//ผลจากการลดค่าเงินหยวนต่อเศรษฐกิจไทย และที่สำคัญต่อหุ้นไทย//

ที่มาจากกลุ่มข่าว https://www.facebook.com/set.biznews

ผลจากการลดค่าเงินหยวนต่อเศรษฐกิจไทย และที่สำคัญต่อหุ้นไทย

ผมแชร์มุมมองของการเคลื่อนไหวของจีนต่อหุ้นไทยไปบางส่วนว่า อาจจะเปิด Downside Risk ในตลาดหุ้นไทยให้สูงขึ้น ขออนุญาตขยายความในอัพเดทนี้นะครับ

เงินบาทนั้นไหลเข้าออกในปริมาณเยอะที่สุดก็คือ ผู้นำเข้าและส่งออก แต่หลักฐานที่ชัดเจนคือ ไทยเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 12,300 ล้านดอลลาร์ ในครึ่งปีแรก แปลว่า ความต้องการซื้อเงินบาท ผ่านทางช่องทาง Real Sector นั้นมากกว่าความต้องการขายออก พอไปดูเงินทุนไหลเข้าออกผ่านตลาดทุนอย่างตราสารหนี้และตราสารทุน ถึงแม้ต่างชาติจะขายเรื่อยๆในตลาดหุ้น แต่ในตลาดตราสารหนี้กลับได้ทุนเกินดุลมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ เช่นกัน

ดังนั้นเหตุผลที่อธิบายได้อย่างเดียวที่ค่าเงินบาทอ่อนมาซักพัก ก็คือ เกิดจากมุมมองของนักเก็งกำไรที่มองว่า ค่าเงินบาท (อาจรวมถึงค่าเงินเอเชียทั้งหมด) ต้องอ่อนไปมากกว่านี้ จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะยังไม่ดีขึ้นในไตรมาส 3 และ 4 ที่เหลือ

ซึ่งตรงนี้ จะโทษใครคงไม่ได้ เพราะ ธปท. ผ่อนคลายเงื่อนไขการเอาเงินออกหลายอย่าง ทั้งที่ให้คนไทยฝากเงินเป็นเงินสกุลต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 500,000 ดอลลาร์ เป็น 5 ล้านดอลลาร์  หรือ ให้คนไทยสามารถซื้ออสังหาฯในต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านดอลลาร์ เป็น 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี ก็ตาม

หากอ่อนค่าในด้วยเหตุผลแบบนี้ บางคนอาจบอกว่า ไม่เห็นต้องกังวล เพราะพื้นฐานแล้วเรายังเกินดุลอยู่นิ? แต่หากมองให้ลึก มันคือการเกินดุลแบบขนาดของชิ้นเค้กเล็กลงเรื่อยๆ หมายความว่า ส่งออกหดตัว แต่นำเข้าก็หดตัวเช่นกัน ซึ่งถ้าตัวเลขนำเข้าพวกเครื่องจักร อุปกรณ์การลงทุนต่างๆหดตัว มันส่งสัญญาณไม่ดีเช่นกันครับ

*********************************

ไปที่ความสำคัญของเศรษฐกิจจีนกับไทยกันบ้าง

ปัจจุบัน ไทยส่งออกไปจีนคิดเป็น 12% เป็นคู่ค้าประเภท Single Country อันดับหนึ่งของไทย ตัวเลขอาจดูไม่สูงมากนัก แต่ถ้าดูสัดส่วนการส่งออกไปใน ASEAN ด้วยกันซึ่งอยู่ที่ 24% โดยที่ประเทศเหล่านี้ ก็ส่งออกไปที่จีนอยู่ดี ก็จะพบว่า จีนคือตลาดหลักที่สำคัญของเราจริงๆ

เมื่อจีนกำหนดค่ากลางในการซื้อขายสกุลเงินหยวนประจำวันไว้ต่ำเป็นประวัติการณ์ (ลดค่าเงินตัวเอง) ในช่วงที่เศรษฐกิจเสี่ยงชะลอตัว ผลอย่างแรกก็คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆจะลดลง เพราะจีนคือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก อุตสาหกรรมแรกในไทยและในเอเชียที่ได้รับผลกระทบเชิงลบแน่นอนก็คือ สินค้าเกษตร และ Commodities ครับ ซึ่งรวมถึงน้ำมันด้วยนะ เพราะเป็นผู้นำเข้าสุทธิพลังงานเช่นกัน และกลุ่มพลังงาน ถือเป็น Sector ใหญ่ของตลาดหุ้น ดังนั้น ผมจึงบอกว่า Downside Risk เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับปู่เซตครับ

รวมสองเหตุผล จากที่คนไทย/นักเก็งกำไรมีโอกาสเอาเงินออกนอกประเทศมากขึ้น และจีนอยากให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่ากว่านี้ ทำให้ส่วนตัวแล้ว คิดว่า ค่าเงินบาทที่ 36.28 บาท/ดอลลาร์ ที่เคยไปแตะก่อนวิกฤต Subprime เมื่อต้นปี 2009 เราอาจได้เห็นกันปีนี้เลย ก็ต้องมาลุ้นกันว่า เงินบาทอ่อนแล้ว ไทยจะส่งออกไปสหรัฐฯ ยุโรป และที่อื่นๆที่ไม่ใช่เอเชีย ได้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง หักล้างกับที่มีความเสี่ยงจะส่งออกไปจีนได้ลดลงหรือเปล่า? (เพราะจีนจะกลับมาแข่งในเกมส์ส่งออกอีกรอบ)

ณ ตอนนี้ ฝุ่นยังตลบ แต่ถ้าให้ฟันธงเลย ผมมองว่า ค่าเงินบาทอ่อน ไม่น่าช่วยอะไรส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้เท่าไหร่ และหุ้นไทย ยังไม่ใช่จังหวะสะสมในระยะยาวครับ ยังมีโอกาสลงได้อีก

Mr.Messenger

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่