต่ด้วยการที่บ้านอยู่ไกลจากตัวเมือง เป็นอุปสรรคในการเดินทาง จึงได้ออกมาเช่าหอพักอยู่เอง
- - - พอได้งาน คุณพ่อคุณแม่ก็เลิกให้เงินใช้ บวกกับออกมาอยู่เอง ต้องบริหารเงินเองทั้งหมด ค่าเช่า ค่ากิน ค่ารถไปกลับที่ทำงาน ฯลฯ - - -
ตอนนั้นจขกทรู้สึกว่าตัวเองตามหลังเพื่อนมาก แต่ล่ะคนทำงานมาได้ 2-3 ปีแล้วเราเพิ่งจะเริ่มนับ 0 เดือนแรกๆที่ไปทำงานทรมานมาก ระเบียบวินัยไม่มี ต้องปรับสันดานเสียๆ โยนมันทิ้งให้หมด บางวันไม่อยากไปทำก็งอแงหาข้ออ้างว่าป่วย แต่ด้วยการที่ออกมาอยู่เอง หาเงินเอง เริ่มมีสำนึกมากขึ้น เพราะถ้าไม่ไปทำงาน จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าห้อง?! งานบ้านก็ต้องทำเองแล้วไม่มีแม่บ้านทำให้ เมื่อก่อนผ้าไม่เคยซัก จานไม่เคยล้าง ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...
จขกทผ่านได้จากจุดนั้นมาแล้ว 2 ปี จขกทโตขึ้นมากกกกกกกก ตอนนี้ภูมิใจในตัวเองมาก หาเงินเองได้ มีเงินเก็บ เลิกเมา กลายเป็นคนมีจุดมุ่งหมายในชีวิตแล้ว และรักพ่อรักแม่มากกว่าเดิม
สิ่งที่อยากบอกพ่อแม่คนอื่นๆ ไม่มีอะไรมากเลย แค่อยากบอกให้ปล่อยให้ลูกไปลำบาก ให้มันไปทำงาน ทำงานจิงๆจังๆ เป็นลูกจ้างเขา ยิ่งถ้าต้องให้ออกไปอยู่เองต้องจ่ายค่าห้องเองได้ก็ยิ่งดี ตอนนี้ไม่มีใครอยากเชื่อ จขกทเป็นคนงกมากกกกกก ไม่ผลาญเงินเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
จขกทเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนคิดแบบนี้ แต่คิดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำให้ได้ด้วย และจขกทก็เชื่อว่ายังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ไม่คิดแบบนี้ ทุกวันนี้จขกทมองไปรอบๆตัวเอง จขกทยังเห็นคนที่ยังเป็นแบบที่จขกทเคยเป็นอยู่เยอะแยะมากมาย จขกทจึงหวังว่า เรื่องราวของจขกทจะช่วยเปลี่ยนความคิด และช่วยชีวิตของเด็กไร้เดียงสาหลายๆคนได้ ขอบคุณที่อ่าน นี่เป็นกระทู้แรก และอาจเป็นกระทู้เดียว จขกทเล่าเรื่องไม่เก่ง ใครอ่านจบ ขอให้โชคดีมั่งมีๆ เจริญๆ
ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่รักลูก
*จขกท ขออนุญาติไม่เปิดเผยตัวตน และไม่ต้องการให้พยายามค้นหาตัวตนของจขกท จึงใคร่ขอความกรุณา เนื่องจากไม่สะดวกใจค่ะ
**ขอความกรุณา ไม่คอมเม้นถึงบุพการีของจขกทในทางเสียหาย เนื่องจากจุดประสงค์ของกระทู้นี้ ไม่ได้มีไว้ประจาณหรือกล่าวโทษใคร แต่มีไว้เพื่อใช้เป็นแง่คิด จขกทรักและเทอดทูนบุพการีที่สุดในชีวิต
เริ่มเลยนะคะ...
ขอท้าวความก่อนว่า จขกท เกิดในครอบครัวฐานะปานกลาง โดยที่คุณพ่อคุณแม่มีกิจการส่วนตัว ตอนจขกทยังเล็กๆ กิจการทางบ้านไม่ได้ใหญ่โตอะไร ระดับสามัญชนธรรมดา แต่ก็ไม่เคยต้องอดอยาก คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูอย่างดี ส่งเข้าเรียนโรงเรียนดีๆ สังคมดีๆ
พอถึงช่วงเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง กิจการครอบครัวล้มละลาย จากมีกินมีใช้ กลายเป็นเป็นหนี้เป็นสินเป็นล้านๆ ช่วงนั้นทางครอบครัวลำบากมาก จขกทเห็นคุณพ่อคุณแม่เครียดทุกวัน แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้ลูกอดอยากซักมื้อ และยังเข้าเรียนในโรงเรียนเดิมได้ (แต่จขกทจำได้ว่าตอนนั้นเพื่อนๆที่โรงเรียนรังเกียจเรามาก เพราะสภาพเราดูจนมาก555)
สถานการณ์ครอบครัวตกต่ำแบบนั้นอยู่หลายปี แต่คุณพ่อคุณแม่ของจขกทเข้มแข็งมาก เชื่อว่าความเข้มแข็งนั้นส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาไม่ต้องการเห็นลูกลำบาก เขาสองคนฟาดฟันต่อสู้กับช่วงเวลาเลวร้ายมาด้วยกันได้จนกิจการเริ่มเป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น ลองผิดลองถูกมาเยอะแยะมากมาย บวกกับเขาทั้งคู่เป็นคนที่ฉลาดมาก ครอบครัวเราจึงลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง
จากนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาผ่านไป จขกทก็ค่อยๆโตขึ้นพร้อมกับกิจการทางบ้านที่โตตามกันไป จนมาถึงจุดที่เรียกว่า "มั่งมี" แต่คุณแม่คุณแม่ของจขกทไม่ได้เป็นแบบ stereotype ของพวกคนรวยที่มักทำแต่งานไม่มีเวลาให้ลูก เขาทั้งสองมีเวลาให้เราตลอด และเลี้ยงดู ปลูกฝัง และสั่งสอนดีมาตลอด อันนี้เรื่องจริง
- - - แต่สิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความหวังดี บางครั้งมันเป็นดาบ 2 คม - - -
ด้วยความที่ครอบครัวเคยลำบากมากๆมาก่อน ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่ของจขกทรักลูกมาก จึงไม่ยอมเห็นลูกลำบากเลย ให้เงินใช้ทุกเดือน ถึงแม้จะให้เป็นจำนวน (ค่าแรงขั้นต่ำของป.ตรี เนื่องจากพยายามปลูกฝังให้เก็บหอมรอมริบและเคยชินกับการเป็นมนุษย์เงินเดือน โตมาทำงานเองจะได้ไม่เกิดอาการชอค) แต่ด้วยความที่วุฒิภาวะของจขกทตอนนั้นยังมีน้อย (ช่วงนั้นเรียนมหาลัย) ก็ใช้เงินหมดเกลี้ยงทุกเดือน ชักหน้าไม่ถึงหลังซักเดือน
จขกทไม่เคยมีเงินเก็บ พยายามเก็บก็เก็บไม่ได้ เพราะติดกินติดเล่นติดเที่ยว
จขกทเห็นเด็กมัธยมทำงานพาร์ทไทม์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ แม้แต่เด็กขายพวงมาลัย ก็นึกชื่นชมแล้วก็ดูน่าสนุก เลยไปขออนุญาติคุณพ่อจะไปทำงานร้านฟาสต์ฟู้ดบ้าง คุณพ่อไม่อนุมัติ เนื่องจากท่านคิดว่าประสบการณ์ที่จะได้จากการทำร้านอาหาร ไม่ตรงกับสายที่จขกทเรียนมา บวกกับทำงานร้านอาหารนี้ต้องเหนื่อยมาก ยืนทั้งวัน ในตอนนั้นค่าแรงขั้นต่ำคือชม.ละ 20 บาท คุณพ่อก็ไม่เห็นด้วย จึงทำการฝากฝังเพื่อนคนรู้จักให้จขกทได้เข้าไปทำงานในองค์กรใหญ่ระดับประเทศ จขกทเข้าไปเป็นเด็ก ก็ทำได้แค่เดินเอกสาร ทำไปได้ไม่นานก็เบื่อ แถมเงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ จึงล้มเลิกความพยายาม
- - - ในจุดนี้ เชื่อว่าหลายคนทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจคุณพ่อของจขกท แต่ก็อย่างที่จขกทบอก เขาไม่อยากเห็นเราลำบากจริงๆ - - -
หลังจากนั้นจขกทก็ไม่ได้พยายามหางานพาร์ทไทม์ทำอีกจนเรียนจบ ตอนนั้นยอมรับเลยว่าสันดานเสียมาก เป็นเด็กสปอยล์เต็มตัวโดยที่ไม่รู้ตัวเลย สำนึกคิด มี แต่ไม่คิด ใช้เงินอย่างเดียว ใช้จริงๆนะ ไม่เห็นคุณค่าของเงินซักบาท ใช้ทิ้งใช้ขว้าง ลงไปกับขวดเหล้า เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ เข้าสังคม งานการก็ไม่หาทำ คุณพ่อคุณแม่ก็ดุว่าทุกวัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะจะให้เขาเอาโซ่มาล่ามเราไม่ให้ออกไปใช้เงินก็ไม่ได้ ไม่ให้เงินก็ไม่ได้ จะไล่ออกจากบ้านก็ไม่ได้ ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่เริ่มหักเงินเดือน ให้น้อยลงจนไม่มีจะผลาญ
คุณพ่อคุณแม่ให้โอกาสจขกทหลายครั้ง ด้วยการให้เข้าไปทำงานในบริษัท แต่จขกทสำมะเรเทเมา ไปทำงานสายโด่ ไปถึงบริษัทก็ง่วง ทำงานเฉื่อยช้า ทนง่วงไม่ไหวก็หลับมันตรงนั้น ด้วยความที่หัวหน้าเป็นพ่อของตัวเอง ความเกรงใจจึงน้อยมากจนแทบจะไม่มี ทำได้แค่เดือนกว่าๆ ก็ล้มเหลวอีก ไม่เข้าไปทำงานอีกเลย
จขกทเป็นอีบ้าอยู่อย่างนั้นได้ประมาณปี 2 ปี จนวันนึงเริ่มรู้สึกชีวิตไร้ค่าอย่างรุนแรง ตื่นมาก็เมา ตกดึกก็เมาอีก คุณพ่อคุณแม่ก็เอือมระอา พอมองเพื่อนๆที่โตมาด้วยกันแต่ล่ะคนมีงานมีการทำ ใช้ชีวิตเป็นผู้เป็นคน จึงได้เริ่มคิดหางานทำ จขกทได้งานใจกลางเมือง แต่ด้วยการที่บ้านอยู่ไกลจากตัวเมือง เป็นอุปสรรคในการเดินทาง จึงได้ออกมาเช่าหอพักอยู่เอง
- - - พอได้งาน คุณพ่อคุณแม่ก็เลิกให้เงินใช้ บวกกับออกมาอยู่เอง ต้องบริหารเงินเองทั้งหมด ค่าเช่า ค่ากิน ค่ารถไปกลับที่ทำงาน ฯลฯ - - -
ตอนนั้นจขกทรู้สึกว่าตัวเองตามหลังเพื่อนมาก แต่ล่ะคนทำงานมาได้ 2-3 ปีแล้วเราเพิ่งจะเริ่มนับ 0 เดือนแรกๆที่ไปทำงานทรมานมาก ระเบียบวินัยไม่มี ต้องปรับสันดานเสียๆ โยนมันทิ้งให้หมด บางวันไม่อยากไปทำก็งอแงหาข้ออ้างว่าป่วย แต่ด้วยการที่ออกมาอยู่เอง หาเงินเอง เริ่มมีสำนึกมากขึ้น เพราะถ้าไม่ไปทำงาน จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าห้อง?! งานบ้านก็ต้องทำเองแล้วไม่มีแม่บ้านทำให้ เมื่อก่อนผ้าไม่เคยซัก จานไม่เคยล้าง ล้มลุกคลุกคลานอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...
จขกทผ่านได้จากจุดนั้นมาแล้ว 2 ปี จขกทโตขึ้นมากกกกกกกก ตอนนี้ภูมิใจในตัวเองมาก หาเงินเองได้ มีเงินเก็บ เลิกเมา กลายเป็นคนมีจุดมุ่งหมายในชีวิตแล้ว และรักพ่อรักแม่มากกว่าเดิม
สิ่งที่อยากบอกพ่อแม่คนอื่นๆ ไม่มีอะไรมากเลย แค่อยากบอกให้ปล่อยให้ลูกไปลำบาก ให้มันไปทำงาน ทำงานจิงๆจังๆ เป็นลูกจ้างเขา ยิ่งถ้าต้องให้ออกไปอยู่เองต้องจ่ายค่าห้องเองได้ก็ยิ่งดี ตอนนี้ไม่มีใครอยากเชื่อ จขกทเป็นคนงกมากกกกกก ไม่ผลาญเงินเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
จขกทเชื่อว่าพ่อแม่หลายคนคิดแบบนี้ แต่คิดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำให้ได้ด้วย และจขกทก็เชื่อว่ายังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ไม่คิดแบบนี้ ทุกวันนี้จขกทมองไปรอบๆตัวเอง จขกทยังเห็นคนที่ยังเป็นแบบที่จขกทเคยเป็นอยู่เยอะแยะมากมาย จขกทจึงหวังว่า เรื่องราวของจขกทจะช่วยเปลี่ยนความคิด และช่วยชีวิตของเด็กไร้เดียงสาหลายๆคนได้ ขอบคุณที่อ่าน นี่เป็นกระทู้แรก และอาจเป็นกระทู้เดียว จขกทเล่าเรื่องไม่เก่ง ใครอ่านจบ ขอให้โชคดีมั่งมีๆ เจริญๆ