กระทู้เล่าประสบการณ์การใช้บริการร้านไทยในซิดนีย์ค่ะ ยาวหน่อยนะคะ พยายามเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ถ้าพบว่าน้ำเยอะกว่าเนื้อก็อย่าว่ากันนะคะ มือใหม่หัดแชร์ค่ะ (กระทู้นี้ใช้เวลาเขียนช่วงสี่วันก่อนจบทริปค่ะ กลับมาเรียบเรียง เกลาคำอีกนิดหน่อยก่อนโพส)
สวัสดีค่ะ เราชื่อลูกน้ำค่ะ นี่เป็นครั้งแรกในการเขียนกระทู้ลงพันทิป ไอดีนี้ขอเพื่อนมาลงค่ะ เพราะอยากจะแนบรูปด้วย ครั้นจะสมัครใหม่ก็เกรงจะใช้เวลาหลายวัน ปกติตามอ่านอย่างเดียว ไม่นึกเลยว่าจะมีวันนี้ ซ้ำยังเป็นกระทู้ชวนหดหู่
เรื่องมีอยู่ว่า เรากับเพื่อนอีกสองคนวางแผนมาเท่ียวประเทศออสเตรเลีย ที่เมืองซิดนีย์กัน เป็นเวลา 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 31กรกฎาคา -16 สิงหาคม จุดมุ่งหมายคือ เพื่อนๆสองคนเคยอยู่ที่นี่มาก่อน อยากมารำลึกความหลังกันค่ะ เราเองเป็นครั้งแรกที่ซิดนีย์ เตรียมตัวกันตั้งแต่ต้นปีค่ะ หวังใจว่าจะต้องสนุกสุด
ถึงวันบิน วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม ใช้เวลาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล 10 ชั่วโมงด้วยกัน
เราบินมาถึงหกโมงเช้า ของวันที่หนึ่ง ตรงเข้าบ้านไปพักผ่อน จำได้ว่าหลับไปประมาณสามชั่วโมง
ตื่นมาก็แต่งตัวออกไปทานข้าว จากนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือซื้อซิมมือถือนั่นเองค่ะ หลังทานอาหารจำได้ว่าเข้าร้านขายซิมร้านไทยร้านแรก ร้านปิดค่ะ
เรื่องเกิดจากนี้ล่ะค่ะ ถือเป็นคราวเคราะห์แท้ๆ ที่ต้องเข้าร้านที่สอง ร้านนี้หลังจากเกิดเรื่องเราก็ค้นข้อมูล พบว่าเป็นร้านดังที่ชาวไทยในซิดนีย์น่าจะรู้จักกันดี เจ้าของเป็นคนไทย ชื่อพี่ ม.(นามสมมติ)ค่ะ ร้านตั้งอยู่บริเวณไทยทาวน์หลังแคปิตัลเธียเตอร์ ร้านชื่อ ท.ซ.ม. (นามสมมติ)
จัดแจงเข้าไปขอรับบริการซื้อซิมค่ะ ซึ่งซิมของที่ร้านนี้ เป็นแบบจดทะเบียน คือทางร้านใช้ชื่อคนคนเดียวจดทะเบียนหลายๆเบอร์ เพื่อที่จะได้ใช้โปรโมชั่นที่ถูกๆได้
ข้อมูลนี้เพิ่งได้มาทีหลังค่ะ เพราะไปโดยที่ไม่รู้อะไรเลย น้องคนไทยที่นี่พาไป
พนักงานทางร้านก็แนะนำโปรว่าควรซื้อแบบไหนดีหลังจากตกลงเรียบร้อย พนักงานหญิงเรียกพี่ ม. มาตัดซิม
โทรศัพท์เราคือไอโฟนหกสีทอง 64 กิ๊ก เพิ่งถอยออกมาสองวีคก่อนมาสดๆร้อนๆจากชอปเอไอเอสที่พารากอน เหอๆ
แนบรูปค่ะ
พี่ ม. เอามือถือเราไปเป็นเครื่องแรกค่ะ เคสเราเป็นของญี่ปุ่นที่เป็นแบบใสแกะยากๆนั่นแหล่ะ เราเห็นท่าไม่ดี ดูเงอะงะ กำลังงัดกรอบเบียดปุ่มคอนโทรลก็เริ่มเหวอ ขอคืนจะมาทำเอง แต่พี่ม. ไม่คืนค่ะ ยืนยันจะทำเอง
"ไม่เป็นไรครับ จะพยายามเบามือที่สุด" เสียงแกะออกดัง "โพละ" โทรศัพท์ออกจากเคสแล้ว แต่ตอนหยิบโทรศัพท์นั่นเอง หยิบไม่ติดมือค่ะ...
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจริงๆ มันลื่นพรืดสไลด์จากตู้กระจก (ที่ใช้เป็นเค้าเต้อกลายๆ) ร่วงลงพื้นต่อหน้าต่อตา "กรี๊ดดดดดดดดดดด" เสียงโหยหวนในใจค่ะ ตอนนั้นหน้ามืดไปแล้ว ตกหนึ่งวินาที เจ็บใจไปตลอดการใช้งานสินะ ฮือออ
รอยชัดๆเลยสามรอยค่ะ
แนบรูปนะคะ
หลังตก พี่ ม. ขอโทษขอโพยยกใหญ่ บอกว่าไม่ต้องห่วงนะ พี่จะจัดการเปลี่ยนเครื่องให้เราใหม่เลย "พี่จะรับผิดชอบทั้งหมดเอง ร้านพี่เปิดมายี่สิบปีแล้ว พี่ไม่หนีน้องแน่นอน นี่คือที่ดีที่สุดที่พี่จะทำได้"
ทางเราตั้งสติได้ ตอนนั้นยัดซิมใหม่ไปแล้ว เรารีบโทรไลน์คอลหาแฟน (คนซื้อ) แฟนเราบอกห้ามเปลี่ยนเครื่อง "เธอไว้ใจได้ยังงัย เครื่องอะไรก็ไม่รู้" (กลัวโดนไอโฟนเซิ่นเจิ้น) แฟนบอกว่า ให้เราขอมาเป็นเงินสดเลย 15,000 ตั้งราคามั่วๆไปเลยตอนนั้น คิดว่าคงจะได้จริงครึ่งนึง
สิ่งที่ทำตอนนั้นคือเรายื่นโทรศัพท์ให้แฟนคุยกับพี่ ม. จับใจความได้ประมาณว่า มันทำแบบนั้นไม่ได้ "น้องได้เครื่องจากแอปเปิ้ลสโตร์แน่ๆ มีใบเซอติฟิเคทยืนยันเลย" พี่ ม. ว่าอย่างนี้
ในตอนนั้นทางโทรศัพท์คล้ายจะมีปากเสียงกันนิดหน่อย แต่พี่ ม. ยืนกรานว่าเครื่องเปลี่ยนให้เป็น คลาสเอ ซึ่งดีกว่าของไทยอีก เราเริ่มหลงเคลิ้มละ แต่ก็ยังงงว่าจะเปลี่ยนกันได้เหรอ เราไม่ได้ซื้อจากแอปเปิ้ลสโตร์ ที่ไทยก็ไม่มี เอาไปเกิดพังทางศูนย์จะรับซ่อมไหม
พี่ม. บอกว่า ถ้าจะไม่เปลี่ยน จะ "บัฟ" ให้ (ลักษณะการบัฟคือเหมือนการโป๊วสีรถนั่นเอง) ซึ่งเกิดมาเพิ่งเคยได้ยินก็วันนี้แล เพื่อนเราเล่นมุขบอกฝากไปทำด้วยได้ไหม "ราคาเริ่ม 999 เหรียญนะครับ" พี่ ม. กล่าว ตกเป็นเงินไทยเท่าค่าเครื่อง?! มันคืออะไรหว่า
คุณผู้หญิงที่คาดว่าจะเป็นภรรยานั่งหน้าตู้ก็ช่วยสำทับ "เธอค่อยให้น้องเค้าเลือกเอาสิ ว่าจะเอาแบบไหน" พี่ ม. ขอเวลาดำเนินการ เพราะวันที่เราไปคือวันที่หนึ่งตรงกับวันเสาร์ ซึ่งไปตรงกับเนชันแนลฮอลิเดย์ที่นู่นด้วย ไม่มีที่ไหนเปิด พี่เค้าขอโทรติดต่อให้คำตอบวันจันทร์ เราก็โอเค ทำอะไรไม่ได้แล้วเนอะ ก็ยังยิ้มออกตอนนั้น อย่างน้อยดูแสดงความรับผิดชอบมาดี
ภายในวันนั้นก็ได้รับโทรศัพท์ให้ส่ง 1.รูปใบเสร็จ 2.เลขอีมี่ 3.รูปรอยโทรศัพท์
ทางเรารีบติดต่อแฟนให้ส่งมา เรารีบอีเมลไปเลยกลางดึกคืนนั้น
พอวันรุ่งขึ้น วันอาทิตย์ที่ 2 ก็โทรไปสอบถามว่าได้รับอีเมลหรือยัง คำตอบที่ได้คือ "ยังไม่มีเวลาเปิดเลยน้อง พี่ยุ่งมาก... แล้วพอมีเวลาเอาโทรศัพท์มาทิ้งมั้ย ช่วงที่ไม่ใช้อ่ะ" (มันมีด้วยเรอะ ตอนไม่ใช่โทรศัพท์ แล้วจะกล้าเอาโทรศัพท์ไปทิ้งลงได้ยังไง แอบเริ่มเครียด)
คือพี่เค้าพอรู้ว่าเราจะมีโรดทริปไปนอกเมือง วันอาทิตย์ถึงอังคารที่ 9 ส.ค.-11 ส.ค. พี่ม. ขอให้เราเข้าไปที่ร้านให้นำโทรศัพท์ไปทิ้งไว้ช่วงนั้น พอมีเวลาเมื่อไหร่ เค้าจะเอาเข้าแอปเปิ้ลให้ ซึ่งขัดกับคำพูดที่ว่าจะรออีเมลแต่แรก เราเริ่มงง
พอดีวันนั้นเราอยู่แถวในเมืองพอดี เราเลยแวะเข้าไป เพราะพี่เค้าไม่ยอมบอกเบอร์โทรศัพท์มือถือที่จะส่งรูปให้ ต้องอีเมลเท่านั้น ส่งไปก็ไม่เปิดอ่ะนะ เฮ้อ
พอไปถึง พี่เค้าก็คุยธุระแล้วให้เรากับเพื่อนนั่งรออีก ซึ่งจุดนี้เรารู้สึกแย่มาก เหมือนไปขออะไรสักอย่าง ร้านพี่ม. คือมีบริการทัวร์และแลกเงิน ส่งเงินกลับบ้านให้คนไทยที่นี่ค่ะ
สรุปว่าหลังพี่ม. คุยธุระเสร็จ ก็เอาโทรศัพท์ไปพลิกๆ แล้วก็ขอรูป?! (เปิดอีเมลมั้ย? ฮือ) เราก็ยังใจเย็นถามเบอโทรมือถือที่พอจะส่งได้เลย เค้าก็ให้อีกเบอร์ พอคอนเฟิร์มว่าได้รับรูป เราก็ออกมา เสียเวลาเที่ยว เพื่อนๆก็ไม่เอ็นจอย เราก็ต้องทวงความยุติธรรม ทำไงได้ แฟนซื้อให้ แค่นี้ก็บอบช้ำใจสุดๆแล้วค่ะ
เราก็รอเวลาจนถึงวันจันทร์ที่ 3 ที่พี่ม.ว่าจะโทรไปแอปเปิ้ล เราโทรถามพี่เค้า ขณะนั้นกำลังนั่งรถไฟออกไปงานฟู้ดเฟสติวัล จำได้เลยว่าเสียความรู้สึกมากๆ
เราได้รับคำตอบว่าเค้าโทรไปแอปเปิ้ลสโตร์แล้ว ตอนนี้รอรับอีเมลอย่างเดียว ส่วนตัวเรา เราบอกพี่เค้าไปว่า รอน่ะ เรารอได้ แต่มันต้องมีเส้นกำหนดด้วย เพราะเรากลับวันที่ 16 ต้องให้อะไรเราบ้าง เช่นว่าภายในวันนี้ๆ หากไม่ได้รับคำตอบจากแอปเปิ้ล รบกวนขอให้ชดเชยเป็นเงินสด
เราเรียก 15,000 เท่าครั้งแรก ทางเค้าบอกว่า มันทำแบบนั้นไม่ได้ครับน้องมันต้องเป็นไปตามระบบ ก็ต้องรอเท่านั้น เราบอก แบบนี้ถ้าถึงวันแล้วไม่มีการติดต่อกลับมาล่ะ เราก็ต้องกลับไทยแล้ว เค้าบอกถึงตอนนั้นค่อยมาว่ากัน
นอกเหนือจากนี้ พี่ ม. ยังยืนกรานให้นำโทรศัพท์ไปทิ้งไว้ เราได้บอกปฏิเสธไปว่า "ทิ้งไม่ได้ค่ะพี่ ถ้าพี่ว่าง พี่โทรหาเลยค่ะ จะนั่งรถไฟเข้าเมืองมาเลย ไม่เกินยี่สิบนาที"
เค้าบอก "พี่ก็ต้องรอน้องสิ ใช้เวลานั่งรถเข้ามาอีก พี่ยุ่งมากนะ ถ้ามีโทรศัพท์น้องติดตัว พอว่างแป๊บนึงพี่เข้าไปเลยงัย"
ต่อ "เนี่ย น้องตื่นตูมเกินไป พี่บี๊ซี่มากนะ พี่ยุ่งมาก พี่บอกก่อนเลย พี่ไม่ได้มีเวลา ถ้าเป็นที่อื่น เค้าไม่มาช่วยเหลือน้องแบบนี้นะแต่นี่พี่รู้สึกไม่ดี พี่อยากช่วย" (จำแม่นมากค่ะ ย้ำยุ่งมากบ่อยมากๆ รู้สึกไม่ดีสุดๆ)
ในใจคิดเป็นความผิดเราสินะที่เค้าทำโทรศัพท์เราตก เราเลยต้องกวนเค้าให้ดำเนินเรื่อง เหอๆ คุยไปคุยมา เค้าเริ่มตะโกนใส่อีก พร้อมกับมีเสียงผู้หญิงตะโกนลอดออกมาข้างๆด้วยว่า "มันไม่ได้ไง รอสิรอ"
เค้าบอก "สรุปจะเอาเงินใช่มั้ย เท่าไหร่นะ คือน้องสบายใจจะรับเงินมากกว่าใช่มั้ย ได้ๆ ถ้าเครื่องใหม่ไม่ได้ พี่ให้เลย 15,000 แล้วน้องเอาไอโฟนมาให้พี่ละกัน!!!" งงค่ะ งง!
ไปกันใหญ่มากๆตอนนั้น เราจะเอาโทรศัพท์ให้เค้าทำไมอ่ะ ตรรกะกลับตาลปัตรมากๆ เราก็โมโห "พี่คะ หมื่นห้าคือเงินชดใช้ค่ะ" แล้วเราคุยต่อไม่ไหว หัวร้อน น้ำตาจะแตก ยื่นโทรศัพท์ให้เพื่อน เพื่อนบอกเค้ากดวางไปแล้ว เหออออออ
จำได้ว่าตอนนั้นเก็บอารมณ์ ฮึบ เราปรับโหมดลุยฟู้ดเฟสติวัลต่อ เพราะตอนนั้นทุกคนก็อารมณ์ไม่ดีไปเลย เซ็งมาก
ต่อมาช่วงเย็น โฮสท์ที่พักด้วยพาไปเลี้ยงอาหารค่ะ พี่ ม. ติดต่อมา (แอบดีใจ ไม่ได้หายไปแฮะ) ถามว่าเราไปเอาเลขจำนวนเงินมาจากไหน เนี่ยเค้าเช็คแล้ว มันไม่เกินหกพัน เราบอกเป็นไปไม่ได้ เอางี้แล้วกัน เราขอเช็คทางศูนย์เอไอเอสก่อนถ้า 6000 บาท ทางศูนย์เอไอเอสให้เปลี่ยน เรายินดีรับตามจำนวนค่ะ เรากะว่าจะขอชื่อเมเนเจอร์ที่ให้ข้อมูลกับเรา พร้อมลายเซ็นกับใบราคาไปยืนยันเลย
แต่ว่าเรามาเที่ยวเนี่ย แฟนเราก็ต้องทำงานคนเดียวยุ่งมาก (เรากับแฟนทำงานด้วยกันค่ะ เปิดร้านขายของด้วยกัน) ไม่มีเวลาไปไหนเลย ทำได้เพียงโทรเช็ค ตัวเลขคือ 10,500 บาทค่ะ พนักงานว่ากด 1175 ได้เลยตัวเลขราคานี้ (เครื่องที่เปลี่ยนจากราคานี้ก็เป็นเครื่องที่แอปเปิ้ลผลิตเฉพาะสำหรับเปลี่ยนค่ะ ไม่ใช่เครื่องใหม่ด้วย อันนี้แฟนบอกค่ะ) เราก็โอเคคิดว่าจะติดต่อไปเลยดีไหม แต่เรานะ ก็ยังให้โอกาสเค้าอีก ไหนๆเค้าขอเวลา เราคิดว่าเดี๋ยวจบโรดทริปก่อน หากไม่มีความเคลื่อนไหวกลับมาเลย ก็จะขอเป็นยอดเงินนี่ล่ะ
วันเวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก
เที่ยวเพลิน กลับมาถึงวันที่ 11 ค่ำๆค่ะ
วันพุธที่ 12 ฤกษ์งามยามดี ได้เวลาลุย ไปถึงร้านเยี่ยมหน้ามองเอาล่ะซี พี่ ม. ไม่อยู่ มีแต่ผู้หญิงหน้าเค้าท์เต้อคนเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นภรรยากำลังให้บริการลูกค้าอยู่(คนเดียวกับพนักงานคนแรกที่แนะนำเรื่องโปร และน่าจะเป็นคนเดียวกับที่ตะโกนลอดผ่านโทรศัพท์เช่นกันค่ะ)
วันนั้นก็มีคนในร้านพอสมควร เปิดประตูเข้าไป "ไม่ทราบพี่ ม. อยู่ไหมคะ" ผู้หญิงหน้าเค้าท์เต้อตอบ "ไม่อยู่ค่ะ แล้วก็จะไม่เข้ามาอีกอาทิตย์นึงค่ะ" เราเหวอไปเลยค่ะ ไปไม่เป็น
รวมสติได้ถามต่อว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างไหม "ยังอ่ะค่ะ"
ตอนนั้นเราเริ่มโมโหละ คือรู้ตัวตอนนั้นแหล่ะว่าคงโดนชิ่ง เพราะเราบอกเค้าเลยว่า เรารอไม่ได้แล้ว เราจะกลับอีกสามสี่วันนี้แล้ว ขอให้ชดเชยมาเป็นเงิน พร้อมชี้แจงว่าทางศูนย์แจ้งมายอดนี้ คุณกดโทรถามได้เลย
"คงให้ไม่ได้อ่ะค่ะ" เค้าบอกว่าเค้าก็มีเช็คมันแค่ประมาณ 8000 (ไหนตอนแรกว่า 6000 คือมั่วซั่วสุดๆ)
เราถามว่าเช็คจากที่ไหน เราเช็คจากศูนย์ที่เราซื้อเลย เราก็ต้องได้ยอดที่เราเช็คจากศูนย์ของเรา แล้วก็เริ่มมีปากเสียงกัน
เราคาดคั้นเค้า เค้าบอกมีเพื่อนที่ดีแทค มันไม่ถึงราคานี้ เราถามชื่อกับตำแหน่งคนที่เค้าให้ข้อมูล ก็ตอบเราไม่ได้
เราบอกเราเช็คคอลเซ็นเต้อนะคะ พร้อมถามต่อว่าถ้าอย่างนั้นจะแก้ปัญหายังงัย เค้าบอกให้เรารอ (ยังจะให้รออีก!)
สุดท้ายเราโมโหแล้ว เราโวยวายเลย "รอไม่ได้ค่ะ เรามารับบริการจากร้านคุณคุณทำโทรศัพท์เราตก คุณก็ต้องรับผิดชอบสิคะ" เถียงกันไปกันมา สุดท้ายคุณผู้หญิงพูดนิ่มเลย "รอไม่ได้ไปแจ้งตำรวจเอาค่ะ...."
จบค่ะ จบ...
เราเดินหน้าชาออกจากร้าน จำได้ว่ายืนงงอยู่แถวร้านพักนึง ประชุมกันว่าเอางัยต่อ ก็เห็นผู้หญิงคู่กรณีที่เถียงกันเดินคุยโทรศัพท์เดินออกมาจากร้าน (เค้าก็เห็นเรานะ) แล้วเลี้ยวเข้าไปที่ตรอกข้างร้านค่ะ (คาดว่าคงคุยกับพี่ม.)
เดี๋ยวมาต่อนะคะ
*แก้ไขข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ
1. โทรศัพท์ซื้อจากชอปเซ็นทรัลเวิลค่ะไม่ใช่พารากอน แฟนมาติง (คิดแต่ไปซื้อพารากอนมาโดยตลอด งงตัวเอง)
2. แฟนไม่ได้โทรเช็คค่ะ เดินไปสอบถามด้วยตัวเองที่ชอปเซ็นทรัลเวิล แต่ตอนขอชื่อพนักงาน พนักงานบอกให้โทร 1175 ได้ราคานี้แน่นอน (พอดีว่าเราบินกลับมาวันที่ 16 ยังเรียบเรียงความไม่เสร็จดี แฟนก็บินไปจีนวันที่ 18 เพิ่งส่งลิงค์ไปให้อ่านทางวีแชท)
กระทู้เล่าประสบการณ์การใช้บริการร้านไทยในซิดนีย์ค่ะ
สวัสดีค่ะ เราชื่อลูกน้ำค่ะ นี่เป็นครั้งแรกในการเขียนกระทู้ลงพันทิป ไอดีนี้ขอเพื่อนมาลงค่ะ เพราะอยากจะแนบรูปด้วย ครั้นจะสมัครใหม่ก็เกรงจะใช้เวลาหลายวัน ปกติตามอ่านอย่างเดียว ไม่นึกเลยว่าจะมีวันนี้ ซ้ำยังเป็นกระทู้ชวนหดหู่
เรื่องมีอยู่ว่า เรากับเพื่อนอีกสองคนวางแผนมาเท่ียวประเทศออสเตรเลีย ที่เมืองซิดนีย์กัน เป็นเวลา 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 31กรกฎาคา -16 สิงหาคม จุดมุ่งหมายคือ เพื่อนๆสองคนเคยอยู่ที่นี่มาก่อน อยากมารำลึกความหลังกันค่ะ เราเองเป็นครั้งแรกที่ซิดนีย์ เตรียมตัวกันตั้งแต่ต้นปีค่ะ หวังใจว่าจะต้องสนุกสุด
ถึงวันบิน วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม ใช้เวลาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล 10 ชั่วโมงด้วยกัน
เราบินมาถึงหกโมงเช้า ของวันที่หนึ่ง ตรงเข้าบ้านไปพักผ่อน จำได้ว่าหลับไปประมาณสามชั่วโมง
ตื่นมาก็แต่งตัวออกไปทานข้าว จากนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือซื้อซิมมือถือนั่นเองค่ะ หลังทานอาหารจำได้ว่าเข้าร้านขายซิมร้านไทยร้านแรก ร้านปิดค่ะ
เรื่องเกิดจากนี้ล่ะค่ะ ถือเป็นคราวเคราะห์แท้ๆ ที่ต้องเข้าร้านที่สอง ร้านนี้หลังจากเกิดเรื่องเราก็ค้นข้อมูล พบว่าเป็นร้านดังที่ชาวไทยในซิดนีย์น่าจะรู้จักกันดี เจ้าของเป็นคนไทย ชื่อพี่ ม.(นามสมมติ)ค่ะ ร้านตั้งอยู่บริเวณไทยทาวน์หลังแคปิตัลเธียเตอร์ ร้านชื่อ ท.ซ.ม. (นามสมมติ)
จัดแจงเข้าไปขอรับบริการซื้อซิมค่ะ ซึ่งซิมของที่ร้านนี้ เป็นแบบจดทะเบียน คือทางร้านใช้ชื่อคนคนเดียวจดทะเบียนหลายๆเบอร์ เพื่อที่จะได้ใช้โปรโมชั่นที่ถูกๆได้
ข้อมูลนี้เพิ่งได้มาทีหลังค่ะ เพราะไปโดยที่ไม่รู้อะไรเลย น้องคนไทยที่นี่พาไป
พนักงานทางร้านก็แนะนำโปรว่าควรซื้อแบบไหนดีหลังจากตกลงเรียบร้อย พนักงานหญิงเรียกพี่ ม. มาตัดซิม
โทรศัพท์เราคือไอโฟนหกสีทอง 64 กิ๊ก เพิ่งถอยออกมาสองวีคก่อนมาสดๆร้อนๆจากชอปเอไอเอสที่พารากอน เหอๆ
แนบรูปค่ะ
พี่ ม. เอามือถือเราไปเป็นเครื่องแรกค่ะ เคสเราเป็นของญี่ปุ่นที่เป็นแบบใสแกะยากๆนั่นแหล่ะ เราเห็นท่าไม่ดี ดูเงอะงะ กำลังงัดกรอบเบียดปุ่มคอนโทรลก็เริ่มเหวอ ขอคืนจะมาทำเอง แต่พี่ม. ไม่คืนค่ะ ยืนยันจะทำเอง
"ไม่เป็นไรครับ จะพยายามเบามือที่สุด" เสียงแกะออกดัง "โพละ" โทรศัพท์ออกจากเคสแล้ว แต่ตอนหยิบโทรศัพท์นั่นเอง หยิบไม่ติดมือค่ะ...
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจริงๆ มันลื่นพรืดสไลด์จากตู้กระจก (ที่ใช้เป็นเค้าเต้อกลายๆ) ร่วงลงพื้นต่อหน้าต่อตา "กรี๊ดดดดดดดดดดด" เสียงโหยหวนในใจค่ะ ตอนนั้นหน้ามืดไปแล้ว ตกหนึ่งวินาที เจ็บใจไปตลอดการใช้งานสินะ ฮือออ
รอยชัดๆเลยสามรอยค่ะ
แนบรูปนะคะ
หลังตก พี่ ม. ขอโทษขอโพยยกใหญ่ บอกว่าไม่ต้องห่วงนะ พี่จะจัดการเปลี่ยนเครื่องให้เราใหม่เลย "พี่จะรับผิดชอบทั้งหมดเอง ร้านพี่เปิดมายี่สิบปีแล้ว พี่ไม่หนีน้องแน่นอน นี่คือที่ดีที่สุดที่พี่จะทำได้"
ทางเราตั้งสติได้ ตอนนั้นยัดซิมใหม่ไปแล้ว เรารีบโทรไลน์คอลหาแฟน (คนซื้อ) แฟนเราบอกห้ามเปลี่ยนเครื่อง "เธอไว้ใจได้ยังงัย เครื่องอะไรก็ไม่รู้" (กลัวโดนไอโฟนเซิ่นเจิ้น) แฟนบอกว่า ให้เราขอมาเป็นเงินสดเลย 15,000 ตั้งราคามั่วๆไปเลยตอนนั้น คิดว่าคงจะได้จริงครึ่งนึง
สิ่งที่ทำตอนนั้นคือเรายื่นโทรศัพท์ให้แฟนคุยกับพี่ ม. จับใจความได้ประมาณว่า มันทำแบบนั้นไม่ได้ "น้องได้เครื่องจากแอปเปิ้ลสโตร์แน่ๆ มีใบเซอติฟิเคทยืนยันเลย" พี่ ม. ว่าอย่างนี้
ในตอนนั้นทางโทรศัพท์คล้ายจะมีปากเสียงกันนิดหน่อย แต่พี่ ม. ยืนกรานว่าเครื่องเปลี่ยนให้เป็น คลาสเอ ซึ่งดีกว่าของไทยอีก เราเริ่มหลงเคลิ้มละ แต่ก็ยังงงว่าจะเปลี่ยนกันได้เหรอ เราไม่ได้ซื้อจากแอปเปิ้ลสโตร์ ที่ไทยก็ไม่มี เอาไปเกิดพังทางศูนย์จะรับซ่อมไหม
พี่ม. บอกว่า ถ้าจะไม่เปลี่ยน จะ "บัฟ" ให้ (ลักษณะการบัฟคือเหมือนการโป๊วสีรถนั่นเอง) ซึ่งเกิดมาเพิ่งเคยได้ยินก็วันนี้แล เพื่อนเราเล่นมุขบอกฝากไปทำด้วยได้ไหม "ราคาเริ่ม 999 เหรียญนะครับ" พี่ ม. กล่าว ตกเป็นเงินไทยเท่าค่าเครื่อง?! มันคืออะไรหว่า
คุณผู้หญิงที่คาดว่าจะเป็นภรรยานั่งหน้าตู้ก็ช่วยสำทับ "เธอค่อยให้น้องเค้าเลือกเอาสิ ว่าจะเอาแบบไหน" พี่ ม. ขอเวลาดำเนินการ เพราะวันที่เราไปคือวันที่หนึ่งตรงกับวันเสาร์ ซึ่งไปตรงกับเนชันแนลฮอลิเดย์ที่นู่นด้วย ไม่มีที่ไหนเปิด พี่เค้าขอโทรติดต่อให้คำตอบวันจันทร์ เราก็โอเค ทำอะไรไม่ได้แล้วเนอะ ก็ยังยิ้มออกตอนนั้น อย่างน้อยดูแสดงความรับผิดชอบมาดี
ภายในวันนั้นก็ได้รับโทรศัพท์ให้ส่ง 1.รูปใบเสร็จ 2.เลขอีมี่ 3.รูปรอยโทรศัพท์
ทางเรารีบติดต่อแฟนให้ส่งมา เรารีบอีเมลไปเลยกลางดึกคืนนั้น
พอวันรุ่งขึ้น วันอาทิตย์ที่ 2 ก็โทรไปสอบถามว่าได้รับอีเมลหรือยัง คำตอบที่ได้คือ "ยังไม่มีเวลาเปิดเลยน้อง พี่ยุ่งมาก... แล้วพอมีเวลาเอาโทรศัพท์มาทิ้งมั้ย ช่วงที่ไม่ใช้อ่ะ" (มันมีด้วยเรอะ ตอนไม่ใช่โทรศัพท์ แล้วจะกล้าเอาโทรศัพท์ไปทิ้งลงได้ยังไง แอบเริ่มเครียด)
คือพี่เค้าพอรู้ว่าเราจะมีโรดทริปไปนอกเมือง วันอาทิตย์ถึงอังคารที่ 9 ส.ค.-11 ส.ค. พี่ม. ขอให้เราเข้าไปที่ร้านให้นำโทรศัพท์ไปทิ้งไว้ช่วงนั้น พอมีเวลาเมื่อไหร่ เค้าจะเอาเข้าแอปเปิ้ลให้ ซึ่งขัดกับคำพูดที่ว่าจะรออีเมลแต่แรก เราเริ่มงง
พอดีวันนั้นเราอยู่แถวในเมืองพอดี เราเลยแวะเข้าไป เพราะพี่เค้าไม่ยอมบอกเบอร์โทรศัพท์มือถือที่จะส่งรูปให้ ต้องอีเมลเท่านั้น ส่งไปก็ไม่เปิดอ่ะนะ เฮ้อ
พอไปถึง พี่เค้าก็คุยธุระแล้วให้เรากับเพื่อนนั่งรออีก ซึ่งจุดนี้เรารู้สึกแย่มาก เหมือนไปขออะไรสักอย่าง ร้านพี่ม. คือมีบริการทัวร์และแลกเงิน ส่งเงินกลับบ้านให้คนไทยที่นี่ค่ะ
สรุปว่าหลังพี่ม. คุยธุระเสร็จ ก็เอาโทรศัพท์ไปพลิกๆ แล้วก็ขอรูป?! (เปิดอีเมลมั้ย? ฮือ) เราก็ยังใจเย็นถามเบอโทรมือถือที่พอจะส่งได้เลย เค้าก็ให้อีกเบอร์ พอคอนเฟิร์มว่าได้รับรูป เราก็ออกมา เสียเวลาเที่ยว เพื่อนๆก็ไม่เอ็นจอย เราก็ต้องทวงความยุติธรรม ทำไงได้ แฟนซื้อให้ แค่นี้ก็บอบช้ำใจสุดๆแล้วค่ะ
เราก็รอเวลาจนถึงวันจันทร์ที่ 3 ที่พี่ม.ว่าจะโทรไปแอปเปิ้ล เราโทรถามพี่เค้า ขณะนั้นกำลังนั่งรถไฟออกไปงานฟู้ดเฟสติวัล จำได้เลยว่าเสียความรู้สึกมากๆ
เราได้รับคำตอบว่าเค้าโทรไปแอปเปิ้ลสโตร์แล้ว ตอนนี้รอรับอีเมลอย่างเดียว ส่วนตัวเรา เราบอกพี่เค้าไปว่า รอน่ะ เรารอได้ แต่มันต้องมีเส้นกำหนดด้วย เพราะเรากลับวันที่ 16 ต้องให้อะไรเราบ้าง เช่นว่าภายในวันนี้ๆ หากไม่ได้รับคำตอบจากแอปเปิ้ล รบกวนขอให้ชดเชยเป็นเงินสด
เราเรียก 15,000 เท่าครั้งแรก ทางเค้าบอกว่า มันทำแบบนั้นไม่ได้ครับน้องมันต้องเป็นไปตามระบบ ก็ต้องรอเท่านั้น เราบอก แบบนี้ถ้าถึงวันแล้วไม่มีการติดต่อกลับมาล่ะ เราก็ต้องกลับไทยแล้ว เค้าบอกถึงตอนนั้นค่อยมาว่ากัน
นอกเหนือจากนี้ พี่ ม. ยังยืนกรานให้นำโทรศัพท์ไปทิ้งไว้ เราได้บอกปฏิเสธไปว่า "ทิ้งไม่ได้ค่ะพี่ ถ้าพี่ว่าง พี่โทรหาเลยค่ะ จะนั่งรถไฟเข้าเมืองมาเลย ไม่เกินยี่สิบนาที"
เค้าบอก "พี่ก็ต้องรอน้องสิ ใช้เวลานั่งรถเข้ามาอีก พี่ยุ่งมากนะ ถ้ามีโทรศัพท์น้องติดตัว พอว่างแป๊บนึงพี่เข้าไปเลยงัย"
ต่อ "เนี่ย น้องตื่นตูมเกินไป พี่บี๊ซี่มากนะ พี่ยุ่งมาก พี่บอกก่อนเลย พี่ไม่ได้มีเวลา ถ้าเป็นที่อื่น เค้าไม่มาช่วยเหลือน้องแบบนี้นะแต่นี่พี่รู้สึกไม่ดี พี่อยากช่วย" (จำแม่นมากค่ะ ย้ำยุ่งมากบ่อยมากๆ รู้สึกไม่ดีสุดๆ)
ในใจคิดเป็นความผิดเราสินะที่เค้าทำโทรศัพท์เราตก เราเลยต้องกวนเค้าให้ดำเนินเรื่อง เหอๆ คุยไปคุยมา เค้าเริ่มตะโกนใส่อีก พร้อมกับมีเสียงผู้หญิงตะโกนลอดออกมาข้างๆด้วยว่า "มันไม่ได้ไง รอสิรอ"
เค้าบอก "สรุปจะเอาเงินใช่มั้ย เท่าไหร่นะ คือน้องสบายใจจะรับเงินมากกว่าใช่มั้ย ได้ๆ ถ้าเครื่องใหม่ไม่ได้ พี่ให้เลย 15,000 แล้วน้องเอาไอโฟนมาให้พี่ละกัน!!!" งงค่ะ งง!
ไปกันใหญ่มากๆตอนนั้น เราจะเอาโทรศัพท์ให้เค้าทำไมอ่ะ ตรรกะกลับตาลปัตรมากๆ เราก็โมโห "พี่คะ หมื่นห้าคือเงินชดใช้ค่ะ" แล้วเราคุยต่อไม่ไหว หัวร้อน น้ำตาจะแตก ยื่นโทรศัพท์ให้เพื่อน เพื่อนบอกเค้ากดวางไปแล้ว เหออออออ
จำได้ว่าตอนนั้นเก็บอารมณ์ ฮึบ เราปรับโหมดลุยฟู้ดเฟสติวัลต่อ เพราะตอนนั้นทุกคนก็อารมณ์ไม่ดีไปเลย เซ็งมาก
ต่อมาช่วงเย็น โฮสท์ที่พักด้วยพาไปเลี้ยงอาหารค่ะ พี่ ม. ติดต่อมา (แอบดีใจ ไม่ได้หายไปแฮะ) ถามว่าเราไปเอาเลขจำนวนเงินมาจากไหน เนี่ยเค้าเช็คแล้ว มันไม่เกินหกพัน เราบอกเป็นไปไม่ได้ เอางี้แล้วกัน เราขอเช็คทางศูนย์เอไอเอสก่อนถ้า 6000 บาท ทางศูนย์เอไอเอสให้เปลี่ยน เรายินดีรับตามจำนวนค่ะ เรากะว่าจะขอชื่อเมเนเจอร์ที่ให้ข้อมูลกับเรา พร้อมลายเซ็นกับใบราคาไปยืนยันเลย
แต่ว่าเรามาเที่ยวเนี่ย แฟนเราก็ต้องทำงานคนเดียวยุ่งมาก (เรากับแฟนทำงานด้วยกันค่ะ เปิดร้านขายของด้วยกัน) ไม่มีเวลาไปไหนเลย ทำได้เพียงโทรเช็ค ตัวเลขคือ 10,500 บาทค่ะ พนักงานว่ากด 1175 ได้เลยตัวเลขราคานี้ (เครื่องที่เปลี่ยนจากราคานี้ก็เป็นเครื่องที่แอปเปิ้ลผลิตเฉพาะสำหรับเปลี่ยนค่ะ ไม่ใช่เครื่องใหม่ด้วย อันนี้แฟนบอกค่ะ) เราก็โอเคคิดว่าจะติดต่อไปเลยดีไหม แต่เรานะ ก็ยังให้โอกาสเค้าอีก ไหนๆเค้าขอเวลา เราคิดว่าเดี๋ยวจบโรดทริปก่อน หากไม่มีความเคลื่อนไหวกลับมาเลย ก็จะขอเป็นยอดเงินนี่ล่ะ
วันเวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก
เที่ยวเพลิน กลับมาถึงวันที่ 11 ค่ำๆค่ะ
วันพุธที่ 12 ฤกษ์งามยามดี ได้เวลาลุย ไปถึงร้านเยี่ยมหน้ามองเอาล่ะซี พี่ ม. ไม่อยู่ มีแต่ผู้หญิงหน้าเค้าท์เต้อคนเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นภรรยากำลังให้บริการลูกค้าอยู่(คนเดียวกับพนักงานคนแรกที่แนะนำเรื่องโปร และน่าจะเป็นคนเดียวกับที่ตะโกนลอดผ่านโทรศัพท์เช่นกันค่ะ)
วันนั้นก็มีคนในร้านพอสมควร เปิดประตูเข้าไป "ไม่ทราบพี่ ม. อยู่ไหมคะ" ผู้หญิงหน้าเค้าท์เต้อตอบ "ไม่อยู่ค่ะ แล้วก็จะไม่เข้ามาอีกอาทิตย์นึงค่ะ" เราเหวอไปเลยค่ะ ไปไม่เป็น
รวมสติได้ถามต่อว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างไหม "ยังอ่ะค่ะ"
ตอนนั้นเราเริ่มโมโหละ คือรู้ตัวตอนนั้นแหล่ะว่าคงโดนชิ่ง เพราะเราบอกเค้าเลยว่า เรารอไม่ได้แล้ว เราจะกลับอีกสามสี่วันนี้แล้ว ขอให้ชดเชยมาเป็นเงิน พร้อมชี้แจงว่าทางศูนย์แจ้งมายอดนี้ คุณกดโทรถามได้เลย
"คงให้ไม่ได้อ่ะค่ะ" เค้าบอกว่าเค้าก็มีเช็คมันแค่ประมาณ 8000 (ไหนตอนแรกว่า 6000 คือมั่วซั่วสุดๆ)
เราถามว่าเช็คจากที่ไหน เราเช็คจากศูนย์ที่เราซื้อเลย เราก็ต้องได้ยอดที่เราเช็คจากศูนย์ของเรา แล้วก็เริ่มมีปากเสียงกัน
เราคาดคั้นเค้า เค้าบอกมีเพื่อนที่ดีแทค มันไม่ถึงราคานี้ เราถามชื่อกับตำแหน่งคนที่เค้าให้ข้อมูล ก็ตอบเราไม่ได้
เราบอกเราเช็คคอลเซ็นเต้อนะคะ พร้อมถามต่อว่าถ้าอย่างนั้นจะแก้ปัญหายังงัย เค้าบอกให้เรารอ (ยังจะให้รออีก!)
สุดท้ายเราโมโหแล้ว เราโวยวายเลย "รอไม่ได้ค่ะ เรามารับบริการจากร้านคุณคุณทำโทรศัพท์เราตก คุณก็ต้องรับผิดชอบสิคะ" เถียงกันไปกันมา สุดท้ายคุณผู้หญิงพูดนิ่มเลย "รอไม่ได้ไปแจ้งตำรวจเอาค่ะ...."
จบค่ะ จบ...
เราเดินหน้าชาออกจากร้าน จำได้ว่ายืนงงอยู่แถวร้านพักนึง ประชุมกันว่าเอางัยต่อ ก็เห็นผู้หญิงคู่กรณีที่เถียงกันเดินคุยโทรศัพท์เดินออกมาจากร้าน (เค้าก็เห็นเรานะ) แล้วเลี้ยวเข้าไปที่ตรอกข้างร้านค่ะ (คาดว่าคงคุยกับพี่ม.)
เดี๋ยวมาต่อนะคะ
*แก้ไขข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ
1. โทรศัพท์ซื้อจากชอปเซ็นทรัลเวิลค่ะไม่ใช่พารากอน แฟนมาติง (คิดแต่ไปซื้อพารากอนมาโดยตลอด งงตัวเอง)
2. แฟนไม่ได้โทรเช็คค่ะ เดินไปสอบถามด้วยตัวเองที่ชอปเซ็นทรัลเวิล แต่ตอนขอชื่อพนักงาน พนักงานบอกให้โทร 1175 ได้ราคานี้แน่นอน (พอดีว่าเราบินกลับมาวันที่ 16 ยังเรียบเรียงความไม่เสร็จดี แฟนก็บินไปจีนวันที่ 18 เพิ่งส่งลิงค์ไปให้อ่านทางวีแชท)