
กลับมาอีกครั้งกับกระทู้เบอร์เซิร์กครับ คราวนี้ผมขอนำเหตุการณ์ในเบอร์เซิร์กที่น่าจะทำให้นักอ่านงุนงงมากที่สุดมาขยายความ ซึ่งเหตุการณที่ว่าก็คือ
การเปลี่ยนแปลงของโลก (World Trandformation) หรือ ‘การเปิดโลกแฟนตาเซีย’ โดยก็อดแฮนด์เฟมโต (เฟมุโต้) ที่อยู่ในมังงะเล่มที่ 34 นั่นเองครับ
เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยครับ และถ้าหยิบเบอร์เซิร์กเล่ม 34 มาดูประกอบไปด้วยก็จะดีมากครับ
กนิษกะร่างมาร + ดาบของอัศวินกะโหลก + เฟมโต = เปิดโลกใหม่?
ความงุนงงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ
กริฟฟิธ (กรีฟิส) ก้าวลงไปหาจอมราชันย์
กนิษกะ (คานิชก้า) ที่อยู่ในสภาพ ‘โลกปิศาจ’ ก่อนจะคืนร่างเป็นก็อดแฮนด์เฟมโต ทันใดนั้น
อัศวินกะโหลก ผู้ตามจองล้างจองผลาญก็อดแฮนด์ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาคว้า
ดาบแห่งการสอดประสาน (ฉบับแปลไทยเรียกว่า
ดาบแห่งน้ำอมฤต) ฟันฉับไปที่เฟมโต ทว่าเฟมโตไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ในขณะที่ร่างของจอมอสูรกนิษกะถูกฟันขาดเป็นสองซีก ทำให้รอยแยกของมิติปรากฏขึ้น แล้วเฟมโตก็ลงไปในรอยแยกนั้น และนี่ก็นำมาสู่
การเปลี่ยนแปลงของโลก ดังกล่าว
“อะไรของมัน?” หลายคนคงอุทานในใจเมื่ออ่านตอนนี้ครั้งแรก (รวมทั้งผมด้วย) และสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้ ก่อนอื่นเราต้องมาดูที่ตัวกนิษกะกันก่อนครับ

กนิษกะที่เราเห็นเป็นเสาใหญ่ๆมีมือมากมายยั้วเยี้ยนั้นอยู่ในสภาพที่เรียกว่า
ร่างศิวะ (Shiva Form) ซึ่งตัวตนของเขาได้กลายเป็น ‘โลกปิศาจ’ และทำให้สติสัมปชัญญะหายไป แต่ในเรื่องไม่ได้บอกชัดเจนครับว่าโลกปิศาจที่ว่านี้หมายถึงอะไรกันแน่ แต่ผมเข้าใจว่าตัวตนของกนิษกะได้หลอมรวมเข้ากับโลกด้านมืดอะไรสักอย่างครับ
กริฟฟิธ ได้ขี่
ซ็อดด์ ลงมาหากนิษกะข้างล่าง เขาคืนร่างกลับเป็นเฟมโตพร้อมก้มตัวยื่นมือข้างหนึ่งไปที่กนิษกะเหมือนกำลังจะทำอะไรบางอย่าง แต่ขณะนั้นเอง
อัศวินกะโหลก ก็ใช้
ดาบแห่งการสอดประสาน ผ่ามิติและโผล่เข้ามาในที่แห่งนั้น เขาจับดาบนั้นฟันฉัวะลงไปที่เฟมโตทันที!
ดาบแห่งการสอดประสาน (Sword of Resonance) หรือถ้าเรียกง่ายๆก็คือ ‘ดาบเบเฮริท’ เพราะมันเป็นดาบที่อัศวินกะโหลกสร้างขึ้นมาจากเบเฮริทมากมายที่เขากินเข้าไป เรื่องพลังทำลายคงจะมหาศาลมากแน่ๆ (ไม่งั้นแกคงไม่เอามาฟันเฟมโตหรอก) แต่คุณสมบัติที่พิเศษของมันคือการใช้เปิด-ปิดมิติครับ อย่างที่เขาเคยใช้เพื่ออกจากมิติ คลิฟอธ ในเล่มที่ 26 นั่นเอง และคราวนี้เขาก็ใช้มันผ่ามิติมาปรากฏตัวข้างหลังเฟมโตก่อนจะฟันด้วยดาบนี้ครับ
แม้อัศวินกะโหลกจะฟาดดาบเบเฮริทลงไปเพื่อสังหารเฟมโต ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น มันไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆให้เฟมโตเลย แถมเฟมโตยังถือรอยฟันของดาบไว้ด้วย! แต่กระนั้นผลของการฟาดดาบก็ทำให้ร่างของพญามารกนิษกะขาดเป็นร่องสองซีกครับ
“ด้วยรอยฟาดของดาบนี้ ผลแห่งชะตากรรมได้ถูกชักนำแล้ว” เฟมโตกล่าว “และด้วยดาบที่ผ่าถลำลึกลงไปในโลกแห่งวิญญาณ ... เพื่อเปิดวิถีแห่งการจุติครั้งที่สอง ...”
“ประตู ... เปิดออกแล้ว!”

ทั้งซ็อดด์และอัศวินกะโหลกต่างมองไปที่จุดนั้น รอยแยกบนร่างของพญามารกนิษกะขยายใหญ่ขึ้น แล้วโฟมโตก็ลงไปในรอยแยกมิตินั้น จากนั้นเหตุการณ์
การเปลี่ยนแปลงของโลก ก็เกิดขึ้น
อาจสงสัยว่าทำไมดาบของอัศวินกะโหลกถึงเปิดมิติได้ คำตอบคือดาบนี้สร้างมาจาก
เบเฮริท ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้เปิดช่องว่างมิติไปพบกับก็อดแฮนด์ (เวลาจะทำพิธีถวาย) ดังนั้นเมื่อเอาเบเฮริทจำนวนมากมาทำเป็นดาบ มันก็เลยเป็นดาบที่ใช้เปิดมิติได้ด้วยประการฉะนี้
สรุปก็คือ อัศวินกะโหลกฟาดดาบเบเฮริทลงไปบน ‘โลกปิศาจ’ (จอมมารกนิษกะ) ทำให้มิติของ
โลกวิญญาณ (โลกแห่งเทพนิยาย เป็นโลกของสิ่งมีชีวิตในตำนาน ก็อดแฮนด์ และเทพประจำทิศทั้งสี่) ถูกเปิดออก และเฟมโตก็ลงไปในร่องมิตินั้น ซึ่งการลงไปของเฟมโตก็ทำให้มิติของโลกวิญญาณเปิดขยายออกจนครอบคลุมไปทั่วดาวเคราะห์โลกครับ

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้
โลกมนุษย์ (Mortal World) และ
โลกวิญญาณ (Astral World) รวมเข้าด้วยกันโดยสมบูรณ์ ทำให้สิ่งมีชีวิตในตำนานโผล่พรวดออกมายังโลกมนุษย์อย่างมากมาย ทั้งฮาร์ปี, ไฮดรา, ยูนิคอร์น, โทรลล์ และอื่นๆ พูดง่ายๆก็คือโลกแห่งจินตนาการได้ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับโลกแห่งความเป็นจริง
ความปรารถนาของมวลมนุษยชาติเป็นจริงแล้ว ... แฟนตาเซีย!
ภาพแปลกๆของบรรดาก็อดแฮนด์คืออะไร?
ทีนี้ผมขอย้อนไปพูดถึงฉากตอนโลกกำลังเปลี่ยนแปลงครับ เราจะเห็นภาพที่เกี่ยวข้องกับก็อดแฮนด์สี่ภาพซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาด ถามว่ามันมีความหมายอะไรหรือเปล่า? ... แน่นอนครับว่า มี!
ในแง่หนึ่งภาพเหล่านี้ย่อมสื่อว่า ‘โลกของก็อดแฮนด์’ ได้ขยายเข้าครอบคลุมโลกมนุษย์แล้ว หรืออาจสื่อว่าก็อดแฮนด์ได้เข้าใกล้โลกนี้มากกว่าเก่า หรืออะไรทำนองนั้น แต่ในที่นี้ผมจะชวนพิจารณาตรง ‘ความหมายของภาพ’ ครับ
ต้องเข้าใจก่อนว่า
ก็อดแฮนด์ เป็นเสมือนตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกด้านลบของมนุษย์ อันได้แก่ ตัณหาราคะ (สลัน) , ความทุกข์ยาก (คอนราด), ความเพ้อฝัน (ยูบิค), ความงมงายในโชคชะตา (วอยด์) และอัตตา (เฟมโต) ซึ่งภาพของพวกเขาตอนเปิดโลกใหม่นี้ก็สื่อถึงตัวตนของพวกเขาค่อนข้างชัดเจน เรามาไล่ดูกันทีละภาพเลยนะครับ

เริ่มด้วยภาพของราชินีราคะ
สลัน (Slan) ครับ ถ้ามองแบบผ่านๆ เราจะเห็นเป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้ทับถมซ้อนๆกัน แต่ถ้าสังเกตให้ดีเราก็จะเห็นเป็นเรือนร่างของผู้หญิง (มีทั้งขา ก้น หน้าอก และลำตัว แต่ไม่มีใบหน้า) ที่บิดเบี้ยวซ้อนทับกันนับไม่ถ้วนแต่ก็มีช่องว่างอยู่ตรงกลางเหมือนเป็นร่องอุโมงค์ (ร่องอะไรน้อ...??) และข้างในสุดก็จะมีสลันซ่อนอยู่ในเงามืด
ภาพนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของ
ราคะ (lust) ที่สลันเป็นตัวแทน ภาพของสลันในส่วนลึกสุดของภาพอาจสื่อถึงความปรารถนาที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดของจิตใจ หรือเป็นความปรารถนา (สัญชาตญาณ) ที่อยู่ในส่วนลึกของมนุษย์ ส่วนภาพเรือนร่างจำนวนมากมายที่อัดกันอย่างหนาแน่นก็สื่อถึงวังวนแห่งความปรารถนาและหมกมุ่นที่เป็นเหมือนบ่วงผูกรัดมนุษย์เอาไว้
นี่แหละครับพิษสงของราชินีราคะล่ะ!

ต่อด้วยภาพของ
คอนราด (Conrad) ครับ เราจะเห็นจากมุมขวาล่างของภาพว่า รูปร่างของคอนราดนั้นที่จริงก็คือหนูจำนวนมหึมาที่รวมตัวกันนั่นเอง และบนร่างของคอนราดก็มีโครงกระดูกมนุษย์เกาะติดอยู่ด้วย
คอนราดเป็นตัวแทนของความทุกข์ยากและโรคระบาด ดังนั้นหนูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความโสมมและโรคร้ายจึงถูกนำมาใช้วาดเป็นภาพของคอนราด ส่วนโครงกระดูกที่เกาะติดอยู่ก็สื่อถึงความตายที่ถูกโชคชะตาชักนำไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงขัดขืนได้นั่นเอง คอนราดจึงน่าจะสื่อถึงความระทมทุกข์จากความทรมานทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตและความตายแบบไม่คาดฝัน

ต่อด้วยภาพที่สามของ
ยูบิค (Ubik) ครับ อันนี้ผมว่าลึกซึ้งสุดในบรรดาสี่ภาพแล้วครับและน่าจะทำให้หลายๆคนงงที่สุดด้วยเพราะไม่รู้ว่ามันสื่อถึงอะไร แต่ถ้าบอกว่ายูบิคคือตัวแทนของจินตนาการและความเพ้อฝัน หลายคนคงจะพอเดาออกใช่ไหมครับว่ามันน่าจะสื่อถึงความมโนเพ้อพกของมนุษย์เรานั่นเอง โดยในภาพเราจะเห็นตัวประหลาดมากมายและข้างในของตัวตรงกลางภาพที่ใหญ่ที่สุดก็จะมียูบิคนั่งอยู่ครับ (ลองส่องดูครับ)
ภาพนี้ผู้เขียนเบอร์เซิร์กไม่ได้มโนวาดเอาเองนะครับ แต่เขาเลียนมาจากภาพวาดที่เกิดจากการมโนของคนอื่นต่างหาก นั่นคือภาพ
สวนสำราญ (The Garden of Earthly Delights) ของ
ฮีเยโรนีมัส บอส (จิตรกรที่เลื่องชื่อในการวาดภาพที่แปลกประหลาดเกินจินตนาการ) นั่นเองครับ โดยภาพนี้เป็นภาพที่ใหญ่และมีรายละเอียดมาก ภาพที่อยู่ในเบอร์เซิร์กจะดัดแปลงมาจากภาพขวาสุดคือภาพแดนนรกครับ (ดูภาพเต็มที่นี่ครับ
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/80/GardenED.jpg )

เหตุผลที่ผู้เขียนเลือกเอาภาพช่อง ‘นรก’ มาวาดเป็นภาพของยูบิคก็เพื่อให้เข้ากับการเป็นเทวทูตด้านมืดและเพื่อสื่อถึงด้านลบของจินตนาการ คือของการหลงงมงายอยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝันนั่นแหละครับ
ผมว่าคอนเซ็ปต์ของยูบิคค่อนข้างกว้าง ทั้งจินตนาการ เทพนิยาย แฟนตาซี ไปจนถึงภาพหลอนจากสิ่งเสพติด หรือความมัวเมาในสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง อะไรพวกนี้ผมว่าน่าจะเข้าข่ายยูบิคทั้งหมด (คือความลุ่มหลงในมายา)

มาถึงภาพสุดท้ายของ
วอยด์ (Void) ครับ ภาพนี้เป็นภาพที่นามธรรมที่สุดเพราะไม่มีรูปอะไรเลยนอกจากเนื้อสมอง (สื่อถึงรูปลักษณ์ของวอยด์นั่นแหละครับ) แต่ผมว่าภาพสมองที่เป็นเหมือนเครือข่ายขนาดใหญ่ยักษ์นี้น่าจะแสดงถึงภาพลักษณ์ที่เกี่ยวกับข่ายใยของชะตากรรมหรืออะไรประมาณนั้น เพราะวอยด์เป็นตัวแทนของการยึดมั่นในโชคชะตา

ทีนี้บางท่านอาจสงสัยว่า แล้วภาพของเฟมโตล่ะทำไมไม่มี? ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าภาพต้นไม้ที่ส่องประกาย ภาพที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง และภาพที่เมืองเหยี่ยว
ฟอลโคเนีย ปรากฏขึ้นมาบนโลกนั่นแหละครับที่เป็นภาพของเฟมโต เพราะเขาเป็นตัวแทนของอัตตาหรือตัวตน และบทบาทของเขาก็คือการรวม ‘ตัวตน’ ของโลกทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง
และผมก็ขอจบกระทู้เบอร์เซิร์กลงแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดี
[BERSERK] เปิดโลกแฟนตาเซีย
กลับมาอีกครั้งกับกระทู้เบอร์เซิร์กครับ คราวนี้ผมขอนำเหตุการณ์ในเบอร์เซิร์กที่น่าจะทำให้นักอ่านงุนงงมากที่สุดมาขยายความ ซึ่งเหตุการณที่ว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงของโลก (World Trandformation) หรือ ‘การเปิดโลกแฟนตาเซีย’ โดยก็อดแฮนด์เฟมโต (เฟมุโต้) ที่อยู่ในมังงะเล่มที่ 34 นั่นเองครับ
เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยครับ และถ้าหยิบเบอร์เซิร์กเล่ม 34 มาดูประกอบไปด้วยก็จะดีมากครับ
ความงุนงงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ กริฟฟิธ (กรีฟิส) ก้าวลงไปหาจอมราชันย์ กนิษกะ (คานิชก้า) ที่อยู่ในสภาพ ‘โลกปิศาจ’ ก่อนจะคืนร่างเป็นก็อดแฮนด์เฟมโต ทันใดนั้น อัศวินกะโหลก ผู้ตามจองล้างจองผลาญก็อดแฮนด์ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาคว้า ดาบแห่งการสอดประสาน (ฉบับแปลไทยเรียกว่า ดาบแห่งน้ำอมฤต) ฟันฉับไปที่เฟมโต ทว่าเฟมโตไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ในขณะที่ร่างของจอมอสูรกนิษกะถูกฟันขาดเป็นสองซีก ทำให้รอยแยกของมิติปรากฏขึ้น แล้วเฟมโตก็ลงไปในรอยแยกนั้น และนี่ก็นำมาสู่ การเปลี่ยนแปลงของโลก ดังกล่าว
“อะไรของมัน?” หลายคนคงอุทานในใจเมื่ออ่านตอนนี้ครั้งแรก (รวมทั้งผมด้วย) และสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพื่อทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้ ก่อนอื่นเราต้องมาดูที่ตัวกนิษกะกันก่อนครับ
กริฟฟิธ ได้ขี่ ซ็อดด์ ลงมาหากนิษกะข้างล่าง เขาคืนร่างกลับเป็นเฟมโตพร้อมก้มตัวยื่นมือข้างหนึ่งไปที่กนิษกะเหมือนกำลังจะทำอะไรบางอย่าง แต่ขณะนั้นเอง อัศวินกะโหลก ก็ใช้ ดาบแห่งการสอดประสาน ผ่ามิติและโผล่เข้ามาในที่แห่งนั้น เขาจับดาบนั้นฟันฉัวะลงไปที่เฟมโตทันที!
แม้อัศวินกะโหลกจะฟาดดาบเบเฮริทลงไปเพื่อสังหารเฟมโต ทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น มันไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆให้เฟมโตเลย แถมเฟมโตยังถือรอยฟันของดาบไว้ด้วย! แต่กระนั้นผลของการฟาดดาบก็ทำให้ร่างของพญามารกนิษกะขาดเป็นร่องสองซีกครับ
“ด้วยรอยฟาดของดาบนี้ ผลแห่งชะตากรรมได้ถูกชักนำแล้ว” เฟมโตกล่าว “และด้วยดาบที่ผ่าถลำลึกลงไปในโลกแห่งวิญญาณ ... เพื่อเปิดวิถีแห่งการจุติครั้งที่สอง ...”
“ประตู ... เปิดออกแล้ว!”
อาจสงสัยว่าทำไมดาบของอัศวินกะโหลกถึงเปิดมิติได้ คำตอบคือดาบนี้สร้างมาจาก เบเฮริท ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้เปิดช่องว่างมิติไปพบกับก็อดแฮนด์ (เวลาจะทำพิธีถวาย) ดังนั้นเมื่อเอาเบเฮริทจำนวนมากมาทำเป็นดาบ มันก็เลยเป็นดาบที่ใช้เปิดมิติได้ด้วยประการฉะนี้
สรุปก็คือ อัศวินกะโหลกฟาดดาบเบเฮริทลงไปบน ‘โลกปิศาจ’ (จอมมารกนิษกะ) ทำให้มิติของ โลกวิญญาณ (โลกแห่งเทพนิยาย เป็นโลกของสิ่งมีชีวิตในตำนาน ก็อดแฮนด์ และเทพประจำทิศทั้งสี่) ถูกเปิดออก และเฟมโตก็ลงไปในร่องมิตินั้น ซึ่งการลงไปของเฟมโตก็ทำให้มิติของโลกวิญญาณเปิดขยายออกจนครอบคลุมไปทั่วดาวเคราะห์โลกครับ
ความปรารถนาของมวลมนุษยชาติเป็นจริงแล้ว ... แฟนตาเซีย!
ทีนี้ผมขอย้อนไปพูดถึงฉากตอนโลกกำลังเปลี่ยนแปลงครับ เราจะเห็นภาพที่เกี่ยวข้องกับก็อดแฮนด์สี่ภาพซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาด ถามว่ามันมีความหมายอะไรหรือเปล่า? ... แน่นอนครับว่า มี!
ในแง่หนึ่งภาพเหล่านี้ย่อมสื่อว่า ‘โลกของก็อดแฮนด์’ ได้ขยายเข้าครอบคลุมโลกมนุษย์แล้ว หรืออาจสื่อว่าก็อดแฮนด์ได้เข้าใกล้โลกนี้มากกว่าเก่า หรืออะไรทำนองนั้น แต่ในที่นี้ผมจะชวนพิจารณาตรง ‘ความหมายของภาพ’ ครับ
ต้องเข้าใจก่อนว่า ก็อดแฮนด์ เป็นเสมือนตัวแทนของอารมณ์ความรู้สึกด้านลบของมนุษย์ อันได้แก่ ตัณหาราคะ (สลัน) , ความทุกข์ยาก (คอนราด), ความเพ้อฝัน (ยูบิค), ความงมงายในโชคชะตา (วอยด์) และอัตตา (เฟมโต) ซึ่งภาพของพวกเขาตอนเปิดโลกใหม่นี้ก็สื่อถึงตัวตนของพวกเขาค่อนข้างชัดเจน เรามาไล่ดูกันทีละภาพเลยนะครับ
ภาพนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของ ราคะ (lust) ที่สลันเป็นตัวแทน ภาพของสลันในส่วนลึกสุดของภาพอาจสื่อถึงความปรารถนาที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดของจิตใจ หรือเป็นความปรารถนา (สัญชาตญาณ) ที่อยู่ในส่วนลึกของมนุษย์ ส่วนภาพเรือนร่างจำนวนมากมายที่อัดกันอย่างหนาแน่นก็สื่อถึงวังวนแห่งความปรารถนาและหมกมุ่นที่เป็นเหมือนบ่วงผูกรัดมนุษย์เอาไว้
นี่แหละครับพิษสงของราชินีราคะล่ะ!
คอนราดเป็นตัวแทนของความทุกข์ยากและโรคระบาด ดังนั้นหนูซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความโสมมและโรคร้ายจึงถูกนำมาใช้วาดเป็นภาพของคอนราด ส่วนโครงกระดูกที่เกาะติดอยู่ก็สื่อถึงความตายที่ถูกโชคชะตาชักนำไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงขัดขืนได้นั่นเอง คอนราดจึงน่าจะสื่อถึงความระทมทุกข์จากความทรมานทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตและความตายแบบไม่คาดฝัน
ภาพนี้ผู้เขียนเบอร์เซิร์กไม่ได้มโนวาดเอาเองนะครับ แต่เขาเลียนมาจากภาพวาดที่เกิดจากการมโนของคนอื่นต่างหาก นั่นคือภาพ สวนสำราญ (The Garden of Earthly Delights) ของ ฮีเยโรนีมัส บอส (จิตรกรที่เลื่องชื่อในการวาดภาพที่แปลกประหลาดเกินจินตนาการ) นั่นเองครับ โดยภาพนี้เป็นภาพที่ใหญ่และมีรายละเอียดมาก ภาพที่อยู่ในเบอร์เซิร์กจะดัดแปลงมาจากภาพขวาสุดคือภาพแดนนรกครับ (ดูภาพเต็มที่นี่ครับ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/80/GardenED.jpg )
ผมว่าคอนเซ็ปต์ของยูบิคค่อนข้างกว้าง ทั้งจินตนาการ เทพนิยาย แฟนตาซี ไปจนถึงภาพหลอนจากสิ่งเสพติด หรือความมัวเมาในสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง อะไรพวกนี้ผมว่าน่าจะเข้าข่ายยูบิคทั้งหมด (คือความลุ่มหลงในมายา)
และผมก็ขอจบกระทู้เบอร์เซิร์กลงแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดี