ก่อนอื่นผมต้องขอเกริ่นนำที่มาของการตั้งกระทู้ครั้งนี้ครับ เนื่องมาจากช่วงนี้กระแสความเหมาะสมประเด็นการรับน้องเป็นที่ได้รับความสนใจในสังคมมาก ผมไม่ได้อยากเกาะกระแสเพื่อสร้างชื่อแต่อย่างใด เพียงแต่อยากแชร์สิ่งที่ผมได้รับรู้จากนักศึกษาจบใหม่ที่ผมได้เคยสัมผัสและรับรู้ กระทู้นี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้ใครตัดสินว่าการรับน้องดีหรือไม่ดี ควรทำต่อหรือหยุดทำ เพียงแต่ในฐานะที่ก็เคยเป็นเด็กที่เรียนมหาวิทยาลัยเช่นกัน ผ่านการรับน้องมาเช่นกัน (ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างโหดพอสมควร แต่ไม่ปักใจแต่ประการใด) จนมาวันนี้ที่ทำงานไต่เต้าโดยใช้ความรู้ความสามารถจนมีตำแหน่งและสิทธิในการเป็นผู้ตัดสินใจรับบุคลากรเข้าทำงาน จึงขอตั้งกระทู้เพื่อเป็นข้อสังเกต เตือนใจ และอุทาหรณ์ สำหรับทั้งรุ่นพี่ที่กำลังจะแปรสภาพเป็นเด็กจบใหม่และรุ่นน้องที่กำลังศึกษาอยู่ได้ฉุกคิดกันครับ
ผมทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในฐานะหัวหน้างานทางด้านวิศวกรรมจึงมีโอกาสได้สัมภาษณ์นักศึกษาจบใหม่เพื่อคัดเลือกเข้าทำงานกับบริษัท ซึ่งลักษณะงานของบริษัทจำเป็นต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถถึงขนาดที่ต้องดู Transcript เจาะลึกรายวิชาโดยเฉพาะสายวิชาที่ต้องนำมาใช้งานจริง ดังนั้นผู้สัมภาษณ์งานจะต้องไต่ถามข้อมูลผู้สมัครอย่างละเอียด จริงอยู่การทำงานนั้นเราต้องมาปูพื้นให้กับบุคลากรใหม่อีกหลายปีกว่าจะเป็นงาน แต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือพื้นฐานที่เรียนมาในช่วงมหาวิทยาลัย และสิ่งที่พอจะบอกผู้ทำการสัมภาษณ์ได้ส่วนนึงคือเกรดแต่ละรายวิชาและ GPA รวม ประกอบกับการทำข้อสอบทางวิชาการที่บริษัทจัดทำเพื่อประเมินผล รวมถึงการสัมภาษณ์เพื่อดูบุคลิก แนวคิด และประสบการณ์ว่าผ่านอะไรมาบ้าง ร่วมกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยบ้างหรือไม่อย่างไร โปรเจคทำอะไรมาได้ความรู้อะไรมาบ้าง หลายท่านคงสงสัยว่าอ่านมาถึงจุดนี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการรับน้องและการประชุมเชียร์ ที่เป็นหัวข้อของกระทู้ ผมขอแชร์ประสบการณ์ตามข้างล่างเลยครับ
ณ ช่วงเวลาสัมภาษณ์เราก็จะดำเนินการทดสอบและไต่ถามตามระเบียบขั้นตอนที่วางไว้ แต่หลาย ๆ ครั้งนักศึกษาจบใหม่มักตอบเราเกี่ยวกับการถามถึงเรื่อง GPA และ เกรดในรายวิชาพื้นฐาน ที่มักเรียนกันในช่วงปี 1-2 ในมหาวิทยาลัยและกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงวิชาภาค GPA รวม และการ Drop เราพบว่าเด็กที่มาสัมภาษณ์ส่วนมากจะทำเกรดในช่วงปีแรกได้ไม่ดี แต่จะมาดีขึ้นพอผ่านพ้นช่วงปี 1 และปี 2 มาแล้ว ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคิดว่ามันเป็นช่วงปรับตัว หรือพอพ้นปี 2 มาแล้วเข้าวิชาภาคคู่แข่งในการตัดเกรดก็จะน้อยลงและทำให้ได้เกรดสูงขึ้น ซึ่งอันนี้พอเข้าใจได้ คำตอบนึงที่ผมเจอและเป็นสิ่งที่สร้างข้อสังเกตกับผมคือ เด็กหลาย ๆ คนที่เจอหากช่วงปี 1 เกรดไม่ดี คำตอบที่ได้คือเนื่องจากช่วงนั้นต้องเข้าประชุมเชียร์บ่อย กลับหอดึก ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ หรือกระทั่งรุ่นพื่เรียกรับน้องบ่อย ทั้งการรับของรุ่นพี่แยกแต่ละชั้นปี รับรวม รับน้องหอ รับน้องมหาลัย เยอะแยะไปหมด ทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ พักผ่อนไม่เพียงพอ เรียนไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเกรดปีท้าย ๆ ไม่ค่อยดีก็จะตอบในทำนอง ช่วยงานกิจกรรรมคณะเยอะไปหน่อย รับน้อง ทำประชุมเชียร์ อะไรก็ว่าไป ซึ่งหลายท่านพออ่านถึงจุดนี้แล้วอาจมองว่ามันเป็นแค่ข้ออ้าง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีส่วนกับการจัดสรรเวลาและการได้พักผ่อนได้อ่านหนังสือของน้อง ๆ เขาจริง ๆ ซึ่งรุ่นพี่ทั้งหลายที่ถ้าเข้ามาอ่านแล้วกำลังมีความเห็นแย้งอยู่ ผมขอให้ลองคิดว่าวันที่คุณสัมภาษณ์งานและเจอเหตุการณ์กับบางคำถามที่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมเล่าอยู่นี้ เมื่อคุณอธิบายไปและผู้ที่สัมภาษณ์คุณปฏิเสธที่จะรับฟังผลกระทบเหล่านี้คุณจะรู้สึกอย่างไร พี่ว๊ากบางคนคุณกำลังจะเจองานจริงเจอผลกระทบของสิ่งที่คุณทำและได้ถูกกระทำมาสมัยคุณเป็นเฟรซชี่ วันพรุ่งนี้มีสอบย่อย มีควิช แต่ดึกดื่นยังไม่ได้หลับได้นอน ออกมาร้องเพลงเชียร์ประชุมเชียร์เพียงเพราะหวัง Major ของฉันต้องได้ที่ 1,2,3 ของเชียร์ปีนี้ ทั้งที่รู้ว่าอาจทำให้น้องทำคะแนนไม่ได้ เจอคะแนน Mid term แล้วเหยียบกับคนอื่นอาจไปไม่รอดถึงขั้นต้อง Drop คำถามคือวันที่น้องยื่นใบ drop คุณรับผิดชอบอะไรเขาได้บ้าง ตัวคุณเองกำลังจะจบออกมาขอให้รู้ไว้ว่าหากคุณไม่มีจุดเด่นจริง เป็นนักศึกษาจบใหม่ทั่วๆ ไป สิ่งหนึ่งที่วัดว่าบริษัทจะเลือกคุณหรือไม่ ตัวชี้วัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เกรดรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับงาน GPA จะมีส่วนสำคัญในการอธิบายว่าทำไมผู้สัมภาษณ์ถึงเลือกคุณ เสริมอีกนิดคือบางบริษัทนั้นตัดเงินเดือนนักศึกษาจบใหม่โดยอ้างอิง GPA และความสามารถพิเศษ มหาวิทยาลัยระดับเดียวกัน ใครเกรดดีกว่า เกรดถึงจุดแบ่งเงินเดือนก็จะ Start ไม่เท่ากันนะครับ เช่นบางที่เค้ากำหนด ต่ำกว่า 2.75 ไม่รับพิจารณายกเว้นมีความสามาถพิเศษ เช่นเก่งภาษา หรือโปรเจคที่ทำมาเกี่ยวข้องกับงาน และถ้าว่ากันเเรื่องเกรดอาจตัดที่ 2.75 ได้เงินเดือนระดับนึง 3.00 ขึ้นได้อีกระดับนึง เกียรตินิยม บวกเพิ่มไปอีกระดับนึง นี่เป็นความจริงในระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงานของบริษัทส่วนใหญ่ในไทย ในบางครั้งเราอาจพิจารณาว่าคุณเคยร่วมกิจกรรมอะไรมาบ้าง เราอาจให้เครดิตกับการเคยเป็น staff กับการทำประโยชน์เช่นค่ายพัฒนาชุมชน หรือฝึกงานกับหน่วยงานที่สารต่อประสบการณ์ที่ใช้ในการทำงานได้ แต่เราไม่เคยให้เครติตว่า ตอนรับน้องคุณเข้ารึเปล่า ไปทำอะไรบ้าง ไปกินเหล้าได้กี่กลม ไปว๊ากน้องร้องไห้มากี่คน ประชุมเชียร์คุณได้ที่เท่าไหร่ กลับหอดึกที่สุดกี่โมง ภายในคณะคุณสามัคคีขนาดไหน เราไม่ค่อยให้เครดิตนะครับ มันเป็นนามธรรมวัดผลเพื่อตัดสินไม่ได้และไม่รู้ว่าที่คุณเล่ามามันจริงเท็จแค่ไหน ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาการรับบุคคลเข้าทำงาน เราอาจมองคุณแค่เข้าร่วมตามปกติ ความหนัก โหด รุนแรง หรือโอดครวญเรื่องผลกระทบ ณ ตอนนี้มันกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว ผมอยากให้ผู้รับน้องและผู้ถูกรับน้องมองการถ่วงน้ำหนักและบริหารผลการเรียนบ้าง นาทีทองของคุณคือช่วงปีแรก ๆ ถ้าทำเกรดดีแล้วช่วงปลาย ๆ จะสบายหน่อย ผิดกับคนที่ช่วงแรก ๆ ทำเกรดต่ำ (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่) กว่าจะดึงขึ้นได้นี่เลือดตาแทบกระเด็นนะครับเพราะรายวิชามันเยอะแล้วเกรดมันหนักแล้วกว่าจะดึงได้แต่ละจุดนี่เหนื่อย ผมเคยเจอ Transcript นักศึกษาบางคน "วิตามินมาเต็ม" เรียนมาเพื่อดึง GPA อาจมีประโยชน์บ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ เราเลือกคนที่มีสิ่งเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนกว่าในการพิจารณา เพราะเราไม่ได้สนิทกับคุณขนาดรับรองความสามารถด้านสังคมของคุณและนำมารับผิดชอบกับงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ด้านวิชาการได้ภายในชั่วขณะไม่กี่นาทีที่คุณนั่งลงสัมภาษณ์นะครับ
สุดท้ายสิ่งที่ผมเขียนนั้นผมก็ยังยืนยันตามข้างต้นว่าผมไม่ได้รังเกียจการรับน้อง แต่คนที่เป็นรุ่นพี่ควรคำนึงถึงผลกระทบที่คุณเองอาจยังไม่ทราบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทในไทยยังมีมาตรฐานในการับบุคคลโดยอ้างอิง GPA นะครับซึ่งคุณอาจมองว่ามันคือแค่แผ่นกระดาษแต่ความเจ๋งของฉันมันมากกว่านั้นเยอะ แต่อย่าลืมว่าคนที่จะคัดเลือกคุณเข้าทำงาน คนตัดสินเงินเดือนคุณ เค้าไม่มีเวลาหรือสัมผัสความเจ๋งของคุณได้แค่ลมปาก ขณะคุยแค่ 20-30 นาทีนะครับ ดังจะเห็นได้จาก web หางานที่บางบริษัทกำหนด GPA ขั้นต่ำของผู้สมัครด้วยซ้ำไป การรับน้องมันมีข้อดีในตัวของมันซึ่งผมว่าท่านทั้งหลายก็คงรู้อยู่แล้ว แต่ขอให้จัดสรรความเหมาะสมไม่กระทบต่อการเรียน สุขภาพ จิตใจ การสร้างสายสัมพันธ์จากการรับน้องมีแนวทางมากมายในเชิงสร้างสรรค์ มากกว่าที่จะมาคลุกดินคลุกทราย บังคับดื่มเหล้า ทำโทษรุนแรง ดึกดื่นต้องมาร้องเพลงเชียร์ ทำท่าเข้าจังหวะให้พร้อมเพียงทั้งที่เด็กมันตาจะปิดอยู่แล้ว ผมมองว่ามันอาจะเสียมากกว่าได้นะครับ คุณอาจมีมาตรการทำให้มันปลอดภัยแต่ทุกอย่างมันพลาดได้และบางครั้งความผิดพลาดมันส่งผลต่ออนาคตในระยะยาวด้วยซ้ำไป
ขอบคุณที่กรุณาอ่านและแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์จากแชร์ประสบการณ์ตรงของผมและยินดีให้แบ่งปันข้อความได้ครับ

ประสบการณ์ตรงจากผู้สัมภาษณ์งานเด็กจบใหม่ กับปัญหาการรับน้องและประชุมเชียร์
ผมทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในฐานะหัวหน้างานทางด้านวิศวกรรมจึงมีโอกาสได้สัมภาษณ์นักศึกษาจบใหม่เพื่อคัดเลือกเข้าทำงานกับบริษัท ซึ่งลักษณะงานของบริษัทจำเป็นต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถถึงขนาดที่ต้องดู Transcript เจาะลึกรายวิชาโดยเฉพาะสายวิชาที่ต้องนำมาใช้งานจริง ดังนั้นผู้สัมภาษณ์งานจะต้องไต่ถามข้อมูลผู้สมัครอย่างละเอียด จริงอยู่การทำงานนั้นเราต้องมาปูพื้นให้กับบุคลากรใหม่อีกหลายปีกว่าจะเป็นงาน แต่สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือพื้นฐานที่เรียนมาในช่วงมหาวิทยาลัย และสิ่งที่พอจะบอกผู้ทำการสัมภาษณ์ได้ส่วนนึงคือเกรดแต่ละรายวิชาและ GPA รวม ประกอบกับการทำข้อสอบทางวิชาการที่บริษัทจัดทำเพื่อประเมินผล รวมถึงการสัมภาษณ์เพื่อดูบุคลิก แนวคิด และประสบการณ์ว่าผ่านอะไรมาบ้าง ร่วมกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยบ้างหรือไม่อย่างไร โปรเจคทำอะไรมาได้ความรู้อะไรมาบ้าง หลายท่านคงสงสัยว่าอ่านมาถึงจุดนี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการรับน้องและการประชุมเชียร์ ที่เป็นหัวข้อของกระทู้ ผมขอแชร์ประสบการณ์ตามข้างล่างเลยครับ
ณ ช่วงเวลาสัมภาษณ์เราก็จะดำเนินการทดสอบและไต่ถามตามระเบียบขั้นตอนที่วางไว้ แต่หลาย ๆ ครั้งนักศึกษาจบใหม่มักตอบเราเกี่ยวกับการถามถึงเรื่อง GPA และ เกรดในรายวิชาพื้นฐาน ที่มักเรียนกันในช่วงปี 1-2 ในมหาวิทยาลัยและกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงวิชาภาค GPA รวม และการ Drop เราพบว่าเด็กที่มาสัมภาษณ์ส่วนมากจะทำเกรดในช่วงปีแรกได้ไม่ดี แต่จะมาดีขึ้นพอผ่านพ้นช่วงปี 1 และปี 2 มาแล้ว ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคิดว่ามันเป็นช่วงปรับตัว หรือพอพ้นปี 2 มาแล้วเข้าวิชาภาคคู่แข่งในการตัดเกรดก็จะน้อยลงและทำให้ได้เกรดสูงขึ้น ซึ่งอันนี้พอเข้าใจได้ คำตอบนึงที่ผมเจอและเป็นสิ่งที่สร้างข้อสังเกตกับผมคือ เด็กหลาย ๆ คนที่เจอหากช่วงปี 1 เกรดไม่ดี คำตอบที่ได้คือเนื่องจากช่วงนั้นต้องเข้าประชุมเชียร์บ่อย กลับหอดึก ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ หรือกระทั่งรุ่นพื่เรียกรับน้องบ่อย ทั้งการรับของรุ่นพี่แยกแต่ละชั้นปี รับรวม รับน้องหอ รับน้องมหาลัย เยอะแยะไปหมด ทำให้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ พักผ่อนไม่เพียงพอ เรียนไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเกรดปีท้าย ๆ ไม่ค่อยดีก็จะตอบในทำนอง ช่วยงานกิจกรรรมคณะเยอะไปหน่อย รับน้อง ทำประชุมเชียร์ อะไรก็ว่าไป ซึ่งหลายท่านพออ่านถึงจุดนี้แล้วอาจมองว่ามันเป็นแค่ข้ออ้าง แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีส่วนกับการจัดสรรเวลาและการได้พักผ่อนได้อ่านหนังสือของน้อง ๆ เขาจริง ๆ ซึ่งรุ่นพี่ทั้งหลายที่ถ้าเข้ามาอ่านแล้วกำลังมีความเห็นแย้งอยู่ ผมขอให้ลองคิดว่าวันที่คุณสัมภาษณ์งานและเจอเหตุการณ์กับบางคำถามที่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมเล่าอยู่นี้ เมื่อคุณอธิบายไปและผู้ที่สัมภาษณ์คุณปฏิเสธที่จะรับฟังผลกระทบเหล่านี้คุณจะรู้สึกอย่างไร พี่ว๊ากบางคนคุณกำลังจะเจองานจริงเจอผลกระทบของสิ่งที่คุณทำและได้ถูกกระทำมาสมัยคุณเป็นเฟรซชี่ วันพรุ่งนี้มีสอบย่อย มีควิช แต่ดึกดื่นยังไม่ได้หลับได้นอน ออกมาร้องเพลงเชียร์ประชุมเชียร์เพียงเพราะหวัง Major ของฉันต้องได้ที่ 1,2,3 ของเชียร์ปีนี้ ทั้งที่รู้ว่าอาจทำให้น้องทำคะแนนไม่ได้ เจอคะแนน Mid term แล้วเหยียบกับคนอื่นอาจไปไม่รอดถึงขั้นต้อง Drop คำถามคือวันที่น้องยื่นใบ drop คุณรับผิดชอบอะไรเขาได้บ้าง ตัวคุณเองกำลังจะจบออกมาขอให้รู้ไว้ว่าหากคุณไม่มีจุดเด่นจริง เป็นนักศึกษาจบใหม่ทั่วๆ ไป สิ่งหนึ่งที่วัดว่าบริษัทจะเลือกคุณหรือไม่ ตัวชี้วัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เกรดรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับงาน GPA จะมีส่วนสำคัญในการอธิบายว่าทำไมผู้สัมภาษณ์ถึงเลือกคุณ เสริมอีกนิดคือบางบริษัทนั้นตัดเงินเดือนนักศึกษาจบใหม่โดยอ้างอิง GPA และความสามารถพิเศษ มหาวิทยาลัยระดับเดียวกัน ใครเกรดดีกว่า เกรดถึงจุดแบ่งเงินเดือนก็จะ Start ไม่เท่ากันนะครับ เช่นบางที่เค้ากำหนด ต่ำกว่า 2.75 ไม่รับพิจารณายกเว้นมีความสามาถพิเศษ เช่นเก่งภาษา หรือโปรเจคที่ทำมาเกี่ยวข้องกับงาน และถ้าว่ากันเเรื่องเกรดอาจตัดที่ 2.75 ได้เงินเดือนระดับนึง 3.00 ขึ้นได้อีกระดับนึง เกียรตินิยม บวกเพิ่มไปอีกระดับนึง นี่เป็นความจริงในระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงานของบริษัทส่วนใหญ่ในไทย ในบางครั้งเราอาจพิจารณาว่าคุณเคยร่วมกิจกรรมอะไรมาบ้าง เราอาจให้เครดิตกับการเคยเป็น staff กับการทำประโยชน์เช่นค่ายพัฒนาชุมชน หรือฝึกงานกับหน่วยงานที่สารต่อประสบการณ์ที่ใช้ในการทำงานได้ แต่เราไม่เคยให้เครติตว่า ตอนรับน้องคุณเข้ารึเปล่า ไปทำอะไรบ้าง ไปกินเหล้าได้กี่กลม ไปว๊ากน้องร้องไห้มากี่คน ประชุมเชียร์คุณได้ที่เท่าไหร่ กลับหอดึกที่สุดกี่โมง ภายในคณะคุณสามัคคีขนาดไหน เราไม่ค่อยให้เครดิตนะครับ มันเป็นนามธรรมวัดผลเพื่อตัดสินไม่ได้และไม่รู้ว่าที่คุณเล่ามามันจริงเท็จแค่ไหน ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาการรับบุคคลเข้าทำงาน เราอาจมองคุณแค่เข้าร่วมตามปกติ ความหนัก โหด รุนแรง หรือโอดครวญเรื่องผลกระทบ ณ ตอนนี้มันกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว ผมอยากให้ผู้รับน้องและผู้ถูกรับน้องมองการถ่วงน้ำหนักและบริหารผลการเรียนบ้าง นาทีทองของคุณคือช่วงปีแรก ๆ ถ้าทำเกรดดีแล้วช่วงปลาย ๆ จะสบายหน่อย ผิดกับคนที่ช่วงแรก ๆ ทำเกรดต่ำ (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่) กว่าจะดึงขึ้นได้นี่เลือดตาแทบกระเด็นนะครับเพราะรายวิชามันเยอะแล้วเกรดมันหนักแล้วกว่าจะดึงได้แต่ละจุดนี่เหนื่อย ผมเคยเจอ Transcript นักศึกษาบางคน "วิตามินมาเต็ม" เรียนมาเพื่อดึง GPA อาจมีประโยชน์บ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่ เราเลือกคนที่มีสิ่งเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนกว่าในการพิจารณา เพราะเราไม่ได้สนิทกับคุณขนาดรับรองความสามารถด้านสังคมของคุณและนำมารับผิดชอบกับงานที่เกี่ยวข้องกับความรู้ด้านวิชาการได้ภายในชั่วขณะไม่กี่นาทีที่คุณนั่งลงสัมภาษณ์นะครับ
สุดท้ายสิ่งที่ผมเขียนนั้นผมก็ยังยืนยันตามข้างต้นว่าผมไม่ได้รังเกียจการรับน้อง แต่คนที่เป็นรุ่นพี่ควรคำนึงถึงผลกระทบที่คุณเองอาจยังไม่ทราบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทในไทยยังมีมาตรฐานในการับบุคคลโดยอ้างอิง GPA นะครับซึ่งคุณอาจมองว่ามันคือแค่แผ่นกระดาษแต่ความเจ๋งของฉันมันมากกว่านั้นเยอะ แต่อย่าลืมว่าคนที่จะคัดเลือกคุณเข้าทำงาน คนตัดสินเงินเดือนคุณ เค้าไม่มีเวลาหรือสัมผัสความเจ๋งของคุณได้แค่ลมปาก ขณะคุยแค่ 20-30 นาทีนะครับ ดังจะเห็นได้จาก web หางานที่บางบริษัทกำหนด GPA ขั้นต่ำของผู้สมัครด้วยซ้ำไป การรับน้องมันมีข้อดีในตัวของมันซึ่งผมว่าท่านทั้งหลายก็คงรู้อยู่แล้ว แต่ขอให้จัดสรรความเหมาะสมไม่กระทบต่อการเรียน สุขภาพ จิตใจ การสร้างสายสัมพันธ์จากการรับน้องมีแนวทางมากมายในเชิงสร้างสรรค์ มากกว่าที่จะมาคลุกดินคลุกทราย บังคับดื่มเหล้า ทำโทษรุนแรง ดึกดื่นต้องมาร้องเพลงเชียร์ ทำท่าเข้าจังหวะให้พร้อมเพียงทั้งที่เด็กมันตาจะปิดอยู่แล้ว ผมมองว่ามันอาจะเสียมากกว่าได้นะครับ คุณอาจมีมาตรการทำให้มันปลอดภัยแต่ทุกอย่างมันพลาดได้และบางครั้งความผิดพลาดมันส่งผลต่ออนาคตในระยะยาวด้วยซ้ำไป
ขอบคุณที่กรุณาอ่านและแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์จากแชร์ประสบการณ์ตรงของผมและยินดีให้แบ่งปันข้อความได้ครับ