ขออนุญาต Tag ห้องเหล่านี้ ถ้าหากไม่เหมาะสม ผมขออภัยครับ ลบกระะทู้ของผมได้เลยครับ
บางรัก » ศาลาคนเศร้า
บางรัก » Hurt Room
ศาลาประชาคม » ปัญหาชีวิต
สยามสแควร์ » ชีวิตวัยรุ่น
สวนลุมพินี » สุขภาพจิต
ผมขอแชร์เรื่องราวของผมนะครับ อาจจะดูน่าเบื่อบ้าง ผมขอบคุณเวทีนี้ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ระบาย อีก 8 เดือน ผมอายุ 30 ปีแล้วครับ รู้สึกตัวเองเหมือนกำลังจะเข้าสู่ภาวะ "Mid-life Crisis"
เรื่องงาน
ผมเองเพิ่งออกจากงานประจำมา 3 เดือนครับ ตอนที่ทำงานประจำล่าสุดผมทำอยู่เกือบ 2 ปี ผมไม่มีความสุขเลย ทั้งๆที่ออฟฟิศผมสวยงาม อยู่ในห้างกลางกรุงเทพ ตึกสูงระฟ้า มีเครื่อง iMac ส่วนตัว ห้องทำงานส่วนตัว งานการดี เงินเดือนก็มาก งานกดดัน นายกดดัน เหมือนหลอกล่อนายไปวันๆรอสิ้นเดือนรับเงิน ผมถามตัวเองว่าถ้ากอดงานนี้ต่อไปชีวิตผมจะเป็นยังไง ปรับเงินเดือนปีละไม่ถึงพัน ผมอึดอัดกับการเป็นลูกจ้าง คิดว่าออกมาทำอะไรเองต้องดีกว่า มีไฟอยากออกมาเปิดร้านเอง และอีกเหตุผลคือผมไปกับนายใหญ่ไม่ไหวจริงๆ ผมไม่อยากโทษเค้า ผมเลือกมองว่าธรรมชาติของผมกับเค้าไม่เข้ากัน ผมตัดสินใจสิ้นสุดงานที่นี่ และจะออกมาทำธุรกิจเล็กๆเอง ผมเคยคิดว่าจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่การจะเริ่มอะไรซักอย่างมันไม่ง่ายเลยครับ พอเริ่มได้ก็ไม่ใช่ว่าจะรักษามันไปได้ตลอด ยังไม่ต้องคิดจะต่อยอด แค่รักษามันไว้ให้ได้ยังเครียดอยู่เลย
เรื่องเงิน
ผมออกจากงานมาพร้อมกับหนี้ก้อนเล็กๆ ประมาณแสนนึง ผมคิดว่าผมจัดการได้ แต่พออยู่ไปนานๆมันเริ่มไม่ได้ เราออกจากบ้านไปสร้างธุรกิจทุกวัน แต่ผลประกอบการเรากลับไม่ได้พอกพูน ซึ่งผมก็ยอมทนเพราะคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของธุรกิจ จากที่ไม่คิดยืมเงินใคร ตอนนี้ผมยืมเงินเกษียรพ่อมาจ่ายหนี้สิน ใช้กินใช้จ่าย ผมรู้สึกอับอายที่กลายเป็นคนแบบนี้ ให้อะไรพ่อไม่ได้ยังต้องมารบกวนเงินท่าน พ่อผมตบไหล่ผมทุกวัน "ใจเย็นๆลูก ชีวิตยังอีกไกล" แต่ต่อให้พ่อจะพูดปลอบใจ ผมกลับยิ่งไม่มีความสุขเลย
เรื่องความฝัน
หมายถึงสิ่งที่อยากจะทำ ผมเป็นนักจินตนาการ เรียกว่า มโน โลกสวย ก็ว่าได้ ผมอยากพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศเพราะแม่ไม่เคยไปไหนเลย แม่ผมไม่ได้จบสูงอะไร แต่แม่ส่งผมกับน้องอีกสองคนจนจบ ป.ตรี มีงานการดีๆทำ ผมอยากให้แม่อยู่สบาย นอกนั้นความฝันผมยังมีอีกมาก อยากเปิดโรงเรียนอนุบาล อยากช่วยเหลือสังคม อยากได้บิ๊กไบค์ อยากไปท่องโลก ทุกวันนี้ผมตัดความฝันนั้นทิ้งไปทีละอย่างๆ ผมเริ่มสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ความฝันเหล่านั้นแวบเข้ามาในความคิด เริ่มไม่มีความสุขที่ได้ฝัน เริ่มหดหู่ในใจ และเริ่มเกลียดความฝันเหล่านั้นมากขึ้นทุกที
เรื่องครอบครัว
สิ่งแรกที่ผมอยากให้เกิดขึ้นคือ บ้านเรากลับมารักกันมากๆ เพราะพ่อกับแม่ผมไม่คุยกันมาตั้งแต่ผมจำความได้ ทะเลาะกันรุนแรงก็มี เดี๋ยวนี้อายุเยอะกันแล้ว คือแค่ไม่คุยกัน จิกกัดกันนิดหน่อย ผมคิดว่าอยากแก้ปัญหานี้ แม่ผมเป็นประเภทเผด็จการด้านอารมณ์ คิดอะไรต้องได้ทำ ไม่ถามอะไรใคร ถ้าไม่ได้ทำถือว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง คนอื่นๆจะกลายเป็นขยะทางสายตาแม่ทันที แต่เด็กจนโตบ้านผมรกมาโดยตลอด อากาศในบ้านร้อน บรรยากาศในบ้านไม่ดีเลย ทั้งๆที่บ้านผมไม่ได้จนนะครับ มีทรัพย์สินที่เป็นอสังหาฯ 4 ที่ มีรถยนต์ 2 คัน รถมอเตอร์ไซค์ของผมอีกคัน แต่เราอยู่กันไม่มีความสุข พ่อก็เป็นพ่อ ไปทางนักวิชาการ วิศวะ คิดเป็นตรรกะ ส่วนแม่ก็สายอารมณ์ น้องสาวอีกสองคนสนิทกันมาก แต่ชีวิตส่วนตัวก็คนละทาง ผมเองตอนนี้เริ่มออกนอกกรอบของแม่มาเรื่อยๆ ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันมัน "ไม่ใช่" ก็เลยกลายเป็นสงครามเย็นในบ้านระหว่างผมกับแม่ แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังรักแม่ เป็นสิ่งที่ผมอยากให้แม่เข้าใจ แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะมีวันนั้นจริงๆ
เรื่องความรัก
ผมเคยคิดว่าตอนอายุ 30 ปี ผมจะแต่งงาน แต่ในความจริงตั้งแต่ผมเลิกกับแฟนคนแรกตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมก็ไม่ได้มีใครใหม่ที่เรียกว่าแฟนได้อีกเลย มีแค่ผ่านมาก็ผ่านไป ทำให้เราเจ็บปวดบ้าง เราทำเค้าเจ็บบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเราที่เจ็บ แต่ผมไม่ได้คิดมากตรงนั้น ผมแค่อยากเจอคนที่คิดเหมือนกัน มาสร้างชีวิตด้วยกัน ชีวิตเรา ชีวิตพ่อแม่พวกเรา ชีวิตพี่น้องพวกเรา ผมไม่เที่ยวผู้หญิงครับ เรื่องนี้ผมถือ และผมไม่ชอบพวกรังแกผู้หญิงด้วย (แม้ผู้หญิงบางคนจะสมควรโดนก็ตาม) ผมไม่ได้บอกว่าตัวเองดีอะไร ผมแค่มีมาตรฐานของผม คนที่ผมอยากเจอ คนที่พร้อมจะเดินไปด้วย แต่จนถึงวันนี้ผมก็ยังตัวคนเดียว ทำชีวิตตัวเองให้อยู่รอดต่อไป จนผมคิดไปว่าผมถูกสร้างมาเพื่ออยู่คนเดียว ไม่เคยมีคนนั้นในโลกของผม
เรื่องความเชื่อ
ผมเคยดูดวงทุกเดือนครับ ตามไหว้เทพไหว้สิ่งศักด์สิทธิ์ จนกระทั่งผมได้บวช ถึงแม้การบวชนั้นจะไม่นาน แต่ผมก็เลิกเชื่อเรื่องดวงอีกเลย ผมเดินสายพุทธศาสนาอย่างเต็มตัว พุทธแบบไม่มีเทพ ไม่มีพราหมณ์ เลยนะครับ แต่ผมไม่ได้หลบหลู่นะครับ ผมนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะ the master ของชีวิตมนุษย์ ผมสนใจเรื่องการฝึกสมาธิ สติ และจิต และผมจะค่อยๆพัฒนาเรื่องการฝึกด้านนี้มากๆด้วยครับ เลิกเชื่อเรื่องดวงถาวร ทุกอย่างอยู่ที่มือเราเท้าเราครับ (ที่ชีวิตยังแย่ก็คงเพราะผมเองนี่แหละ)
เรื่องเพื่อน
ผมมีเพื่อนสนิทครับ สนิทในความเข้าใจของเราตรงนี้ 7-8 คน แต่ผมกลับรู้สึกว่าลึกแล้วเราไม่ได้สนิทอะไรกัน มันเป็นแค่อีกสังคมหนึ่งที่เราเจอกันบ่อย เพื่อลืมโลกความจริงที่เราต่างต้องต่อสู้ ผมกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนมากขึ้นทุกครั้ง เมื่อบทสนทนาในกลุ่มเพื่อนคือเรื่องเพศ เรื่องผู้หญิง เรื่องต่างๆที่ใครไปทำอะไรมา เที่ยวอะไรมา ผมฟังแล้วผมเครียด อ้าปากเรื่องอะไรต้องต่อท้ายด้วยเรื่องอย่างว่า ผมว่าทัศนคติมันดูจะหมกมุ่นเกินไปแล้ว ผมเปลี่ยนเพื่อนไม่ได้ด้วย เพื่อนชอบหาว่าผมคิดมาก จริงจังอะไรมากไป ตรรกะเยอะไป ติสท์ไป อะไรแบบนี้ ซึ่งผมเองก็เคยคิดจะหายๆไปอยู่เหมือนกัน แต่อีกใจผมก็รักพวกมัน แต่ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีก ต้องฟังในสิ่งที่ขัดกับคุณค่าตัวเอง เอาเวลาไปทิ้ง ในขณะที่เพื่อนใช้ชีวิตช้าลง แต่ผมกำลังรีบๆทำชีวิตให้จบ เพื่อนเที่ยวกันสนุกดี แต่ผมไม่มีความสุขเลย หลายครั้งที่เพื่อนมีเรื่องไม่สบายใจผมให้ข้อคิดดีๆได้ แต่ในจังหวะที่ผมอยากระบาย ผมกลับเดียวดายเพราะเพื่อนไม่เข้าใจว่าผมพูดอะไร
เรื่องการพัฒนาตัวเอง
ผมเองอ่านหนังสือมาบ้างครับ เดือนละเล่มสองเล่ม ส่วนมากจะเป็นหนังสือแนว Self-Improvement ผมชอบเพราะผมอยากพัฒนาตัวเอง ทุกวันนี้ผมเลิกซื้ออ่าน ผมคิดว่าผมรู้เยอะมากไปแล้ว แต่ผลลัพธ์ของชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ผมพูดได้บอกได้อะไรดีไม่ดี แต่ชีวิตผมไม่ดีขึ้น ผมคิดบวกได้ดี แต่ตอนนี้ผมกลับคิดอะไรให้บวกไม่ได้เลย ในขณะที่เวลาค่อยๆหายไปนับกันเป็นวินาที แต่การเปลี่ยนในชีวิตผมช้ามากกกก มันแทบไม่มีอะไรต่าง แป๊บเดียวก็ปีใหม่ วาเลนไทน์ สงกรานต์ วันแม่ วันพ่อ แล้วก็ปีใหม่ ... ทุกปีผ่านไป เรื่องราวเปลี่ยนไป ถ้าเปรียบผลประกอบการชีวิตเป็นเส้นบนกราฟมันกลับอยู่ที่เดิม
ผมชอบภาษาอังกฤษ ปกติหนีมาตลอด ทุกวันนี้อยากฝึก อยากพูดเก่งๆ ทุกวันนี้ก็พอถูไถใช้งานได้ แต่มันไม่ได้ไปไหนไกลเลย บางวันเอ๋อไปเลยก็มี บางทีมันก็พรวดพราดง่ายๆได้ไงก็ไม่ทราบได้ อยากไปฝึกใช้ที่เมืองนอก แต่ก็ไม่มีโอกาส ก็เลยต้องมวยวัดจากอินเตอร์เนต จากหนัง จากฝรั่งที่รู้จักกัน เพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ไก่กาว่ากันไป
ผมรักสุขภาพ ชอบอ่านและหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ผมตัดสินใจเล่น Weight Training เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จ่ายค่าฟิตเนส ค่าอาหารเสริมไปมาก แต่ถึงจุดนี้ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ผมยังอยู่กับพุงโตๆ ไหลและแขนบางๆ ได้อกมาบ้างนิดหน่อย ใครๆก็บอกตัวดูหนาขึ้นนะ แต่มันไม่สวยเลย
กล่าวโดยสรุป
ผมรู้สึกท้อ ผมกลายเป็นคนที่รู้สีกตัวเองมีแต่ความหดหู่ ภาวะเครียดจนมึนหัว ผมไม่รู้จะแก้ปัญหาที่มีอย่างไร ผมเริ่มทิ้งความฝัน ดูถูกความฝัน เกลียดความฝัน เกลียดความรัก เดินคนละทางกับแม่ ไม่มีเงิน เป็นลูกหนี้ที่แย่ ใช้เงินพ่อ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทั้งหมดนี้ตรงข้ามกับที่มโนไว้ว่าอยากจะเป็นคนยังไง มันแต่กต่างโดยสิ้นเชิง ผมเคยคิดว่าจะแต่งงานตอนอายุ 30 ปี มีธุรกิจเล็กๆ มีกระแสเงินสดเดือนละ 2-3 แสน ไปฝึกภาษาอยู่ต่างประเทศ ได้อ่านหนังสือที่ชอบ มีห้องสมุดส่วนตัว เก็บความฝันพ่อแม่ เป็นเสาหลักให้น้องๆ ได้บิ๊กไบค์ตามความฝันตัวเอง ขี่ออกทริปยุโรปไปกับแฟน มีสุขภาพที่ดี หุ่นดี กล้ามโต มันแตกต่างแบบที่ผมรับตัวเองไม่ได้อีกแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง คิดหาทางออกจากสภาพแบบนี้ตลอดเวลา ผมไม่เคยเสียน้ำตาซักที มันร้องไม่ออก มันคิดจนไม่มีเวลามานั่งร้องไห้ มันท้อจนบางทีอะไรๆที่ไม่ตลกผ่านเข้ามาในความคิดผมก็ขำออกมาแล้ว เพราะแค่นิดเดียวผมก็ขำได้แล้ว โลกมันเทาๆ คิดบวกต่อไปไม่ไว้จริงๆ
*** ผมเลิกเล่น facebook อย่างจริงจัง ไม่อยากเสพเรื่องคนอื่น ไม่อยากขายเรื่องตัวเอง พอแล้ว ขอจัดการชีวิตตัวเองเงียบๆดีกว่า
ถ้าท่านอ่านจบมาถึงตรงนี้ ผมกราบขอบคุณที่กรุณาอ่านชีวิตของผม แค่อ่านผมก็ขอบคุณแล้วครับ ผมอยากเป็นกำลังใจให้กับคนที่เผชิญปัญหา ผมไปศึกษาเส้นทางชีวิตของใครหลายๆคนทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ผมมองว่าปัญหาของผมตอนนี้มันไม่ได้ใหญ่อะไร และมันหาทางออกได้แน่นอน ผมขอบคุณคนเหล่านั้นที่ทำให้ผมผ่านจุดแย่ๆไปได้ทุกวัน
ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ
ท่านๆเคยเสียศรัทธากับเรื่องอะไรบ้าง แล้วท่านปรับทัศนคติอย่างไร
บางรัก » ศาลาคนเศร้า
บางรัก » Hurt Room
ศาลาประชาคม » ปัญหาชีวิต
สยามสแควร์ » ชีวิตวัยรุ่น
สวนลุมพินี » สุขภาพจิต
ผมขอแชร์เรื่องราวของผมนะครับ อาจจะดูน่าเบื่อบ้าง ผมขอบคุณเวทีนี้ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ระบาย อีก 8 เดือน ผมอายุ 30 ปีแล้วครับ รู้สึกตัวเองเหมือนกำลังจะเข้าสู่ภาวะ "Mid-life Crisis"
เรื่องงาน
ผมเองเพิ่งออกจากงานประจำมา 3 เดือนครับ ตอนที่ทำงานประจำล่าสุดผมทำอยู่เกือบ 2 ปี ผมไม่มีความสุขเลย ทั้งๆที่ออฟฟิศผมสวยงาม อยู่ในห้างกลางกรุงเทพ ตึกสูงระฟ้า มีเครื่อง iMac ส่วนตัว ห้องทำงานส่วนตัว งานการดี เงินเดือนก็มาก งานกดดัน นายกดดัน เหมือนหลอกล่อนายไปวันๆรอสิ้นเดือนรับเงิน ผมถามตัวเองว่าถ้ากอดงานนี้ต่อไปชีวิตผมจะเป็นยังไง ปรับเงินเดือนปีละไม่ถึงพัน ผมอึดอัดกับการเป็นลูกจ้าง คิดว่าออกมาทำอะไรเองต้องดีกว่า มีไฟอยากออกมาเปิดร้านเอง และอีกเหตุผลคือผมไปกับนายใหญ่ไม่ไหวจริงๆ ผมไม่อยากโทษเค้า ผมเลือกมองว่าธรรมชาติของผมกับเค้าไม่เข้ากัน ผมตัดสินใจสิ้นสุดงานที่นี่ และจะออกมาทำธุรกิจเล็กๆเอง ผมเคยคิดว่าจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่การจะเริ่มอะไรซักอย่างมันไม่ง่ายเลยครับ พอเริ่มได้ก็ไม่ใช่ว่าจะรักษามันไปได้ตลอด ยังไม่ต้องคิดจะต่อยอด แค่รักษามันไว้ให้ได้ยังเครียดอยู่เลย
เรื่องเงิน
ผมออกจากงานมาพร้อมกับหนี้ก้อนเล็กๆ ประมาณแสนนึง ผมคิดว่าผมจัดการได้ แต่พออยู่ไปนานๆมันเริ่มไม่ได้ เราออกจากบ้านไปสร้างธุรกิจทุกวัน แต่ผลประกอบการเรากลับไม่ได้พอกพูน ซึ่งผมก็ยอมทนเพราะคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของธุรกิจ จากที่ไม่คิดยืมเงินใคร ตอนนี้ผมยืมเงินเกษียรพ่อมาจ่ายหนี้สิน ใช้กินใช้จ่าย ผมรู้สึกอับอายที่กลายเป็นคนแบบนี้ ให้อะไรพ่อไม่ได้ยังต้องมารบกวนเงินท่าน พ่อผมตบไหล่ผมทุกวัน "ใจเย็นๆลูก ชีวิตยังอีกไกล" แต่ต่อให้พ่อจะพูดปลอบใจ ผมกลับยิ่งไม่มีความสุขเลย
เรื่องความฝัน
หมายถึงสิ่งที่อยากจะทำ ผมเป็นนักจินตนาการ เรียกว่า มโน โลกสวย ก็ว่าได้ ผมอยากพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศเพราะแม่ไม่เคยไปไหนเลย แม่ผมไม่ได้จบสูงอะไร แต่แม่ส่งผมกับน้องอีกสองคนจนจบ ป.ตรี มีงานการดีๆทำ ผมอยากให้แม่อยู่สบาย นอกนั้นความฝันผมยังมีอีกมาก อยากเปิดโรงเรียนอนุบาล อยากช่วยเหลือสังคม อยากได้บิ๊กไบค์ อยากไปท่องโลก ทุกวันนี้ผมตัดความฝันนั้นทิ้งไปทีละอย่างๆ ผมเริ่มสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่ความฝันเหล่านั้นแวบเข้ามาในความคิด เริ่มไม่มีความสุขที่ได้ฝัน เริ่มหดหู่ในใจ และเริ่มเกลียดความฝันเหล่านั้นมากขึ้นทุกที
เรื่องครอบครัว
สิ่งแรกที่ผมอยากให้เกิดขึ้นคือ บ้านเรากลับมารักกันมากๆ เพราะพ่อกับแม่ผมไม่คุยกันมาตั้งแต่ผมจำความได้ ทะเลาะกันรุนแรงก็มี เดี๋ยวนี้อายุเยอะกันแล้ว คือแค่ไม่คุยกัน จิกกัดกันนิดหน่อย ผมคิดว่าอยากแก้ปัญหานี้ แม่ผมเป็นประเภทเผด็จการด้านอารมณ์ คิดอะไรต้องได้ทำ ไม่ถามอะไรใคร ถ้าไม่ได้ทำถือว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง คนอื่นๆจะกลายเป็นขยะทางสายตาแม่ทันที แต่เด็กจนโตบ้านผมรกมาโดยตลอด อากาศในบ้านร้อน บรรยากาศในบ้านไม่ดีเลย ทั้งๆที่บ้านผมไม่ได้จนนะครับ มีทรัพย์สินที่เป็นอสังหาฯ 4 ที่ มีรถยนต์ 2 คัน รถมอเตอร์ไซค์ของผมอีกคัน แต่เราอยู่กันไม่มีความสุข พ่อก็เป็นพ่อ ไปทางนักวิชาการ วิศวะ คิดเป็นตรรกะ ส่วนแม่ก็สายอารมณ์ น้องสาวอีกสองคนสนิทกันมาก แต่ชีวิตส่วนตัวก็คนละทาง ผมเองตอนนี้เริ่มออกนอกกรอบของแม่มาเรื่อยๆ ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่าวิถีชีวิตที่เราเป็นกันมัน "ไม่ใช่" ก็เลยกลายเป็นสงครามเย็นในบ้านระหว่างผมกับแม่ แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังรักแม่ เป็นสิ่งที่ผมอยากให้แม่เข้าใจ แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะมีวันนั้นจริงๆ
เรื่องความรัก
ผมเคยคิดว่าตอนอายุ 30 ปี ผมจะแต่งงาน แต่ในความจริงตั้งแต่ผมเลิกกับแฟนคนแรกตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมก็ไม่ได้มีใครใหม่ที่เรียกว่าแฟนได้อีกเลย มีแค่ผ่านมาก็ผ่านไป ทำให้เราเจ็บปวดบ้าง เราทำเค้าเจ็บบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเราที่เจ็บ แต่ผมไม่ได้คิดมากตรงนั้น ผมแค่อยากเจอคนที่คิดเหมือนกัน มาสร้างชีวิตด้วยกัน ชีวิตเรา ชีวิตพ่อแม่พวกเรา ชีวิตพี่น้องพวกเรา ผมไม่เที่ยวผู้หญิงครับ เรื่องนี้ผมถือ และผมไม่ชอบพวกรังแกผู้หญิงด้วย (แม้ผู้หญิงบางคนจะสมควรโดนก็ตาม) ผมไม่ได้บอกว่าตัวเองดีอะไร ผมแค่มีมาตรฐานของผม คนที่ผมอยากเจอ คนที่พร้อมจะเดินไปด้วย แต่จนถึงวันนี้ผมก็ยังตัวคนเดียว ทำชีวิตตัวเองให้อยู่รอดต่อไป จนผมคิดไปว่าผมถูกสร้างมาเพื่ออยู่คนเดียว ไม่เคยมีคนนั้นในโลกของผม
เรื่องความเชื่อ
ผมเคยดูดวงทุกเดือนครับ ตามไหว้เทพไหว้สิ่งศักด์สิทธิ์ จนกระทั่งผมได้บวช ถึงแม้การบวชนั้นจะไม่นาน แต่ผมก็เลิกเชื่อเรื่องดวงอีกเลย ผมเดินสายพุทธศาสนาอย่างเต็มตัว พุทธแบบไม่มีเทพ ไม่มีพราหมณ์ เลยนะครับ แต่ผมไม่ได้หลบหลู่นะครับ ผมนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะ the master ของชีวิตมนุษย์ ผมสนใจเรื่องการฝึกสมาธิ สติ และจิต และผมจะค่อยๆพัฒนาเรื่องการฝึกด้านนี้มากๆด้วยครับ เลิกเชื่อเรื่องดวงถาวร ทุกอย่างอยู่ที่มือเราเท้าเราครับ (ที่ชีวิตยังแย่ก็คงเพราะผมเองนี่แหละ)
เรื่องเพื่อน
ผมมีเพื่อนสนิทครับ สนิทในความเข้าใจของเราตรงนี้ 7-8 คน แต่ผมกลับรู้สึกว่าลึกแล้วเราไม่ได้สนิทอะไรกัน มันเป็นแค่อีกสังคมหนึ่งที่เราเจอกันบ่อย เพื่อลืมโลกความจริงที่เราต่างต้องต่อสู้ ผมกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนมากขึ้นทุกครั้ง เมื่อบทสนทนาในกลุ่มเพื่อนคือเรื่องเพศ เรื่องผู้หญิง เรื่องต่างๆที่ใครไปทำอะไรมา เที่ยวอะไรมา ผมฟังแล้วผมเครียด อ้าปากเรื่องอะไรต้องต่อท้ายด้วยเรื่องอย่างว่า ผมว่าทัศนคติมันดูจะหมกมุ่นเกินไปแล้ว ผมเปลี่ยนเพื่อนไม่ได้ด้วย เพื่อนชอบหาว่าผมคิดมาก จริงจังอะไรมากไป ตรรกะเยอะไป ติสท์ไป อะไรแบบนี้ ซึ่งผมเองก็เคยคิดจะหายๆไปอยู่เหมือนกัน แต่อีกใจผมก็รักพวกมัน แต่ไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีก ต้องฟังในสิ่งที่ขัดกับคุณค่าตัวเอง เอาเวลาไปทิ้ง ในขณะที่เพื่อนใช้ชีวิตช้าลง แต่ผมกำลังรีบๆทำชีวิตให้จบ เพื่อนเที่ยวกันสนุกดี แต่ผมไม่มีความสุขเลย หลายครั้งที่เพื่อนมีเรื่องไม่สบายใจผมให้ข้อคิดดีๆได้ แต่ในจังหวะที่ผมอยากระบาย ผมกลับเดียวดายเพราะเพื่อนไม่เข้าใจว่าผมพูดอะไร
เรื่องการพัฒนาตัวเอง
ผมเองอ่านหนังสือมาบ้างครับ เดือนละเล่มสองเล่ม ส่วนมากจะเป็นหนังสือแนว Self-Improvement ผมชอบเพราะผมอยากพัฒนาตัวเอง ทุกวันนี้ผมเลิกซื้ออ่าน ผมคิดว่าผมรู้เยอะมากไปแล้ว แต่ผลลัพธ์ของชีวิตไม่ดีขึ้นเลย ผมพูดได้บอกได้อะไรดีไม่ดี แต่ชีวิตผมไม่ดีขึ้น ผมคิดบวกได้ดี แต่ตอนนี้ผมกลับคิดอะไรให้บวกไม่ได้เลย ในขณะที่เวลาค่อยๆหายไปนับกันเป็นวินาที แต่การเปลี่ยนในชีวิตผมช้ามากกกก มันแทบไม่มีอะไรต่าง แป๊บเดียวก็ปีใหม่ วาเลนไทน์ สงกรานต์ วันแม่ วันพ่อ แล้วก็ปีใหม่ ... ทุกปีผ่านไป เรื่องราวเปลี่ยนไป ถ้าเปรียบผลประกอบการชีวิตเป็นเส้นบนกราฟมันกลับอยู่ที่เดิม
ผมชอบภาษาอังกฤษ ปกติหนีมาตลอด ทุกวันนี้อยากฝึก อยากพูดเก่งๆ ทุกวันนี้ก็พอถูไถใช้งานได้ แต่มันไม่ได้ไปไหนไกลเลย บางวันเอ๋อไปเลยก็มี บางทีมันก็พรวดพราดง่ายๆได้ไงก็ไม่ทราบได้ อยากไปฝึกใช้ที่เมืองนอก แต่ก็ไม่มีโอกาส ก็เลยต้องมวยวัดจากอินเตอร์เนต จากหนัง จากฝรั่งที่รู้จักกัน เพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ไก่กาว่ากันไป
ผมรักสุขภาพ ชอบอ่านและหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ผมตัดสินใจเล่น Weight Training เมื่อ 3 ปีที่แล้ว จ่ายค่าฟิตเนส ค่าอาหารเสริมไปมาก แต่ถึงจุดนี้ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ผมยังอยู่กับพุงโตๆ ไหลและแขนบางๆ ได้อกมาบ้างนิดหน่อย ใครๆก็บอกตัวดูหนาขึ้นนะ แต่มันไม่สวยเลย
กล่าวโดยสรุป
ผมรู้สึกท้อ ผมกลายเป็นคนที่รู้สีกตัวเองมีแต่ความหดหู่ ภาวะเครียดจนมึนหัว ผมไม่รู้จะแก้ปัญหาที่มีอย่างไร ผมเริ่มทิ้งความฝัน ดูถูกความฝัน เกลียดความฝัน เกลียดความรัก เดินคนละทางกับแม่ ไม่มีเงิน เป็นลูกหนี้ที่แย่ ใช้เงินพ่อ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทั้งหมดนี้ตรงข้ามกับที่มโนไว้ว่าอยากจะเป็นคนยังไง มันแต่กต่างโดยสิ้นเชิง ผมเคยคิดว่าจะแต่งงานตอนอายุ 30 ปี มีธุรกิจเล็กๆ มีกระแสเงินสดเดือนละ 2-3 แสน ไปฝึกภาษาอยู่ต่างประเทศ ได้อ่านหนังสือที่ชอบ มีห้องสมุดส่วนตัว เก็บความฝันพ่อแม่ เป็นเสาหลักให้น้องๆ ได้บิ๊กไบค์ตามความฝันตัวเอง ขี่ออกทริปยุโรปไปกับแฟน มีสุขภาพที่ดี หุ่นดี กล้ามโต มันแตกต่างแบบที่ผมรับตัวเองไม่ได้อีกแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง คิดหาทางออกจากสภาพแบบนี้ตลอดเวลา ผมไม่เคยเสียน้ำตาซักที มันร้องไม่ออก มันคิดจนไม่มีเวลามานั่งร้องไห้ มันท้อจนบางทีอะไรๆที่ไม่ตลกผ่านเข้ามาในความคิดผมก็ขำออกมาแล้ว เพราะแค่นิดเดียวผมก็ขำได้แล้ว โลกมันเทาๆ คิดบวกต่อไปไม่ไว้จริงๆ
*** ผมเลิกเล่น facebook อย่างจริงจัง ไม่อยากเสพเรื่องคนอื่น ไม่อยากขายเรื่องตัวเอง พอแล้ว ขอจัดการชีวิตตัวเองเงียบๆดีกว่า
ถ้าท่านอ่านจบมาถึงตรงนี้ ผมกราบขอบคุณที่กรุณาอ่านชีวิตของผม แค่อ่านผมก็ขอบคุณแล้วครับ ผมอยากเป็นกำลังใจให้กับคนที่เผชิญปัญหา ผมไปศึกษาเส้นทางชีวิตของใครหลายๆคนทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ผมมองว่าปัญหาของผมตอนนี้มันไม่ได้ใหญ่อะไร และมันหาทางออกได้แน่นอน ผมขอบคุณคนเหล่านั้นที่ทำให้ผมผ่านจุดแย่ๆไปได้ทุกวัน
ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณครับ