วันนี้มีโอกาสไปดู Inside out ครับ ดูแล้วกลับมาตั้งคำถามกับคัวเองมากมายเลย
หลังจากนี้จะมีเนื้อหาสปอยล์นะครับ**
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้เลยคือ หนังทำการบ้านดีมาก reference ดีมากครับ เชื่อมโยงทฤษฎีจิตวิทยามาอธิบายให้เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของอารมณ์ การสร้างบุคลิกภาพจากความทรงจำหลัก การเลือกจดจำ การเก็บสิ่งไม่ดีไว้ในจิตใต้สำนึก หนังอธิบายออกมาได้ดีมากๆครับ ประทับใจเลย
ในส่วนของหนังที่ผมอินมากคือ จากตอนแรกที่ Joy เป็นผู้ควบคุมบุคลิกของไรลี่ย์ จะเห็นว่าความทรงจำต่างๆจะเต็มไปด้วยสีเหลืองของความสุข ซึ่งเอาจริงๆเมื่อมองแบบผิวเผินก็จะรู้สึกว่าแค่นี้ชีวิตก็ดีแล้ว แค่ให้อารมณ์ของความสุขมีอำนาจมากที่สุดคนเราก็มีความสุขได้แล้ว แต่เมื่อหนังดำเนินไปจนถึงจุดๆหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง การสลับก้าวของชีวิต มันทำให้ผมรู้ว่า เออจริง การพยายามมีความสุขมันไม่ได้ตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง เมื่อเราไม่เคยมีความผิดหวัง ไม่เคยกลัว ไม่เคยให้เวลากับเรื่องอะไรก็ตาม หากวันหนึ่งชีวิตมันสะดุดเราก็คงกลายเป็นคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอะไรเลยครับ
อย่างเช่น ในฉากที่ลูกบอลความทรงจำของไรลี่ย์ตอนที่มีเพื่อนๆในทีมฮอกกี้มาแสดงความยินดี ซึ่งครั้งหนึ่งบอลลูกนั้นเคยมีแต่สีเหลือง ทำให้ไรลี่ย์มีความทรงจำเพียงแต่ว่าคือวันแห่งความสุข โดยลืมไปว่าแท้จริงแล้ววันนั้นเป็นวันที่เธอตีลูกพลาดและทำให้ทีมแพ้ ลืมไปว่าในความทรงจำนั้นมีพ่อแม่มาเคียงข้างคอยปลอบโยน ซึ่งผมว่ามันสำคัญมากในการมองอะไรก็ตามในสองด้านเสมอ บางครั้งการพยายามจำแต่ความทรงจำดีๆ มันก็ทำให้เราเสียความทรงจำที่แสนพิเศษบางอย่างไปครับ
ซึ่งในตอนสุดท้ายจะเห็นว่าลูกบอลความทรงจำของไรลี่ย์มีสีปะปนกันไปหลากหลาย ไม่ใช่มีเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง เปรียบเหมือนทุกก้าวของเราที่ควรให้ความสำคัญกับทุกความรู้สึก ไม่มองข้ามความรู้สึกตนเอง เรียนรู้และยอมรับมันให้ได้ครับ หนังสะท้อนได้ดีมาก รักเลยครับ
Inside out หนังที่ทำให้เราต้องกลับมาทำความรู้จักตัวเองอีกครั้ง
หลังจากนี้จะมีเนื้อหาสปอยล์นะครับ**
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้เลยคือ หนังทำการบ้านดีมาก reference ดีมากครับ เชื่อมโยงทฤษฎีจิตวิทยามาอธิบายให้เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของอารมณ์ การสร้างบุคลิกภาพจากความทรงจำหลัก การเลือกจดจำ การเก็บสิ่งไม่ดีไว้ในจิตใต้สำนึก หนังอธิบายออกมาได้ดีมากๆครับ ประทับใจเลย
ในส่วนของหนังที่ผมอินมากคือ จากตอนแรกที่ Joy เป็นผู้ควบคุมบุคลิกของไรลี่ย์ จะเห็นว่าความทรงจำต่างๆจะเต็มไปด้วยสีเหลืองของความสุข ซึ่งเอาจริงๆเมื่อมองแบบผิวเผินก็จะรู้สึกว่าแค่นี้ชีวิตก็ดีแล้ว แค่ให้อารมณ์ของความสุขมีอำนาจมากที่สุดคนเราก็มีความสุขได้แล้ว แต่เมื่อหนังดำเนินไปจนถึงจุดๆหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง การสลับก้าวของชีวิต มันทำให้ผมรู้ว่า เออจริง การพยายามมีความสุขมันไม่ได้ตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง เมื่อเราไม่เคยมีความผิดหวัง ไม่เคยกลัว ไม่เคยให้เวลากับเรื่องอะไรก็ตาม หากวันหนึ่งชีวิตมันสะดุดเราก็คงกลายเป็นคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันอะไรเลยครับ
อย่างเช่น ในฉากที่ลูกบอลความทรงจำของไรลี่ย์ตอนที่มีเพื่อนๆในทีมฮอกกี้มาแสดงความยินดี ซึ่งครั้งหนึ่งบอลลูกนั้นเคยมีแต่สีเหลือง ทำให้ไรลี่ย์มีความทรงจำเพียงแต่ว่าคือวันแห่งความสุข โดยลืมไปว่าแท้จริงแล้ววันนั้นเป็นวันที่เธอตีลูกพลาดและทำให้ทีมแพ้ ลืมไปว่าในความทรงจำนั้นมีพ่อแม่มาเคียงข้างคอยปลอบโยน ซึ่งผมว่ามันสำคัญมากในการมองอะไรก็ตามในสองด้านเสมอ บางครั้งการพยายามจำแต่ความทรงจำดีๆ มันก็ทำให้เราเสียความทรงจำที่แสนพิเศษบางอย่างไปครับ
ซึ่งในตอนสุดท้ายจะเห็นว่าลูกบอลความทรงจำของไรลี่ย์มีสีปะปนกันไปหลากหลาย ไม่ใช่มีเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง เปรียบเหมือนทุกก้าวของเราที่ควรให้ความสำคัญกับทุกความรู้สึก ไม่มองข้ามความรู้สึกตนเอง เรียนรู้และยอมรับมันให้ได้ครับ หนังสะท้อนได้ดีมาก รักเลยครับ