ความเดิมตอนที่แล้ว -->
http://pantip.com/topic/34108068
********************
ร่างของชายคนหนึ่งนอนหมดแรงอยู่บนเตียง ส่วนหัวหอมกลิ่นมะนาว ร่างกายหอมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ เมื่อคืนเขาไม่ได้นอน เมื่อเช้าเขาก็เพิ่งเดินขึ้นลงภูเขาไฟด้วยระยะทางเกือบสิบกิโลเมตร ตอนนี้เขานอนแผ่ยิ่งกว่าช่วงช่วงตอนหมดอารมณ์ทางเพศซะอีก
แม้ว่าผมจะอยากนอนพักอยู่ที่ห้องมาก ๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากยังมีสถานที่ใน A Must List อีกเกือบยี่สิบที่ที่ผมจะต้องไปให้ครบภายในสองวันครึ่งนี้ ผมคำนวณดูแล้วว่าวันนี้ผมจะต้องเก็บให้ได้อีกซัก 4 – 5 ที่ ถึงจะเที่ยวได้ทัน ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางเลยละกัน
บ่ายนี้ผมตัดสินใจถ่อสังขารออกไปเที่ยวที่ ‘เมืองอูบูด’
เมืองอูบูด (Ubud) อยู่เหนือที่พักของผมไปประมาณ 20 กิโลเมตร ดูจากตำแหน่งแล้วก็เหมือนเป็นประตูสู่อีสาน ตำแหน่งน่าจะคล้าย ๆ กับจังหวัดสระบุรีบ้านเรา เมืองอูบูดได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมแบบบาหลีแท้ ๆ จนมีคนกล่าวไว้ว่า ‘ถ้าอยากรู้จักบาหลี แต่สามารถเลือกเที่ยวได้แค่หนึ่งเมือง ให้มาที่อูบูด’
คนกล่าวประโยคนี้คือผมเองแหละครับ
สิริพาผมขับรถขึ้นเหนือ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเมืองอูบูด ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวใน A Must List ของผมตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น พระราชวังอูบูด ตลาดอูบูด วัดสระบัว วัดถ้ำช้าง และร้านอาหาร Dirty Duck ที่มีเป็ดกรอบอันเลื่องชื่อ หรือแม้กระทั่ง Monkey Forest ก็อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้ ถ้าผมสามารถเที่ยวได้ครบทุกที่ภายในระยะเวลาสามสี่ชั่วโมงที่เหลือ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่อง A Must List แล้วล่ะครับ อีกสองวันที่เหลือเที่ยวครบทุกที่แน่นอน
ผมเริ่มต้นที่ ‘พระราชวังอูบูด’ (Ubud Palace) ก่อนเป็นอันดับแรก พระราชวังนี้ตั้งอยู่กลางเมืองอูบูด รอบ ๆ เต็มไปด้วยตลาด ร้านอาหารและร้านขายของมากมาย สิริพาผมขับรถเข้ามาในเขตเมือง ที่นี่นักท่องเที่ยวคึกคักมาก และรถก็ติดมากเช่นกัน มีทั้งกั้นถนน ทั้งทางวันเวย์วกวนเต็มไปหมด ผมใช้เวลาวนหาที่จอดรถอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง การจราจรย่านนี้โหดเอาเรื่องเหมือนกัน
ผมรู้สึกว่าที่นี่อารมณ์คล้าย ๆ ถนนคนเดินที่เชียงใหม่นะ คือเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกน่ารัก ๆ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขนม ร้านกาแฟ ร้านไอติม มีตลาดนัด มีสาวงาม มีที่พักเท่ ๆ มีนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติเดินกันขวักไขว่ ซื้อของต่อราคากับพ่อค้าแม่ค้าอย่างเมามัน ใครที่ชอบถนนคนเดินเชียงใหม่ ผมว่าต้องตกหลุมรักอูบูดแบบผมแน่นอน
ผมเดินเข้าไปในพระราชวัง
พระราชวังอูบูดปิด!!
เนื่องจากช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่บาหลีกำลังจัดงานเฉลิมฉลองอะไรซักอย่าง ซึ่งผมว่าผมโชคดีนะที่ได้ไปเห็นเทศกาลรื่นเริงของเขา อย่างที่พระราชวังอูบูดเขาก็ปิดเพื่อเตรียมงานเฉลิมฉลอง ในพระราชวังเต็มไปด้วยศิลปินบาหลีกว่า 30 ชีวิต นั่งแกะสลักโน่นนั่นนี่กันอยู่ ซอยข้าง ๆ พระราชวังก็มีแท่นสูงที่ทำจากไม้ ถ้ายกแท่นนั้นมาตั้งที่แถวยโสธรผมคงเข้าใจว่ามีงานประเพณีบุญบั้งไฟแน่ ๆ
ผมออกจากพระราชวัง เดินไปตามถนนจนถึงร้าน Starbucks อูบูด
เหยดดด พี่ตกแต่งร้านได้เท่มาก ๆ หน้าร้านมีฆ้องบาหลีเขียนคำว่า Starbucks สีสันที่ใช้ก็เข้ากับบรรยากาศในเมือง เรียกได้ว่าเป็น Starbucks แบบบาหลีสไตล์จริง ๆ
ด้านหลัง Starbucks เป็นที่ตั้งของ ‘วัดสระบัว’ (Pura Saraswati) หนึ่งในวัดที่อยู่ใน A Must List ของผม
ผมว่าคนที่ตั้งชื่อไทยให้กับวัด Saraswati ว่า ‘วัดสระบัว’ นั้นเป็นคนที่เลือกใช้คำในภาษาไทยได้เก่งมาก ๆ ใช้แค่สามคำสามพยางค์ก็สามารถพรรณนาทุกสิ่งทุกอย่างในวัด Saraswati ได้หมด เพราะวัดนี้มีแค่ ‘วัด’ ‘สระ’ และ ‘บัว’ ตามชื่อจริง ๆ คือมีวัดอยู่หนึ่งอัน ด้านหน้าวัดเป็นสระน้ำ ในสระน้ำมีดอกบัว นอกนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร ขนาดผมจะถ่ายรูปยังไม่รู้จะถ่ายอะไรเลย ช็อตเดียวครอบคลุมทุกอย่าง
โชคดีที่วัดนี้อยู่ละแวกเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นนะเนี่ย เลยแวะมาได้ ถ้าผมต้องขับรถมาเพื่อดูสระบัวนี้เพียงอย่างเดียว ผมคงร้องไห้และกระโดดลงไปแทะก้านบัวในสระน้ำด้วยความเสียใจแน่ ๆ
ถึงแล้ว เมืองอูบูด
บั้งไฟยโสธร
รูปปั้นริมทาง
งานรื่นเริง
เมืองศิลปิน
เมืองศิลปิน
รูปปั้นริมทาง
Starbucks บาหลี น่ารักมาก ๆ
วัด สระ และบัว จบ
ผมใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการเที่ยวชมพระราชวังอูบูดกับวัดสระบัว รวดเร็วยิ่งกว่าชะโงกทัวร์ซะอีก และเนื่องจากเมื่อเช้าผมได้ใช้พลังงานไปมหาศาล สิ่งที่ตกถึงท้องทั้งวันก็มีแค่แพนเค้กบาง ๆ หนึ่งชิ้น กาแฟห้าแก้ว แซนด์วิชกล้วยหอมกับไข่ต้มอีกหนึ่งลูก หลังจากนั้นก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย ทำให้ตอนนี้ผมอยู่ในสภาวะหิวกระหาย หิวโหยยิ่งกว่าเด็กเอธิโอเปียอดข้าวประท้วง หน้ามืดตามัวไปหมด
และอาหารที่คู่ควรกับความหิวกระหายระดับนี้ก็คงมีแค่ ‘เป็ดทอด Dirty Duck’ แห่งเมืองอูบูดอันเลื่องชื่อเท่านั้น
ร้าน Bebek Bengil Restaurant หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Dirty Duck Diner อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พอขับรถมาจอดหน้าร้านปุ๊บ ก็มีพนักงานท่าทางนอบน้อมขับรถไปจอดให้ปั๊บ รัศมีเสี่ยอุ๊ยอายุน้อย (หนี้) ร้อยล้านเปล่งประกายขึ้นมาทันที (ปรากฏ

เป็นแก๊งขโมยรถ) ผมเดินเข้าไปในร้านอย่างผ่าเผย เลือกที่นั่งด้านในสุดที่เงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน แถมยังมีนาข้าวเขียวขจีให้ได้พักสายตาอีก
เมนูที่ผมจะลิ้มลองวันนี้คือ The Original Crispy Duck เป็ดทอดกรอบสูตรต้นตำรับตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1990 เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยบาหลีและผัดผักพื้นเมือง มีน้ำจิ้มรสเด็ดเป็นเครื่องเคียง
เอาล่ะ เริ่มรับประทานได้
ผมว่าเป็ดทอดของเขาคล้าย ๆ เป็ดร่อนบ้านเรานะ คือเป็นเป็ดที่หนังกรอบมากกก เนื้อเป็ดไม่เหนียวเลย รสชาติอร่อยสมคำร่ำลือ ใครมีโอกาสไปเที่ยวบาหลี ลองแวะไปชิมเป็ดทอดที่ร้านนี้นะครับ อร่อยจนแม่ช้อยต้องออกมารำ แต่ที่จริงก็อย่าเชื่อผมมากนะ วันนั้นผมหิวจัด สติสัมปชัญญะไม่ค่อยเต็มร้อยเท่าไร อาจรู้สึกอร่อยเพราะว่าหิวก็ได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการกินด้วยก็แล้วกัน
ผมเอาปากดูดซอกตีนเป็ดทอดจนมั่นใจว่าไม่มีเนื้อหลงเหลืออยู่อีกแล้ว คือถ้าโยนกระดูกชิ้นนี้ให้หมา หมาคงเสียใจ กินเสร็จจ่ายค่าเสียหายไปทั้งหมด 152,000 รูเปียห์
อาห์ สบายใจ
เป็ดกรอบแห่งอูบูด
บรรยากาศขวัญเรียมมาก ๆ
********************
ผมรีบเดินออกจากร้านอาหาร ไม่ใช่ว่าผมแอบชักดาบแล้ววิ่งออกมานะครับ แต่ผมต้องรีบทำเวลายังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่ผมต้องไปภายในเย็นวันนี้
ผมขออนุญาตเรียกวัดนี้เป็นชื่อไทยว่า ‘วัดถ้ำช้าง’ (Pura Goa Gajah) นะครับ เพราะถ้าให้ผมอ่านชื่อบาหลี ผมคงออกเสียง ‘Goa Gajah’ ว่า ‘เกาจ๊ะจ๋า’ ซึ่งอาจทำให้วัดนี้สิ้นมนต์ขลัง เลยคิดว่าเรียกชื่อไทยน่าจะเหมาะกว่า
วัดนี้อยู่เลยร้านเป็ดทอดมานิดนึง ผมมาถึงที่นี่ตอนเย็นมากแล้ว ร้านรวงก็เริ่มปิดกันไปบ้าง เหลือรถยนต์นักท่องเที่ยวในลานจอดรถแค่ไม่กี่คัน ผมจ่ายค่าเข้าชม 15,000 รูเปียห์ก่อนจะเดินลงไปยังวัดที่อยู่ด้านล่าง
จุดเด่นของวัดนี้คือมีถ้ำหินเล็ก ๆ ที่มีรูปแกะสลักของ ‘ช้าง’ อยู่หน้าปากถ้ำ ผมยืนพิจารณารูปสลักนั้นอยู่นานว่ามันเหมือนช้างตรงไหน ผมว่ามันเหมือนยักษ์อะไรซักอย่างที่กำลังเหล่ตาไปทางขวามากกว่า แล้วทางเข้าถ้ำก็เป็นปากของยักษ์ตนนั้น ผมไม่เห็นงวง ไม่เห็นเงา ไม่เห็นซีดีที่หาง ไม่เห็นวี่แววอะไรที่เป็นลักษณะของช้างเลย
บางคนเล่าว่าที่บาหลีไม่มีช้าง ช่างแกะสลักหินเลยต้องมโนช้างขึ้นมาเอง รูปสลักช้างก็เลยออกมาไม่ค่อยเหมือนช้างอย่างที่เห็น
นอกจากถ้ำช้างแล้ว ด้านหน้ายังมีสระน้ำสี่เหลี่ยม มีน้ำศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมาจากรูปปั้นผู้หญิง ชาวบาหลีเชื่อว่าถ้าผู้หญิงคนไหนอยากมีลูก ให้มาดื่มน้ำหรืออาบน้ำที่นี่ จะมีลูกสมดังใจปรารถนา
ดังนั้นใครอยากมีลูกลองได้เลยนะครับ
แต่ก่อนจะมีลูกต้องมีผัวก่อนนะ
ส่วนตัวผมว่าวัดในย่านอูบูดไม่ค่อยมีอะไร แต่เนื่องจากมันตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน เที่ยวได้หลายที่ก็เลยกลายเป็นว่าคุ้มไป อย่างไรก็ตาม ผมชอบเมืองอูบูดนะ ผมว่าเมืองนี้มีเสน่ห์แบบบาลี้บาหลีจริง ๆ
ช้างในจินตนาการของชาวบาหลี
ช้าง?
ผมขับรถกลับที่พักที่เดนพาซาร์ด้วยความง่วงระดับสิบ
ขับเรื่อยมา ขับเรื่อยมา ขับเรื่อยมา
แต่ไม่ทันไรก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อตำรวจบาหลีกวักมือเรียกให้ผมจอดรถ
ซิบหายละ!! นี่กุทำผิดกฎจราจรอะไรเนี่ย!!
ผมค่อย ๆ เลื่อนกระจกลง รู้สึกลุ้นยิ่งกว่าตอนลุ้นนายกอ่านสคริปต์ซะอีก
“Where are you going?”
ตำรวจถามผมว่าจะไปไหน ผมทำหน้างงแล้วตอบกลับไปว่า
“นี่ผมทำผิดกฎจราจรข้อหาอะไรครับ”
“Sorry?”
“ผมถามว่านี่ผมทำผิดกฎจราจรข้อหาอะไรครับ”
“.....................”
“.....................”
ไงล่ะเมิง เจอกุตอบคำถามด้วยภาษาไทยเข้าไป ไปไม่เป็นเลยล่ะสิเมิง
มุกโง่อังกฤษช่วยให้ผมรอดตัวจากสถานการณ์คับขันมาได้นักต่อนักแล้ว
ตำรวจบาหลีคนนั้นทำหน้าเซ็งเหมือนถูกหวยแต่ทำใบหวยหาย ไอ้กระเหรี่ยงไทยนี่ ถามอะไรมันมันก็ตอบมาเป็นภาษาไทย กุจับมันข้อหาใช้ภาษาไทยพร่ำเพรื่อซะเลยดีมั้ย
ในที่สุดตำรวจคนนั้นก็เปิดทางให้ผมขับรถผ่านไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
จนตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าวันนั้นผมทำผิดกฎจราจรข้อหาอะไร
To be continued
บาหลีไม่มีเธอ: เอาผ้ามั้ย ๆ เดี๋ยวที่วัดต้องใช้นะ (ตอนที่ 10) -->
http://pantip.com/topic/34124953
*** ติดตามเรื่องราวสนุก ๆ ได้ที่เพจ นายอุ๊ย!! นะครับ -->
https://www.facebook.com/lovenaioui ***
บาหลีไม่มีเธอ: เป็ดกรอบแห่งอูบูด (ตอนที่ 9)
ร่างของชายคนหนึ่งนอนหมดแรงอยู่บนเตียง ส่วนหัวหอมกลิ่นมะนาว ร่างกายหอมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ เมื่อคืนเขาไม่ได้นอน เมื่อเช้าเขาก็เพิ่งเดินขึ้นลงภูเขาไฟด้วยระยะทางเกือบสิบกิโลเมตร ตอนนี้เขานอนแผ่ยิ่งกว่าช่วงช่วงตอนหมดอารมณ์ทางเพศซะอีก
แม้ว่าผมจะอยากนอนพักอยู่ที่ห้องมาก ๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากยังมีสถานที่ใน A Must List อีกเกือบยี่สิบที่ที่ผมจะต้องไปให้ครบภายในสองวันครึ่งนี้ ผมคำนวณดูแล้วว่าวันนี้ผมจะต้องเก็บให้ได้อีกซัก 4 – 5 ที่ ถึงจะเที่ยวได้ทัน ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋าออกเดินทางเลยละกัน
บ่ายนี้ผมตัดสินใจถ่อสังขารออกไปเที่ยวที่ ‘เมืองอูบูด’
เมืองอูบูด (Ubud) อยู่เหนือที่พักของผมไปประมาณ 20 กิโลเมตร ดูจากตำแหน่งแล้วก็เหมือนเป็นประตูสู่อีสาน ตำแหน่งน่าจะคล้าย ๆ กับจังหวัดสระบุรีบ้านเรา เมืองอูบูดได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมแบบบาหลีแท้ ๆ จนมีคนกล่าวไว้ว่า ‘ถ้าอยากรู้จักบาหลี แต่สามารถเลือกเที่ยวได้แค่หนึ่งเมือง ให้มาที่อูบูด’
คนกล่าวประโยคนี้คือผมเองแหละครับ
สิริพาผมขับรถขึ้นเหนือ ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเมืองอูบูด ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวใน A Must List ของผมตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น พระราชวังอูบูด ตลาดอูบูด วัดสระบัว วัดถ้ำช้าง และร้านอาหาร Dirty Duck ที่มีเป็ดกรอบอันเลื่องชื่อ หรือแม้กระทั่ง Monkey Forest ก็อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้ ถ้าผมสามารถเที่ยวได้ครบทุกที่ภายในระยะเวลาสามสี่ชั่วโมงที่เหลือ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่อง A Must List แล้วล่ะครับ อีกสองวันที่เหลือเที่ยวครบทุกที่แน่นอน
ผมเริ่มต้นที่ ‘พระราชวังอูบูด’ (Ubud Palace) ก่อนเป็นอันดับแรก พระราชวังนี้ตั้งอยู่กลางเมืองอูบูด รอบ ๆ เต็มไปด้วยตลาด ร้านอาหารและร้านขายของมากมาย สิริพาผมขับรถเข้ามาในเขตเมือง ที่นี่นักท่องเที่ยวคึกคักมาก และรถก็ติดมากเช่นกัน มีทั้งกั้นถนน ทั้งทางวันเวย์วกวนเต็มไปหมด ผมใช้เวลาวนหาที่จอดรถอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง การจราจรย่านนี้โหดเอาเรื่องเหมือนกัน
ผมรู้สึกว่าที่นี่อารมณ์คล้าย ๆ ถนนคนเดินที่เชียงใหม่นะ คือเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกน่ารัก ๆ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขนม ร้านกาแฟ ร้านไอติม มีตลาดนัด มีสาวงาม มีที่พักเท่ ๆ มีนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติเดินกันขวักไขว่ ซื้อของต่อราคากับพ่อค้าแม่ค้าอย่างเมามัน ใครที่ชอบถนนคนเดินเชียงใหม่ ผมว่าต้องตกหลุมรักอูบูดแบบผมแน่นอน
ผมเดินเข้าไปในพระราชวัง
พระราชวังอูบูดปิด!!
เนื่องจากช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่บาหลีกำลังจัดงานเฉลิมฉลองอะไรซักอย่าง ซึ่งผมว่าผมโชคดีนะที่ได้ไปเห็นเทศกาลรื่นเริงของเขา อย่างที่พระราชวังอูบูดเขาก็ปิดเพื่อเตรียมงานเฉลิมฉลอง ในพระราชวังเต็มไปด้วยศิลปินบาหลีกว่า 30 ชีวิต นั่งแกะสลักโน่นนั่นนี่กันอยู่ ซอยข้าง ๆ พระราชวังก็มีแท่นสูงที่ทำจากไม้ ถ้ายกแท่นนั้นมาตั้งที่แถวยโสธรผมคงเข้าใจว่ามีงานประเพณีบุญบั้งไฟแน่ ๆ
ผมออกจากพระราชวัง เดินไปตามถนนจนถึงร้าน Starbucks อูบูด
เหยดดด พี่ตกแต่งร้านได้เท่มาก ๆ หน้าร้านมีฆ้องบาหลีเขียนคำว่า Starbucks สีสันที่ใช้ก็เข้ากับบรรยากาศในเมือง เรียกได้ว่าเป็น Starbucks แบบบาหลีสไตล์จริง ๆ
ด้านหลัง Starbucks เป็นที่ตั้งของ ‘วัดสระบัว’ (Pura Saraswati) หนึ่งในวัดที่อยู่ใน A Must List ของผม
ผมว่าคนที่ตั้งชื่อไทยให้กับวัด Saraswati ว่า ‘วัดสระบัว’ นั้นเป็นคนที่เลือกใช้คำในภาษาไทยได้เก่งมาก ๆ ใช้แค่สามคำสามพยางค์ก็สามารถพรรณนาทุกสิ่งทุกอย่างในวัด Saraswati ได้หมด เพราะวัดนี้มีแค่ ‘วัด’ ‘สระ’ และ ‘บัว’ ตามชื่อจริง ๆ คือมีวัดอยู่หนึ่งอัน ด้านหน้าวัดเป็นสระน้ำ ในสระน้ำมีดอกบัว นอกนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร ขนาดผมจะถ่ายรูปยังไม่รู้จะถ่ายอะไรเลย ช็อตเดียวครอบคลุมทุกอย่าง
โชคดีที่วัดนี้อยู่ละแวกเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นนะเนี่ย เลยแวะมาได้ ถ้าผมต้องขับรถมาเพื่อดูสระบัวนี้เพียงอย่างเดียว ผมคงร้องไห้และกระโดดลงไปแทะก้านบัวในสระน้ำด้วยความเสียใจแน่ ๆ
ผมใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการเที่ยวชมพระราชวังอูบูดกับวัดสระบัว รวดเร็วยิ่งกว่าชะโงกทัวร์ซะอีก และเนื่องจากเมื่อเช้าผมได้ใช้พลังงานไปมหาศาล สิ่งที่ตกถึงท้องทั้งวันก็มีแค่แพนเค้กบาง ๆ หนึ่งชิ้น กาแฟห้าแก้ว แซนด์วิชกล้วยหอมกับไข่ต้มอีกหนึ่งลูก หลังจากนั้นก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย ทำให้ตอนนี้ผมอยู่ในสภาวะหิวกระหาย หิวโหยยิ่งกว่าเด็กเอธิโอเปียอดข้าวประท้วง หน้ามืดตามัวไปหมด
และอาหารที่คู่ควรกับความหิวกระหายระดับนี้ก็คงมีแค่ ‘เป็ดทอด Dirty Duck’ แห่งเมืองอูบูดอันเลื่องชื่อเท่านั้น
ร้าน Bebek Bengil Restaurant หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Dirty Duck Diner อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พอขับรถมาจอดหน้าร้านปุ๊บ ก็มีพนักงานท่าทางนอบน้อมขับรถไปจอดให้ปั๊บ รัศมีเสี่ยอุ๊ยอายุน้อย (หนี้) ร้อยล้านเปล่งประกายขึ้นมาทันที (ปรากฏ
เมนูที่ผมจะลิ้มลองวันนี้คือ The Original Crispy Duck เป็ดทอดกรอบสูตรต้นตำรับตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1990 เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยบาหลีและผัดผักพื้นเมือง มีน้ำจิ้มรสเด็ดเป็นเครื่องเคียง
เอาล่ะ เริ่มรับประทานได้
ผมว่าเป็ดทอดของเขาคล้าย ๆ เป็ดร่อนบ้านเรานะ คือเป็นเป็ดที่หนังกรอบมากกก เนื้อเป็ดไม่เหนียวเลย รสชาติอร่อยสมคำร่ำลือ ใครมีโอกาสไปเที่ยวบาหลี ลองแวะไปชิมเป็ดทอดที่ร้านนี้นะครับ อร่อยจนแม่ช้อยต้องออกมารำ แต่ที่จริงก็อย่าเชื่อผมมากนะ วันนั้นผมหิวจัด สติสัมปชัญญะไม่ค่อยเต็มร้อยเท่าไร อาจรู้สึกอร่อยเพราะว่าหิวก็ได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการกินด้วยก็แล้วกัน
ผมเอาปากดูดซอกตีนเป็ดทอดจนมั่นใจว่าไม่มีเนื้อหลงเหลืออยู่อีกแล้ว คือถ้าโยนกระดูกชิ้นนี้ให้หมา หมาคงเสียใจ กินเสร็จจ่ายค่าเสียหายไปทั้งหมด 152,000 รูเปียห์
อาห์ สบายใจ
ผมรีบเดินออกจากร้านอาหาร ไม่ใช่ว่าผมแอบชักดาบแล้ววิ่งออกมานะครับ แต่ผมต้องรีบทำเวลายังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่ผมต้องไปภายในเย็นวันนี้
ผมขออนุญาตเรียกวัดนี้เป็นชื่อไทยว่า ‘วัดถ้ำช้าง’ (Pura Goa Gajah) นะครับ เพราะถ้าให้ผมอ่านชื่อบาหลี ผมคงออกเสียง ‘Goa Gajah’ ว่า ‘เกาจ๊ะจ๋า’ ซึ่งอาจทำให้วัดนี้สิ้นมนต์ขลัง เลยคิดว่าเรียกชื่อไทยน่าจะเหมาะกว่า
วัดนี้อยู่เลยร้านเป็ดทอดมานิดนึง ผมมาถึงที่นี่ตอนเย็นมากแล้ว ร้านรวงก็เริ่มปิดกันไปบ้าง เหลือรถยนต์นักท่องเที่ยวในลานจอดรถแค่ไม่กี่คัน ผมจ่ายค่าเข้าชม 15,000 รูเปียห์ก่อนจะเดินลงไปยังวัดที่อยู่ด้านล่าง
จุดเด่นของวัดนี้คือมีถ้ำหินเล็ก ๆ ที่มีรูปแกะสลักของ ‘ช้าง’ อยู่หน้าปากถ้ำ ผมยืนพิจารณารูปสลักนั้นอยู่นานว่ามันเหมือนช้างตรงไหน ผมว่ามันเหมือนยักษ์อะไรซักอย่างที่กำลังเหล่ตาไปทางขวามากกว่า แล้วทางเข้าถ้ำก็เป็นปากของยักษ์ตนนั้น ผมไม่เห็นงวง ไม่เห็นเงา ไม่เห็นซีดีที่หาง ไม่เห็นวี่แววอะไรที่เป็นลักษณะของช้างเลย
บางคนเล่าว่าที่บาหลีไม่มีช้าง ช่างแกะสลักหินเลยต้องมโนช้างขึ้นมาเอง รูปสลักช้างก็เลยออกมาไม่ค่อยเหมือนช้างอย่างที่เห็น
นอกจากถ้ำช้างแล้ว ด้านหน้ายังมีสระน้ำสี่เหลี่ยม มีน้ำศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมาจากรูปปั้นผู้หญิง ชาวบาหลีเชื่อว่าถ้าผู้หญิงคนไหนอยากมีลูก ให้มาดื่มน้ำหรืออาบน้ำที่นี่ จะมีลูกสมดังใจปรารถนา
ดังนั้นใครอยากมีลูกลองได้เลยนะครับ
แต่ก่อนจะมีลูกต้องมีผัวก่อนนะ
ส่วนตัวผมว่าวัดในย่านอูบูดไม่ค่อยมีอะไร แต่เนื่องจากมันตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน เที่ยวได้หลายที่ก็เลยกลายเป็นว่าคุ้มไป อย่างไรก็ตาม ผมชอบเมืองอูบูดนะ ผมว่าเมืองนี้มีเสน่ห์แบบบาลี้บาหลีจริง ๆ
ผมขับรถกลับที่พักที่เดนพาซาร์ด้วยความง่วงระดับสิบ
ขับเรื่อยมา ขับเรื่อยมา ขับเรื่อยมา
แต่ไม่ทันไรก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อตำรวจบาหลีกวักมือเรียกให้ผมจอดรถ
ซิบหายละ!! นี่กุทำผิดกฎจราจรอะไรเนี่ย!!
ผมค่อย ๆ เลื่อนกระจกลง รู้สึกลุ้นยิ่งกว่าตอนลุ้นนายกอ่านสคริปต์ซะอีก
“Where are you going?”
ตำรวจถามผมว่าจะไปไหน ผมทำหน้างงแล้วตอบกลับไปว่า
“นี่ผมทำผิดกฎจราจรข้อหาอะไรครับ”
“Sorry?”
“ผมถามว่านี่ผมทำผิดกฎจราจรข้อหาอะไรครับ”
“.....................”
“.....................”
ไงล่ะเมิง เจอกุตอบคำถามด้วยภาษาไทยเข้าไป ไปไม่เป็นเลยล่ะสิเมิง
มุกโง่อังกฤษช่วยให้ผมรอดตัวจากสถานการณ์คับขันมาได้นักต่อนักแล้ว
ตำรวจบาหลีคนนั้นทำหน้าเซ็งเหมือนถูกหวยแต่ทำใบหวยหาย ไอ้กระเหรี่ยงไทยนี่ ถามอะไรมันมันก็ตอบมาเป็นภาษาไทย กุจับมันข้อหาใช้ภาษาไทยพร่ำเพรื่อซะเลยดีมั้ย
ในที่สุดตำรวจคนนั้นก็เปิดทางให้ผมขับรถผ่านไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
จนตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าวันนั้นผมทำผิดกฎจราจรข้อหาอะไร
To be continued
บาหลีไม่มีเธอ: เอาผ้ามั้ย ๆ เดี๋ยวที่วัดต้องใช้นะ (ตอนที่ 10) --> http://pantip.com/topic/34124953
*** ติดตามเรื่องราวสนุก ๆ ได้ที่เพจ นายอุ๊ย!! นะครับ --> https://www.facebook.com/lovenaioui ***