เคยรู้สึกไหม เวลาที่ตัวเองเริ่มหมดไฟ กำลังใจเริ่มเหือดหาย

เคยไหม ในขณะที่เรากำลังนั่งทำงานหรือจดเลกเชอร์ในคาบเรียน อยู่ๆ ก็รู้สึกเริ่มเซ็งๆ และบ่นในใจว่า เมื่อไหร่จะเลิกเรียนเลิกงานซะที

ก็เข้าใจว่าบางทีการทำอะไรที่มีขอบเขตบางอย่าง มันก็มีผลทำให้เราเบื่อหน่ายด้วยในส่วนหนึ่ง ต้องถามตัวเองว่า ไฟในตัวคุณยังมีเหลืออยู่พอที่จะทำให้เดินหน้าต่อไปให้ถึงที่สุดอยู่หรือเปล่า ถ้ารู้ตัวว่า ไฟในตัวคุณเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว แทนที่จะปล่อยให้วูบดับลงอย่างช้าๆ มาเป็นเติมเชื้อให้ไฟแรงขึ้นจะดีกว่าไหม

การตัดสินใจว่าจะเพิ่มไฟให้ตัวเองดูสักครั้ง ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะตัดสินคุณว่า คุณชอบ คุณสนุกพอกับสิ่งที่กำลังทำอยู่จริงหรือเปล่า แอดมินก็มีประสบการณ์การเพิ่มไฟจากคนรอบข้างมาเล่าสู่กันฟังครับ

1. ทำงานแต่ละวันต้องมีเป้าหมาย
หรือแม้แต่เรียนก็ต้องมีเป้าหมายด้วย เพื่อนแอดมินที่จบเอกภาษาอังกฤษเล่าให้ฟังว่า มีอยู่เทอมหนึ่งที่เรียนวรรณกรรม ทุกวันต้องอ่านนิยายแฮร์รี พอตเตอร์ ภาคภาษาอังกฤษให้ได้อย่างน้อย 3 ตอน (มีสอนในวิชาเรียน) เขาบอกว่า แต่ละครั้งที่อ่านก็อ่านไปเรื่อยๆ เพื่อซึมซับเรื่องราวอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป พอยิ่งอ่าน ก็ยิ่งสนุกและซึมซับมากๆ เข้าเราก็เริ่มจับประเด็นได้เองโดยอัตโนมัติ และสิ่งที่ได้จากการกำหนดเป้าหมายก็คือ วินัยในการจัดการตนเอง และทำให้เราประเมินได้ง่ายขึ้นว่า เราพัฒนาตนเองได้มากน้อยแค่ไหน

2. จำไว้ว่า "เราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์" เรื่องหมดพลังเป็นเรื่องธรรมชาติ
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้มนุษย์มานั่งทำงานโดยไม่หยุดพักหรือผ่อนคลายอะไรเลย โดยเฉพาะการเรียนหรือทำงานในออฟฟิศที่ต้องใช้สมองเป็นหลัก บางทีมันมาถึงทางตันที่เค้นให้ตายยังไงไฟก็ไม่กระเตื้อง ก็ต้องมีช่วงให้ผ่อนคลายบ้าง อย่างเพื่อนผมทำรายการวิทยุ เวลาเบื่อๆ คิดงานไม่ออกก็ไปเดินเล่นให้ผ่อนคลายสัก 10 นาที หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นเพื่อหาอะไรใหม่ๆ เข้ามาในหัวบ้าง และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญมากก็คือ จงเชื่อในพลังของเดดไลน์ที่จะผลักดันให้งานของเราสำเร็จได้ แต่ไมไ่ด้หมายความว่าให้มาปั่นไฟตอนจะลนก้นอยู่แล้วนะ แต่จงทำงานที่อยู่ในมือของเราให้ดีที่สุดตั้งแต่วินาทีแรกถึงวินาทีสุดท้าย
    
3. ในเวลาเรียนหรือเวลางาน อินเทอร์เน็ตไม่ใช่ตัวการทำงานบกพร่อง
นโยบายที่ทั้งโรงเรียนและที่ทำงานชอบใช้เลยคือ การบล็อกอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะโซเชียลในช่วงเวลางาน มองอย่างโลกปัจจุบันก็คือการขังคุกดีๆ นี่เอง ถึงแม้ว่าเจตนาคือการให้จดจ่ออยู่กับงานอย่างเต็มกำลัง แต่บางช่วงทุกคนก็อยากหาสิ่งใหม่ๆ มาเติมเต็มบ้างนอกจากการเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วปิ๊งไอเดียขึ้น อย่างน้อยๆ ก็เปิด YouTube หาคลิปเบาสมองดูสักเล็กน้อย บางทีไอเดียต่างๆ หรือไฟในตัวเราส่วนหนึ่งก็มาจากการท่องโลกออนไลน์นี่แหละ

4. ประเมินผลงานจากผลลัพธ์ด้วยตัวเอง
ประเมินผลงานจากผลลัพธ์ เจ้านายผมสอนว่า อย่าหยุดอยู่กับที่ กับ อย่าทำตัวเองให้ถอยหลัง แต่จง ทำตัวเองให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ดีก็ตาม ล้วนเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่จะกระตุ้นให้ไฟของคุณลุกโชนขึ้นกว่าเก่า ซึ่งคุณก็ต้องอาศัยการมองโลกในแง่ดีมาเติมเต็มกำลังใจให้แก่คุณด้วย เพื่อนของแอดมินคนหนึ่งทำงานเขียนบทละครซิตคอมก็ได้แชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า แต่ละตอนที่เขาเขียนบท เขาจะประเมินการพัฒนาตัวเองจากการเปรียบเทียบคอมเมนต์ผู้กำกับฯ ตั้งแต่ร่างแรกยันร่างไฟนอล เพื่อดูว่าตัวเองยังสามารถเพิ่มเติม หรือพัฒนาทักษะส่วนไหนได้อีกบ้าง

วิธีเพิ่มไฟให้ตัวคุณในเวลาเรียนหรือทำงานที่แอดมินมาแนะนำนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์รอบตัวของเพื่อนๆ ที่แอดมินอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง แล้วคุณล่ะ มีวิธีเพิ่มไฟให้ตัวเองอย่างไรบ้าง มาร่วมแชร์กันได้นะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่